7 พฤษภาคม 2558
สรณะ เทพเนาว์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ [1]
ลองมาทบทวนวาทะกรรมการปฏิรูปประเทศย้อนหลังดูกัน เริ่มจาก
"...ตั้งแต่วันที่ผมตัดสินใจก้าวเข้ามารับผิดชอบประเทศจนถึงวันนี้ในฐานะนายกรัฐมนตรี เจตนารมณ์ของผมที่ต้องการเห็นประเทศไทยสงบสุข และเจริญรุ่งเรือง และอยู่ในครรลองของ "ความมีคุณธรรม" และ "ยุติธรรม" ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และจะไม่มีวันเปลี่ยนไป…" เป็นคำกล่าวของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในจดหมายข่าวรัฐบาลเพื่อประชาชน ฉบับปฐมฤกษ์ เมื่อ 28 เมษายน 2558 [2]
"การปฏิรูปไม่ใช่เป็นสิ่งสำเร็จชั่วข้ามคืนหรือข้ามปี มันต้องใช้เวลานาน… หัวใจการปฏิรูป คือ 1 ต้องเป็นการทำเรื่องใหญ่ 2 ต้องค่อยๆ คิด ใช่ทำวูบวาบหนเดียวจบ ถ้าวูบวาบหนเดียวจบ เขาเรียกว่า "ปฏิวัติ"ไม่ใช่ "ปฏิรูป" ปฏิวัติต่างจากปฏิรูป 3 ปฏิรูปนั้นจะต้องใช้เวลาและต้องมีการวางแผน มีกระบวนการ คือต้องมียุทธศาสตร์ ไม่ใช่นึกจะทำก็ทำ มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก ... ลงเรือแป๊ะต้องตามใจแป๊ะ…" ศ.ดร. วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในการเปิดสัมมนาวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทยเมื่อ 25 มีนาคม 2558 [3]
จากวาทะเด็ดหลายคำข้างต้น อาทิ เจตนารมณ์ในครรลองของ "ความมีคุณธรรม" และ "ยุติธรรม" "หัวใจการปฏิรูป…ต้องมียุทธศาสตร์" "ลงเรือแป๊ะต้องตามใจแป๊ะ" มาถึงประเด็นข้อถกเถียงที่น่าสนใจจากเวทีอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเรื่อง "สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป" จะเป็นสภา "สืบทอดอำนาจ" ของ คสช. หรือไม่ อย่างไร เพราะตามร่างรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 279 [4] บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินการปฏิรูปประเทศให้ต่อเนื่องจนบรรลุผล ให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งมีองค์ประกอบและที่มา ดังต่อไปนี้ (1) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ... (2) คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ..."
เหตุผลความจำเป็นที่ต้องมีองค์กรเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูป
(1) มาตรา 35 (9) (10) [5]แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2557 (ฉบับชั่วคราว) บัญญัติให้มี "กลไก" ป้องกันและผลักดันการปฏิรูป ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันมิให้มีการทำลายหลักการสำคัญที่รัฐธรรมนูญจะได้วางไว้ และเป็นกลไกที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสำคัญต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป ในการสนับสนุนแนวทางการปฏิรูป 11 ด้าน ตามมาตรา 27 คือด้าน (1) การเมือง (2) การบริหารราชการแผ่นดิน (3) กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม (4) การปกครองท้องถิ่น (5) การศึกษา (6) เศรษฐกิจ (7) พลังงาน (8) สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม (9) สื่อสารมวลชน (10) สังคม (11) อื่น ๆ
(2) มาตรา 279 แห่งร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงได้บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินการปฏิรูปประเทศให้ต่อเนื่องจนบรรลุผล" หมายความว่า เพื่อความต่อเนื่องของผู้ปฏิบัติคนเดิม เป็นการสืบทอด "งาน" มิใช่สืบทอด "อำนาจ" เป็นลักษณะของการสานต่องานเดิม รวมถึงการขยายผล การปรับปรุง แก้ไขให้ดีขึ้น รวมทั้งการขจัดปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ให้หมดสิ้นไป เพื่อบรรลุเป้าหมายตามโรดแมปที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พ.ศ. 2557 (ฉบับชั่วคราว) รวมสองประการหลัก คือ (1) การขจัดการทุจริตคอร์รัปชั่น และ (2) การลดความเหลื่อมล้ำลงในทุกมิติ [6]
