มีนามเดิมว่า "โกลิตะ"เป็นบุตรของหัวหน้าหมู่บ้านชื่อว่า "โกลิตคาม" อยู่ใกล้เมืองราชคฤห์บิดาชื่อว่า "โกลิตะ" มารดาชื่อว่า "โมคคัลลี" ฉะนั้น ท่านจึงได้ชื่อว่า "โมคคัลลานะ"มีเพื่อนสนิทชื่อว่า"อุปติสสะ หรือ พระสารีบุตร" นั้นเอง
อยู่มาวันหนึ่ง สหายทั้งสองนั้นกำลังดูมหรสพบนยอดเขาในกรุงราชคฤห์ เห็นมหาชนมาประชุมกันเพื่อชมมหรสพ เพราะญาณของทั้งสองถึงความแก่กล้า จึงเกิดความคิดขึ้นโดยแยบคาย ได้ความสังเวชว่าคนเหล่านี้ทั้งหมดภายในร้อยปีเท่านั้น ก็จะเข้าไปสู่ปากของมัจจุราช จึงทำการตัดสินใจว่าเราทั้งหลายควรแสวงหาโมกขธรรม และเมื่อจะแสวงหา
โมกขธรรมนั้น ควรได้ บรรพชาสักอย่างหนึ่ง จึงพากันไปบวชในสำนักของสัญชัยปริพาชก พร้อมกับมาณพ 500 คนตั้งแต่สองสหายนั้นบวชแล้วสัญชัยปริพาชกได้มีลาภและยศอันเลิศ
โกลิตะพร้อมกับสหาย เรียนลัทธิของสัญชัยได้ทั้งหมดโดยเวลาไม่นานนักไม่เห็นสาระของลัทธินั้น รู้สึกเบื่อหน่าย จึงคิดแสวงหาโมกขธรรมต่อไป โดยทำกติกากันว่า ใครบรรลุอมตธรรมก่อนจงบอกแก่อีกคนหนึ่งอุปติสสปริพาชกได้ฟังธรรมจากพระอัสสชิเถระ ได้ดวงตาเห็นธรรม คือบรรลุโสดาปัตติผล จึงกลับมาบอกโกลิตะผู้สหาย และแสดงธรรมให้ฟัง โกลิตะได้ดวงตาเห็นธรรม คือบรรลุโสดาปัตติผลเช่นเดียวกัน จึงพากันไปลาอาจารย์สัญชัยเพื่อไปเฝ้าพระศาสดา
พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นสองสหายพร้อมกับบริวารแต่ไกล ได้ตรัสว่า นี้จะเป็นคู่สาวกชั้นเลิศของเรา ทรงแสดงธรรมตามจริยาแห่งบริวารของสหายทั้งสองให้ดำรงอยู่ในพระอรหัตแล้ว ได้ประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาแก่พวกเขาว่า เธอทั้งหลายจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว เธอทั้งหลาย จงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์ โดยชอบเถิด
ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ บวชได้ 7 วัน เข้าไปอาศัยบ้านกัลลวาลมุตตคาม ในมคธรัฐ ขณะบำเพ็ญสมณธรรม ถูกถีนมิทธะ คือ ความท้อแท้และความง่วงครอบงำ ไม่สามารถบำเพ็ญสมณธรรมได้
พระศาสดาได้เสด็จไปโปรดตรัสบอกอุบายสำหรับระงับความง่วง 8 ประการ คือ
- โมคคัลลานะ เมื่อเธอมีสัญญาอย่างไรความง่วงนั้นย่อมครอบงำได้ เธอควรทำในใจถึงสัญญานั้นให้มาก
- เธอควรตรึกตรองพิจารณาถึงธรรมตามที่ได้ฟังและเรียนแล้วด้วยใจของเธอเอง
- เธอควรสาธยายธรรมตามที่ได้ฟังและเรียนแล้วโดยพิสดาร
- เธอควรยอน(แยง) หูทั้งสองข้างและลูบตัวด้วยฝ่ามือ
- เธอควรลุกขึ้นยืน ลูบนัยน์ตาด้วยน้ำ เหลียวดูทิศทั้งหลาย แหงนดูนักขัตฤกษ์
- เธอควรทำในใจถึงอาโลกสัญญา คือ ความสำคัญในแสงสว่าง มีความสำคัญว่ากลางวันไว้ในใจ ให้เหมือนกันทั้งกลางวันและกลางคืน มีจิตใจแจ่มใสไม่มีอะไรห่อหุ้ม ทำจิตอันมีแสงสว่างให้เกิดขึ้น
- เธอควรอธิษฐานจงกรม กำหนดหมายว่า จักเดินกลับไปกลับมาสำรวมอินทรีย์ มีจิตไม่คิดไปภายนอก
- เธอควรสำเร็จสีหไสยาสน์ คือ นอนตะแคงข้างขวา เท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำความหมายในอันที่จะลุกขึ้นไว้ในใจ พอตื่นขึ้นแล้วรีบลุกขึ้น
หลังจากนั้นพระพุทธองค์ตรัสสอนให้สำเหนียกในใจอีกว่า
1. จักไม่ชูงวงถือตัวเข้าไปสู่ตระกูล
2. จักไม่พูดคำอันเป็นเหตุให้เถียงกัน อันเป็นเหตุให้พูดมาก
3. จงหลีกออกเร้นอยู่ตามวิสัยของสมณะ
ท่านปรินิพพานเมื่อวันแรม 15 ค่ำ เดือน 12 ณ ถ้ำกาฬศิลา แคว้นมคธ โดยถูกพวกโจรซึ่งรับจ้างมาจากพวกเดียรถีย์ลอบสังหารถึง 3 ครั้ง จนมาสำเร็จเอาในครั้งที่ 3 โจรทำร่างกายของท่านแหลกละเอียด และปรินิพพานหลังพระสารีบุตร 15 วัน
- ท่านเปรียบเสมือนแม่นมของพวกภิกษุ คือ เป็นผู้เลี้ยงดูสั่งสอนภิกษุ
- ท่านถูกโจรทำร้ายและนิพพาน เพราะอดีตกรรมที่เคยทำร้ายพ่อแม่
- พระศาสดาได้บรรจุอัฐิธาตุของท่านไว้ที่ซุ้มประตูวัดเวฬุวัน
- ท่านเป็นผู้ควบคุมดูแลการก่อสร้างวัดบุพพารามของนางวิสาขา
- ท่านพร้อมทั้งพระสารีบุตรช่วยระงับอธิกรณ์ที่เกิดขึ้นในสังฆมณฑลท่านเป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย