เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง : ๔. สร้างความจริงต่างแนว



บันทึกชุด "เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง" ๒๖ ตอน ชุดนี้ ตีความจากหนังสือ Transformative Learning in Practice : Insight from Community, Workplace, and Higher Education เขียนโดย Jack Mezirow, Edward W. Taylor and Associates ตีพิมพ์เมื่อ ค.ศ. 2009

ภาค ๒ ในหนังสือ ว่าด้วยเรื่อง TL ในอุดมศึกษา อยู่ในบทที่ ๓ - ๑๐

ตอนที่ ๔ นี้ ได้จากการตีความบทที่ 3 Creating Alternative Realities : Arts-Based Approaches to Transformative Learning เขียนโดย Shauna Butterwick (รองศาสตราจารย์ด้านการศึกษา University of British Columbia, Vancouver, Canada) & Randee Lipson Lawrence (รองศาสตราจารย์ด้านการศึกษาผู้ใหญ่ National-Louis University, Chicago)

สรุปได้ว่า ศิลปะสามารถช่วยให้มนุษย์สามารถเข้าถึงความจริงในต่างแนวหรือต่างมิติจากที่สัมผัส อยู่ในชีวิตประจำวันได้ ช่วยให้มนุษย์เปิดเผยตัวตน และทำให้ตนเองเข้าใจตัวเองในมิติที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตนเอง

ผู้เขียนบอกว่า ข้อเขียนของตนมาจากประสบการณ์ ว่าศิลปะช่วยสร้าง "พื้นที่" (space) ให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ศิลปะที่ผู้เขียนใช้ เช่น ใช้ภาพ (visual metaphor) เพื่อแสดงขั้นตอน ของพัฒนาการ ของผู้ใหญ่ ใช้กล้องถ่ายภาพ เพื่อเรียนรู้เทคนิคการสังเกตเพื่อการวิจัย ใช้บทกวีเพื่อวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ละครเพื่อเล่าเรื่อง เป็นต้น ในประสบการณ์เช่นนี้ ก็จะมีคนที่เกิดการเปลี่ยนแปลง (transformation) ขึ้น เนื่องจากประสบการณ์จากศิลปะเป็นอีกมิติหนึ่งของประสบการณ์ ที่ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยประสบการณ์ การเรียนรู้แบบอื่นๆ

ผู้เขียนนิยามคำว่า transformative learning ว่าหมายถึงการเปลี่ยนรูป (shape-shifting), เปลี่ยนอารมณ์, เปลี่ยนความคิด, เปลี่ยนโลกทัศน์, เปลี่ยนความสัมพันธ์ของตัวเราเองต่อผู้อื่นเพื่อให้เกิดสังคมที่มี ความเป็นธรรมมากขึ้น โปรดสังเกตว่าผู้เขียนบทนี้ มีเป้าหมายสุดท้ายของ transformative learning ที่สังคมที่เป็นธรรม ไม่ใช่ TL แบบลอยๆ ไม่ใช่ TL ที่คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น

เข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงค่อยๆ เกิดขึ้น เป็นส่วนใหญ่ แต่ที่เกิดขึ้นแบบฉับพลัน (ซาตอริ) ก็น่าจะมีได้บ้าง


ใช้ละครเป็นกระบวนการเพื่อการเปลี่ยนแปลง

ละครสามารถเป็นเครื่องมือสร้างการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงโดย การทำความเข้าใจประสบการณ์ ในชีวิตผ่านการนำออกสู่สาธารณะ โดยที่ผู้ชมไม่ใช่เป็นเพียงฝ่ายรับรู้เท่านั้น แต่ประสบการณ์ของผู้ชมจะผนวก เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงด้วย คือในระหว่างชมการแสดง ก็เกิดการสะท้อนคิดไปในตัว การใคร่ครวญสะท้อนคิดอาจเกิดขึ้นจากประสบการณ์ตรงของตนเอง และจากการได้รับรู้ประสบการณ์ของผู้อื่น โดยอาจเกิดจากการนำเสนอ เป็นข้อเขียน หรือเล่าเรื่องด้วยวาจา หรือเล่าเรื่องด้วยท่าทางหรือการแสดงละคร

ร่างกายของเราดูดซับหรือสั่งสมความรู้ส่วนที่ยังไม่ถ่ายทอดเข้าสู่สมองหรือจิตสำนึก การแสดงละคร จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยนำเอาความรู้ส่วนที่ซ่อนเร้นออกมาสู่พื้นที่เปิดเผย สู่กระบวนการทำความเข้าใจ เกิดปัญญา และการเปลี่ยนแปลง