(3) มีบทบัญญัติเรื่อง "ยุทธศาสตร์ชาติ" หรือ "ยุทธศาสตร์ของชาติ" ไว้ในบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญ ภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี หมวด 2 ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ (มาตรา 78-95) [7]ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่รัฐธรรมนูญเดิมที่ผ่านมายังไม่เคยบัญญัติมาก่อน ผู้เขียนเห็นว่า ถือเป็นจุดเด่นประการหนึ่งในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย เพราะต้องยอมรับว่าในการบริหารจัดการใด ๆ ก็ตาม องค์กรต้องมีเป้าหมาย มีแผน มีแนวทาง มีการปฏิบัติเพื่อให้ไปสู่จุดมุ่งหมาย (Goals or Ends) หากมีการดำเนินการตามแผนไม่ประสบผล ก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงแผนได้ แต่จะไม่เปลี่ยน "เป้าหมาย" ดังคำกล่าวที่ว่า "If the plan doesn't work, change the plan but never the goal."ซึ่งหนึ่งในแนวทางไปสู่เป้าหมายสุดท้ายที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ "ยุทธศาสตร์ชาติ" หรือ "ยุทธศาสตร์ประเทศ" ไม่ว่าจะเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับใดก็ตาม จะมีบทบัญญัติบทหนึ่งที่สำคัญคือ บทที่ว่าด้วย "ยุทธศาสตร์ของชาติ"
ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงถือเป็นการสอดรับกันในเหตุผลความจำเป็นที่ต้องมีมีองค์กรขับเคลื่อนการปฏิรูปดังกล่าว สำหรับรายละเอียดปลีกย่อยใน "เนื้อหา" ในการกำหนดออกแบบ "โครงสร้างอำนาจหน้าที่" (Structure & Functions) ขององค์กรขับเคลื่อนการปฏิรูปทั้ง "สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ" และ "คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ" ในที่นี้ผู้เขียนคงต้องแยกการพิจารณาไว้ในอีกส่วนหนึ่งต่างหาก โดยเฉพาะโครงสร้างของสภาฯ ใน "ความมีส่วนได้เสีย" ของสมาชิก "สภาปฏิรูปแห่งชาติ" (สปช.) และ สมาชิก "สภานิติบัญญัติแห่งชาติ" (สนช.) ที่จะเข้าไปสืบทอด "อำนาจ" ในองค์กรฯ ดังกล่าวตามที่มีผู้ห่วงใยได้กล่าวหาทักท้วงไว้
ข้อวิตกห่วงใยในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์
ปัญหาในการขับเคลื่อนดำเนินการให้เป็นไปตามทิศทางกรอบ นโยบาย เป้าหมาย ที่กำหนดไว้ให้เป็นผลสำเร็จ ตลอดรอดฝั่ง อย่างมีประสิทธิภาพ อาจมีข้อจำกัดต่าง ๆ ในการดำเนินการ อาทิเช่น ระยะเวลาในการดำเนินการที่ค่อนข้างยาวนาน เช่น ห้าปี สิบปีฯ, องค์กรและบุคลากรที่จะดำเนินการขับเคลื่อนฯ, งบประมาณที่จะใช้ในการดำเนินการขับเคลื่อนฯ, ปัจจัยเกื้อหนุนอื่นทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองฯ รวมด้านกฎหมายและสภาพแวดล้อมอื่นฯ, ความร่วมมือของหน่วยงานภายในและภายนอก, การสนับสนุนจากหน่วยงานส่วนกลางและพี่น้องประชาชน ฯลฯ เป็นต้น
จากข้อวิตกดังกล่าว ผู้เขียนเห็นว่า การกำหนดกลไกการขับเคลื่อนนโยบายและการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติที่มีเอกภาพ ควรกำหนดกลไกการทำงานให้ชัดเจนและไม่ซ้ำซ้อนกัน มีการสื่อสารสร้างความเข้าใจที่ต่อเนื่อง ชัดเจน และมีช่องทางที่ผู้ปฏิบัติสามารถเข้าถึงได้ง่าย เพราะความเข้าใจของผู้ปฏิบัติในพื้นที่เป็นปัจจัยสำคัญ มีการบริหารจัดการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ มีกลไกการติดตามและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลต่อความสำเร็จของการขับเคลื่อนนโยบายในที่สุด
ข้อสำคัญประการหนึ่งก็คือ เนื่องจากสภาพปัญหาต่าง ๆ ที่รุมเร้าประเทศไทยมีมากมาย ดังที่กล่าวแล้วเมื่อตอนก่อน ปัญหาความคาดหวังในอนาคตของการปฏิรูปประเทศไทย โดยการขับเคลื่อนการปฏิรูปเพื่อให้มีผลที่เป็น "รูปธรรม" ทำให้มีปัญหาอุปสรรคเป็นอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการปฏิบัติ ว่าจะขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้อย่างไร ผู้เขียนเห็นว่าแนวทางในการขับเคลื่อนการปฏิรูปเพื่อไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมนั้น ควรพิจารณาจากสภาพข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ ประกอบกับข้อเสนอวิสัยทัศน์ที่ได้มีการนำเสนอกันไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นวิสัยทัศน์ "มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" [8] ในปี พ.ศ. 2575 หรือวิสัยทัศน์ใดๆ ในรอบอีก 10 ปี หรือ 20 ปี ก็ตาม
ในตอนท้ายนี้ผู้เขียนต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้จนสำเร็จออกมาเป็นร่างที่เห็นอยู่นี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเปรียบเสมือนรัฐนาวาที่นำไปสู่ "การปฏิรูปประเทศ" นำประเทศฝ่าคลื่นลม อุปสรรคท่องไปในสังคมโลก เพราะ รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นคัมภีร์หรือคู่มือในการบริหารประเทศให้ก้าวเดินไปตามเป้าหมายของชาติที่วางไว้ เพื่อความเจริญก้าว และพัฒนาถาวร เป็นที่เชิดหน้าชูตาต่อนานาอารยประเทศ
สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ทุกคนถือเป็นส่วนหนึ่งของรัฐนาวาลำนั้น เป็นแรงหนุนช่วยเหลือในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้สำเร็จสมบูรณ์เรียบร้อยตามแนวทางที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนด
[1] สรณะ เทพเนาว์ นายกสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย, "สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีความจำเป็นเพียงใด", เจาะประเด็นร้อน อปท., ทีมข่าวภูมิภาค, สัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 62 ฉบับที่ 34 วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม - วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม 2558, หน้า 80
[2] จดหมายข่าวรัฐบาลเพื่อประชาชน ฉบับปฐมฤกษ์ เมื่อ 28 เมษายน 2558,http://www.moj.go.th/intro/29042558.pdf
[3] การประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2558 สมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย และสัมมนาเชิงวิชาการประจำปี 2558 เรื่อง "ยุทธศาสตร์ การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใต้รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่" ระหว่างวันที่ 25 - 27 มีนาคม 2558 ณ โรงแรม มิราเคิล แกรนด์คอนเวนชั่น หลักสี่ กรุงเทพมหานคร จัดโดย สมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย ร่วมกับ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น สภาปฏิรูปแห่งชาติ สำนักงานเทศบาลตำบลแม่สะเรียง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
[4] มาตรา 279 เพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินการปฏิรูปประเทศให้ต่อเนื่องจนบรรลุผล ให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งมีองค์ประกอบและที่มา ดังต่อไปนี้
(1) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศประกอบด้วยสมาชิกไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากบุคคลดังต่อไปนี้
(ก) สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 จำนวนหกสิบคน
(ข) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 จำนวนสามสิบคน
(ค) ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่างๆ จำนวนสามสิบคน
(2) คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ประกอบด้วย กรรมการซึ่งปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาและมาจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่างๆ ไม่เกินสิบห้าคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามมติสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ
คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกตาม วรรคหนึ่ง (1) และกรรมการตาม (2) อำนาจหน้าที่อื่น การดำเนินงาน รวมทั้งการอื่นที่จำเป็น ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(1) ขับเคลื่อนการปฏิรูปโดยการเสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปฏิรูปต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในด้านต่างๆ ตามที่กำหนดในหมวดนี้ส่วนการปฏิรูปในด้านอื่นซึ่งมิได้บัญญัติไว้ในหมวดนี้ให้กระทำได้ตามข้อเสนอของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติโดยความเห็นชอบของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
(2) นำแผนและขั้นตอนการออกกฎหมายและการปฏิบัติเพื่อให้เกิดการปฏิรูปของสภาปฏิรูปแห่งชาติ รวมทั้งแผนงานและยุทธศาสตร์การปฏิรูปของทุกภาคส่วนมาบูรณาการเพื่อให้สามารถลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมได้อย่างแท้จริงและต่อเนื่อง
(3) ส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการปฏิรูป
(4) เสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพของประชาชนเพื่อความเป็นพลเมืองที่ดี รวมทั้งสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางสังคมด้วยกระบวนการสมัชชาเพื่อการปฏิรูป
(5) ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการปฏิรูปที่สอดคล้องและเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
(6) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติ
เมื่อคณะรัฐมนตรีได้รับข้อเสนอตามวรรคสี่ (1) ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการตามข้อเสนอและให้การสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินการอย่างเพียงพอในกรณีที่คณะรัฐมนตรีไม่สามารถดำเนินการตามข้อเสนอใดได้ให้ชี้แจงเหตุผลต่อรัฐสภาและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อทราบในกรณีที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ว่าการปฏิรูปเรื่องใดที่คณะรัฐมนตรีไม่ดำเนินการนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าจะต้องดำเนินการเรื่องนั้นหรือไม่ผลการออกเสียงประชามติดังกล่าวให้มีผลผูกพันคณะรัฐมนตรีและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้ต้องปฏิบัติตาม
ให้มีหน่วยธุรการของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่มีอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่นทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติเป็นประจำทุกปีโดยคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ แล้วแจ้งให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติทราบ และประกาศผลการประเมินดังกล่าวให้ทราบเป็นการทั่วไปทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
[5] มาตรา 35 คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุมเรื่อง ดังต่อไปนี้ด้วย
(1) การรับรองความเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้
(2) การให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เหมาะสมกับสภาพสังคมของไทย
(3) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งกลไกในการกำกับและควบคุมให้การใช้อำนาจรัฐเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชน
(4) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด
(5) กลไกที่มีประสิทธิภาพที่ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและพรรคการเมือง สามารถปฏิบัติหน้าที่หรือดำเนินกิจกรรมได้โดยอิสระ ปราศจากการครอบงำหรือชี้นำโดยบุคคลหรือคณะบุคคลใด ๆ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
(6) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการสร้างเสริมความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม และการสร้างเสริมคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในทุกภาคส่วนและทุกระดับ
(7) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการปรับโครงสร้างและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอย่างยั่งยืน และป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว
(8) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินของรัฐให้เป็นไปอย่างคุ้มค่าและตอบสนองต่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนโดยสอดคล้องกับสถานะทางการเงินการคลังของประเทศ และกลไกการตรวจสอบและเปิดเผยการใช้จ่ายเงินของรัฐที่มีประสิทธิภาพ
(9) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันมิให้มีการทำลายหลักการสำคัญที่รัฐธรรมนูญจะได้วางไว้
(10) กลไกที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสำคัญต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป
ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาถึงความจำเป็นและความคุ้มค่าที่ต้องมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่จำเป็นต้องมี ให้พิจารณามาตรการที่จะให้การดำเนินงานขององค์กรดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้วย
[6] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 มาตรา 27 วรรคสอง บัญญัติว่า "ทั้งนี้ เพื่อให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีความเหมาะสมกับสภาพสังคมไทย มีระบบการเลือกตั้งที่สุจริตและเป็นธรรม มีกลไกป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่มีประสิทธิภาพ ขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำให้กลไกของรัฐสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็วและมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม", http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2557/A/055/1.PDF
[7] ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.... ฉบับอภิปราย เมษายน 2558 รวม 130 หน้า 315 มาตรา, http://www.mediafire.com/download/4vzjz1p495uot8p/DraftConstitutionManitJ2558.pdf
[8] สปช.วางวิสัยทัศน์ไทยปี 2575 "มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" , ASTVผู้จัดการออนไลน์, 20 มกราคม 2558, http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9580000007345