การพัฒนารูปแบบการสอนคณิตศาสตร์โดยการสื่อสารแนวความคิดเพื่อเพิ่มทักษะ การแก้โจทย์ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ชื่อเรื่อง : การพัฒนารูปแบบการสอนคณิตศาสตร์โดยการสื่อสารแนวความคิดเพื่อเพิ่มทักษะ การแก้โจทย์ปัญหา

สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ชื่อผู้วิจัย : นางนิภาพร จิตรสุวรรณ

ปีที่วิจัย : 2557

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการสอนวิชาคณิตศาสตร์โดยการสื่อสารแนวความคิด เพื่อเพิ่มทักษะการแก้โจทย์ปัญหา 2) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบการสอนวิชาคณิตศาสตร์โดยการสื่อสารแนวความคิดเพื่อเพิ่มทักษะการแก้โจทย์ปัญหา 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ระหว่างก่อนและหลังใช้รูปแบบการสอนวิชาคณิตศาสตร์โดยการสื่อสารแนวความคิด เพื่อเพิ่มทักษะการแก้โจทย์ปัญหา และ4) เพื่อเปรียบเทียบเจตคติต่อการเรียนคณิตศาสตร์ระหว่างก่อนและหลังใช้รูปแบบการสอนวิชาคณิตศาสตร์โดยการสื่อสารแนวความคิด เพื่อเพิ่มทักษะการแก้โจทย์ปัญหา โดยมุ่งประเมินด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ และเจตคติที่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์ของผู้เรียนภายหลังได้รับการสอนด้วยรูปแบบการสอนที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดไผ่ล้อม ตำบลท่าอิฐ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 12 คน และนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดหนองผา ตำบลท่าอิฐ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 32 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 44 คน เป็นผู้เรียนที่มีภูมิหลังทางการเรียนสูง 10 คน ผู้เรียนที่มีภูมิหลังทางการเรียนปานกลาง 24 คน และผู้เรียนที่มีภูมิหลังทางการเรียนต่ำ 10 คน โดยผู้เรียนทุกกลุ่มได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามรูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้น ใช้การสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม นวัตกรรมที่นำมาวิจัยครั้งนี้ คือ รูปแบบการสอนคณิตศาสตร์โดยการสื่อสารแนวความคิดเพื่อเพิ่มทักษะการแก้โจทย์ปัญหาแผนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ที่เน้นกระบวนการและสื่อการเรียนการสอนที่มีลักษณะเป็นสื่อประสม ได้แก่ เกม ใบงาน โปรแกรม Microsoft office PowerPoint แบบฝึกกลุ่ม แบบฝึกรายคู่ แบบฝึกรายบุคคล แบบจดบันทึกประจำวัน และบทเรียนสำเร็จรูป เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบทดสอบมตัวอย่างได้มาโดยการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง และแบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การหาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หาประสิทธิภาพของนวัตกรรม และการทดสอบ t – test

ผลการวิจัยพบว่า

1.รูปแบบการสอนวิชาคณิตศาสตร์โดยการสื่อสารแนวความคิด เพื่อเพิ่มทักษะการแก้โจทย์ปัญหา มีจำนวนแผนการจัดการเรียนรู้ 18 แผน และบทเรียนสำเร็จรูปจำนวน 10 เล่ม ซึ่งผลการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการสอนคณิตศาสตร์โดยการสื่อสารแนวความคิดเพื่อเพิ่มทักษะการแก้โจทย์ปัญหา โดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่า โดยภาพรวม องค์ประกอบของรูปแบบการสอนคณิตศาสตร์ มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.54 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.50

2.รูปแบบการสอนนี้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการและผลลัพธ์โดยรวม และเมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มผู้เรียนพบว่าทุกกลุ่มมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการและผลลัพธ์ ยกเว้นผู้เรียนที่มีภูมิหลังทางการเรียนต่ำที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการและผลลัพธ์โดยเฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด

3.รูปแบบการสอนนี้เมื่อพิจารณาตามเกณฑ์พัฒนาการของผู้เรียน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์การพัฒนาการผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้นหลังได้รับการสอน และเมื่อพิจารณาตามกลุ่มผู้เรียน พบว่า ทุกกลุ่มจะเกิดการเรียนรู้หลังได้รับการสอนเพิ่มขึ้น โดยที่ผู้เรียนที่มีภูมิหลังทางการเรียนต่ำหลังได้รับการสอนเกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้นมากที่สุด รองลงมาคือ ผู้เรียนที่มีภูมิหลังทางการเรียนปานกลาง และผู้เรียนที่มีภูมิหลังทางการเรียนสูงตามลำดับ

4.ด้านเจตคติที่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์ในภาพรวม พบว่า ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์หลังได้รับการสอนเพิ่มขึ้น เมื่อพิจารณาตามกลุ่มผู้เรียน พบว่า ผู้เรียนทุกกลุ่มจะมีเจตคติที่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์หลังได้รับการสอนเพิ่มขึ้น

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน รายงานการใช้ชุดการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การจัดทำโครงงานคณิตศาสตร์ ประเภทสำรวจรวบรวมข้อมูล และประเภทสิ่งประดิษฐ์คิดค้น สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดไผ่ล้อม



ความเห็น (0)