ผู้เขียนคือทั้งสองผลัดกันนำเรื่องราวจากชั้นเรียนละคร มาเล่าเพื่อทำความเข้าใจ TL ที่เกิดจากการสื่อสารความจริง และสะท้อนคิดด้วยละคร


วงเสวนาสะท้อนการกดขี่ (เสนอโดย Randee)

เรื่องเล่านี้มาจากการประชุมปฏิบัติการแก่อาจารย์และนักศึกษา โดยใช้ละครเรื่อง Theater of the Oppressed โดยมีเป้าหมายของชั้นเรียนว่า เพื่อนำเสนอเทคนิคการเล่นละคร เป็นเครื่องมือเผชิญเรื่องราว ที่ยากลำบากและมีความขัดแย้ง และเพื่อซ้อมวิธีแก้ไขการกดขี่แนวทางใหม่

เริ่มด้วยการอุ่นเครื่องให้สมาชิกคุ้นกับการทำงานด้วยร่างกาย เพราะคนที่เป็นผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ คุ้นกับการเรียนด้วยการคิด ไม่คุ้นกับการเรียนด้วยร่างกาย ผู้เขียนลดความกังวลของสมาชิกด้วยการบอกว่า ไม่ได้มีเป้าหมายที่การแสดง แต่มีเป้าหมายแสวงหาวิธีการเรียนด้วยแนวทางใหม่

แล้วให้สมาชิกแต่ละคนนึกถึงเหตุการณ์การกดขี่ที่ตนเคยเผชิญ และให้แสดงการกดขี่นั้นด้วยร่างกาย ของตน ๑ ท่า และสมาชิกคนอื่นๆ เฝ้าดู จนทำครบทุกคน ตามด้วยการอภิปรายทำความเข้าใจวิธีใช้ร่างกาย บอกเรื่องราวของการกดขี่

ขออาสามัครสร้างประติมากรรมของเหตุการณ์กดขี่ที่ตนตกเป็นเหยื่อ โดยใช้ร่างกายของเพื่อน ร่วมการประชุมปฏิบัติการเป็นวัสดุสร้างประติมากรรม โดยย้ำว่าต้องเคารพเพื่อน การขอให้เปิดเผยร่างกาย ส่วนใดต้องให้ผู้นั้นสมัครใจ และต้องไม่มีการสื่อสารด้วยถ้อยคำใดๆ ระหว่างการสร้างประติมากรรม และ "ประติมากร" ต้องทำงาน อย่างรวดเร็วโดยไม่คิดมาก เพื่อป้องกันข้อมูลในใจหล่นหายระหว่างทางของการคิด

เขาเล่าว่า คาร์สัน (ชื่อสมมติ) ผู้อาสาทำหน้าที่ประติมากร เป็นหนุ่มเกย์ สร้างประติมากรรม ที่ตนในสมัยเด็กถูกวัยรุ่นเกเรกลุ่มหนึ่งรุมทำร้าย เพราะมีท่าทางแปลกแตกต่าง ในประติมากรรม มีคาร์สันนอนเอาศีรษะซุกมือสองข้างอยู่กลางวงวัยรุ่นที่กำลังทุบตี ตอนสร้างประติมากรรม เพื่อนๆ สมาชิกของการประชุมปฏิบัติการ ทั้งที่แสดงเป็นส่วนของประติมากรรม และที่เป็นผู้ชม ต่างก็ไม่เข้าใจ เหตุผลของการถูกทำร้าย แต่เมื่อมีการเสวนากันในภายหลัง คาร์สันจึงเฉลยว่าเป็นเพราะ เขาเป็นเกย์ และเขารู้สึกอย่างไรบ้างในเหตุการณ์นั้น คาร์สันไม่กล้าบอกพ่อแม่ ไม่กล้าบอกครู เพราะในตอนนั้น ยังไม่ได้เปิดเผยตนว่าเป็นเกย์ และเกรงว่าหากบอก จะยิ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งซ้ำร้าย

เพื่อนร่วมวงทุบตีบางคนบอกว่า ตนสงสารคาร์สัน ไม่อยากทุบตี แต่ก็ตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน จากกลุ่มเพื่อน จึงต้องร่วมวงทุบตี แต่ก็มีบางคนที่บอกว่า ได้ร่วมวงทุบตีดีกว่าเป็นผู้ถูกกระทำ

ในที่สุดวงเสวนาก็คุยกันเรื่องการเป็นผู้กดขี่กับเป็นผู้ถูกกดขี่ เป็นเรื่องแยกกันเป็นสองกลุ่มหรือไม่ มีทางไหมที่ในแต่ละประเด็นนั้นๆ คนที่เกี่ยวข้องจะปฏิเสธบทบาทการเป็นผู้ถูกกดขี่ และปฏิเสธบทบาทการกดขี่ วงประชุมปฏิบัติการได้ลองสร้างประติมากรรมใหม่ โดยอาสาสมัคร "ประติมากร" คนใหม่ (ทีละคน) จำลองเหตุการณ์ สถานการณ์ที่ คาร์สันไม่ยอมรับการรุมทำร้าย ในประติมากรรมชิ้นหนึ่ง คาร์สันยืนตัวตรง ศีรษะเชิด ในขณะที่วัยรุ่นเกเรต่างก็เดินจากไป

อีกประติมากรรมหนึ่ง คาร์สันยืนมือชี้ขึ้นในลักษณะที่กำลังอธิบายอะไรบางอย่าง มีกลุ่มวัยรุ่นล้อมวง ฟังอย่างตั้งใจ อีกประติมากรรมหนึ่ง เพื่อนวัยรุ่นอีกจำนวนหนึ่งกำลังห้ามปรามขัดขวางไม่ให้เพื่อนรุมตีคาร์สัน

เป็นตัวอย่างของการใช้การแสดงละคร เป็นเครื่องมือบอกว่าในปัญหาแต่ละอย่าง มีแนวทางแก้ไขใหม่ๆ เสมอ


วงเสวนาสะท้อนการเหยียดผิว (เสนอโดย Shauna)

เล่าเรื่องวง "สโมสรหนังสือ" ที่มหาวิทยาลัย บริติช โคลัมเบีย ในปี ค.ศ. 2006 ที่มีสมาชิก ๔ คนมารวมตัวกัน พบกันเดือนละครั้ง เพื่อช่วยสนับสนุนการทำหน้าที่ต่อต้านแก้ไขพฤติกรรมเหยียดผิว ประกอบด้วย (๑) ปาร์กเก้อร์ หนุ่มอัฟริกันอเมริกัน ที่เพิ่งย้ายจากสหรัฐอเมริกามาทำงานในแคนาดา ที่สหัฐอเมริกา ปาร์กเกอร์ มีประสบการณ์ทำงานด้านเชื้อชาติและการเหยียดผิว ในโรงเรียนมัธยม หลายแห่ง และหลายปี (๒) อินดี้ หญิงลูกครึ่งอินเดีย - แคนาดา ทำงานในมหาวิทยาลัยด้านการพัฒนานักศึกษา โดยทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่นักศึกษา (๓) ยาเอล หญิงชาวแคนาดาเชื้อสายยิว ที่ไปอยู่ในสหรัฐอเมริกาหลายปี เพิ่งกลับมาแคนาดา ที่สหรัฐอเมริกา เธอทำหน้าที่ด้านต่อต้านการแบ่งแยกเชื้อชาติในสถาบันอุดมศึกษา ส่วนที่มหาวิทยาลัย บริติช โคลัมเบีย เธอทำหน้าที่พัฒนาอาจารย์ และ (๔) ผู้เขียน ซึ่งเป็นคนขาว ชั้นกลาง ที่ทำหน้าที่อาจารย์ และสนใจวิธีจัดการเรียนรู้ด้านการต่อต้านการกดขี่

วงสโมสรหนังสือ เลือกหนังสือเล่มแรกในการอ่านร่วมกัน คือ Dancing on Live Embers : Challenging Racism in Organizations ที่เป็นหนังสือเกี่ยวกับการแบ่งแยกเชื้อชาติในองค์กร เน้นปรากฏการณ์ที่เกิดแฝง อยู่ในระบบ (systemic) วงสโมสรหนังสือคุยกันลงลึกมาก ผู้เขียนบอกว่า ทำให้ตนนึกถึง study circle ที่ใช้ในการศึกษาผู้ใหญ่

ปลายปี 2006 ทีมงานตกลงกันว่า จะไปจัดกิจกรรมในงาน สัปดาห์ RoR (Realities of Race) ที่มหาวิทยาลัย บริติช โคลัมเบีย เพื่อเฉลิมฉลอง United Nations International Day for the Elimination of Racial Discrimination ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๑ มีนาคม คณะสโมสรหนังสือทีมนี้เตรียมไปจัดวง "สานเสวนา" (dialogue) เพื่อทำความเข้าใจประเด็นที่ทีมได้เรียนรู้จากหนังสือ เล่มดังกล่าว โดยเฉพาะประเด็นที่พูดกันยาก เข้าใจยาก เช่น สิทธิพิเศษของคนขาว ความเจ็บปวดและบาดแผล ของการแบ่งแยกเชื้อชาติ และความหมายของการเลิกแบ่งแยกเชื้อชาติ กระบวนการสานเสวนา มีบรรยากาศ ของความอดทนอดกลั้นต่อกัน ไว้เนื้อเชื่อใจกัน และมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความเจ็บปวดต่อกัน คือสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกได้ดีมาก

การจัดวงสานเสวนานี้ ทีมสโมสรหนังสือใช้ประสบการณ์ตรงของตนเอง ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงตนเอง จาก กระบวนการสานเสวนาร่วมกัน

การเตรียมการณ์ใช้เวลากว่า ๓ เดือน เขียนบทของการเสวนา โดย ปาร์กเก้อร์ ผู้มีประสบการณ์ทำงานนี้ มาก่อน คอยช่วยแนะนำ โดยหลักการสำคัญคือทีมงานจะเน้นเล่าประสบการณ์ตรงของตนเอง ไม่ใช่เล่าเรื่อง ของคนอื่น เพื่อให้เดินเรื่องด้วย "ความจริง" ไม่ใช่เรื่องจากทฤษฎี และตกลงกันว่า ใช้หลัก 5R ในการเล่าเรื่อง คือ (1) แยกระหว่าง Race และ Racism ให้ชัดเจน ให้เห็นว่าตัวปัญหาคือ Racism ไม่ใช่ Race (2) Repetition ทำความเข้าใจว่าการทำซ้ำๆ เป็นส่วนหนึ่งของ ปฏิบัติการแยกเชื้อชาติ เช่นเดียวกับปฏิบัติการต้านการแยกเชื้อชาติ (3) Recognition ทำความเข้าใจว่า การแยกเชื้อชาติส่วนใหญ่แฝงอยู่โดยไม่ได้รับการสังเกตเห็น หรือปฏิเสธ ที่จะเอาใจใส่ (4) Risk ทำความเข้าใจว่า คนในสังคมทุกคน มีความเสี่ยงต่อการแยกเชื้อชาติ แต่มีความเสี่ยง ไม่เท่ากัน และ (5) Responsibility ทำความเข้าใจว่าคนเราทุกคน มีความรับผิดชอบร่วมกันในการต่อต้านการแบ่ง แยกเชื้อชาติ โดยที่คนขาวมีความรับผิดชอบมากกว่า

วงเสวนานี้มีเป้าหมายเปิดพื้นที่ของการรับฟัง และการแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผย ใช้เวลาช่วงละ ๖๐ นาที เริ่ม ๑๒.๐๐ น. ใช้เวลา ๓ วัน แต่ละช่วงใช้เวลานำเสนอ ๑๕ นาที ตามด้วยการสานเสวนา ๔๕ นาที การสานเสวนาเริ้มด้วยการเตือนกติกาแก่ผู้เข้าร่วมว่าต้องฟังและพูดอย่างเคารพต่อผู้อื่น และต่อความเห็น ที่แตกต่าง

วงเสวนาในสองวันแรกดำเนินไปด้วยดีมาก แต่ผู้เข้าร่วมมีเพียง ๘ คน และเป็นคนรู้จักกันทั้งนั้น แต่วันที่สามมีผู้เข้าร่วมเพิ่มเป็น ๒๕ คน โดย ๘ คนเดิมก็ยังอยู่ การเสวนาลงลึกและสู่การปฏิบัติจนเกิดการ ทำความเข้าใจเรื่องการแยกเชื้อชาติในมิติที่ลึก เห็นชัดว่า ทำให้ผู้เข้าร่วมเกิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับเรื่อง การแบ่งแยกเชื้อชาติ


สะท้อนคิด

ผู้เขียนเน้นการใช้เทคนิคสานเสวนาในบริบทของการแสดง หรือศิลปะ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เรื่องราว ที่คุยกันยาก หรือซ่อนอยู่ในสังคม ให้ออกมาสู่การเรียนรู้ ทำความเข้าใจ นำไปสู่การเปลี่ยนมุมมอง (transformation)

เขาเตือนว่า การสร้างบรรยายกาศที่เปิด หรือเสริมพลัง มีความสำคัญมากต่อการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือ ให้เกิดการเปิดใจต่อกัน อันนำไปสู่การเรียนรู้สิ่งที่ซ่อนเร้นหรือเข้าใจยาก บรรยากาศในทางตรงกันข้าม อาจทำให้ยิ่งเกิดการปิดใจ หรือยิ่งซ่อนเร้นประเด็น



วิจารณ์ พานิช

๒๘ ธ.ค. ๕๗


หมายเลขบันทึก: 588593เขียนเมื่อ 7 เมษายน 2015 17:34 น. ()แก้ไขเมื่อ 7 เมษายน 2015 17:34 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (1)

THe title of this post gave me an impression of "cases in courts of justice": 2 sides create and tell stories of events; both claims truth from their view; in each case the judge decides which is the best story and awards one prize!

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี