คุณค่าของความรัก
- ความรักคือเจตจำนงเพื่อผู้อื่น
- ความรักคือการมีเป้าหมายเพื่อความดี
- ความรักคือความมุ่งสู่การพัฒนาไปสู่ด้านบวก
- ความรักคือตัวกระตุ้นให้เกิดการสร้างสรรค์
- ความรักคือรางวัลของชีวิต
- ความรักคือแหล่งแห่งชีวิต
- ความรักคือรากของกฏเกณฑ์ทางธรรมชาติ
- ความรักคือเจตจำนงเสรี
- ความรักต้องการกรรมเพื่อสืบทอดความรัก
- ความรักต้องการขยายออกไปหลายมิติ
- ความรักต้องการสื่อความรัก
- ความรักต้องการปฏิบัติ
- ความรักมองเห็นเป้าหมาย
- ความรักทวีคูณโดยผ่านสื่อรัก
- ความรักปฏิบัติแล้วเห็นผลทันที
- ความรักหลอมรวมสิ่งที่แตกต่างให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้
- ความรักไม่มีกำแพง
- ความรักเป็นทรัพย์สมบัติที่ล้ำค่า
- ความรักสามารถติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติได้
- ความรักเป็นปัจจัยที่จำเป็น
- ความรักเป็นองค์ประกอบของอาณาจักรสวรรค์
- ความรักอยู่เหนือกฏ
- ความรักไม่ทำร้ายใคร
- ความรักไม่ใช่ความทุกข์
- ความรักนำมนุษย์ออกจากมายาคติได้
- ความรักขับไล่มารร้ายออกไปได้
- ความรักแก้ไขความขัดแย้งได้
- ความรัก กระจายตัวอยู่ในเซลล์ทุกเซลล์
- ความรัก กระจายตัวออกไปอย่างทั่วถึงโดยศาสนา
- ความรัก กระตุ้นให้ทุกสิ่งติดตามความรัก
- ความรัก เกิดขึ้นก่อนการปฏิสนธิ
- ความรัก แก้ไขปัญหาทั้งมวลได้
- ความรัก ขยายตัวเองโดยผ่านสื่อรัก
- ความรัก ขับเคลื่อนทุกสิ่ง
- ความรัก คือการสร้างสรรค์
- ความรัก คือกุญแจแห่งสันติภาพ
- ความรัก คือของขวัญจากสวรรค์
- ความรัก คือของประทานมากับสายเลือด
- ความรัก คือความจริง
- ความรัก คือความแท้จริง
- ความรัก คือความสว่าง
- ความรัก คือจุดร่วมของมนุษย์
- ความรัก คือชัยชนะ
- ความรัก คือโชคลาภ
- ความรัก คือตัวตนที่แท้จริงของเราทุกคน
- ความรัก คือเนื้อแท้ของพระผู้สร้าง
- ความรัก คือใบเบิกทางไปสู่สวรรค์
- ความรัก คือรางวัล
- ความรัก คือแรงผลักดันในการดำเนินชีวิต
- ความรัก คือลมหายใจแห่งจิตวิญญาณของมนุษย์
- ความรัก คือศรัทธา
- ความรัก คือสัจธรรมแห่งชีวิต
- ความรัก คือสิ่งที่ขาดไม่ได้
- ความรัก คือสิ่งที่เราจะใช้เท่าไรก็ได้ตามต้องการ
- ความรัก คือโอกาส
- ความรัก จริงใจ
- ความรัก ช่วยรักษาแผลทางใจ เมื่อเราไม่มีใคร
- ความรัก เชื่อมโยงจิตใจและร่างกาย
- ความรัก เชื่อมโยงทุกสิ่ง
- ความรัก เชื่อมโยงระหว่างบุคคลในมิติที่เหมาะสม
- ความรัก เชื่อมโยงสวรรค์และโลก
- ความรัก เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน อนาคต
- ความรัก ดำรงอยู่ในสสารทุกๆอะตอม
- ความรัก ดึงดูดมนุษย์เข้ามาหากัน
- ความรัก โดดเด่นกว่าสิ่งอื่นใด
- ความรัก ต้องการ การมีปฏิกิริยาโต้ตอบ
- ความรัก ต้องการการตั้งรกราก
- ความรัก ต้องการแก่นสาร
- ความรัก ต้องการความกตัญญู
- ความรัก ต้องการความเป็นเจ้าของ
- ความรัก ต้องการความเอื้ออาทร
- ความรัก ต้องการโครงสร้าง
- ความรัก ต้องการทั้งการถ่ายทอดและการสืบทอด
- ความรัก ต้องการเป็นทั้งผู้นำและผู้ตาม
- ความรัก ต้องการมีผู้รับความรัก
- ความรัก ต้องการรักษาความรักเอาไว้
- ความรัก ตื่นตัวเสมอ
- ความรัก เติมเต็มให้บริบูรณ์
- ความรัก ไต่ระดับเป็นขั้นบันได
- ความรัก ถูกประทับลงตรงหัวใจ
- ความรัก ทำลายมายาคติ
- ความรัก ทำให้การช่วยเหลือสมบูรณ์
- ความรัก ทำให้เกิดการขยายออกไป
- ความรัก ทำให้เกิดการสื่อสารกัน
- ความรัก ทำให้เกิดความจริงจัง
- ความรัก ทำให้เกิดวิสัยทัศน์
- ความรัก ทำให้ค้นหาหนทาง
- ความรัก ทำให้โครงสร้างที่เป็นคู่บรรลุถึงความมุ่งหมาย
- ความรัก ทำให้เชี่ยวชาญ
- ความรัก ทำให้เตรียมพร้อมสำหรับอนาคต
- ความรัก ทำให้เติบโต
- ความรัก ทำให้บรรลุถึงความมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์
- ความรัก ทำให้ประสบความสำเร็จ
- ความรัก ทำให้เพลิดเพลิน
- ความรัก ทำให้ภาคภูมิใจ
- ความรัก ทำให้มีการเกิดองค์กร
- ความรัก ทำให้มีความหวัง
- ความรัก ทำให้มีเงื่อนไข
- ความรัก ทำให้มีตัวตน
- ความรัก ทำให้มีเธอ และมีฉัน ที่ต้องมารักกัน
- ความรัก ทำให้มีประสบการณ์
- ความรัก ทำให้ร่ำรวย
- ความรัก ทำให้รู้สึกเป็นอิสระ
- ความรัก ทำให้เรามีแรงผลักดันในการดำเนินชีวิต
- ความรัก ทำให้สรรค์เสริญยกย่อง
- ความรัก ทำให้สายเลือดขยายออกไป
- ความรัก ทำให้อดทนรอคอย
- ความรัก ทำให้อยากติดตาม
- ความรัก เท่านั้นที่ดึงดูดพ่อแม่ของเราให้มาพบกัน
- ความรัก เที่ยงตรง
- ความรัก นำทางมนุษย์ไปสู่พระเจ้า
- ความรัก นำหน้าสิ่งทั้งปวง
- ความรัก ปรากฏขึ้นอย่างเกินคาด
- ความรัก เป็นแกนของชีวิต
- ความรัก เป็นของประทานจากสวรรค์
- ความรัก เป็นของสาธารณะ
- ความรัก เป็นเครื่องมือนำทางให้มนุษย์ไปสู่ความสมบูรณ์
- ความรัก เป็นทรัพย์สมบัติที่ไม่ต้องคอยคำนวณ
- ความรัก เป็นทรัพย์สมบัติที่อยู่กับเรานิรันดร์
- ความรัก เป็นทั้งจุดเริ่มต้นและเป้าหมาย
- ความรัก เป็นนายของระเบียบกฏเกณฑ์
- ความรัก เป็นประธานของทุกสิ่ง
- ความรัก เป็นประธานของปรากฏการณ์ทางสมอง
- ความรัก เป็นปัจจัยพื้นฐานของอาณาจักรสวรรค์
- ความรัก เป็นพลังงาน
- ความรัก เป็นพื้นฐานทำให้สิ่งต่างๆก่อตัวขึ้น
- ความรัก เป็นระบบ
- ความรัก เป็นส่วนประกอบที่สัมบูรณ์ของอาณาจักรสวรรค์
- ความรัก เป็นหนึ่งเดียวกัน
- ความรัก เป็นหนึ่งเดียวกับพระผู้สร้าง
- ความรัก เป็นแหล่งแห่งชีวิต
- ความรัก เปลี่ยนสถานการณ์ได้
- ความรัก มองข้ามความเกียดชัง
- ความรัก มีก่อนการวิวัฒนาการ
- ความรัก มีความเป็นประธานในตัวเอง
- ความรัก มีคุณค่าที่ศักดิ์สิทธิ์
- ความรัก มีจุดเริ่มต้นจากที่เดียวกัน
- ความรัก มีเป้าหมายที่จะขยายความรักออกไป
- ความรัก มีแผนการ
- ความรัก มีมาก่อนการสร้างสรรค์
- ความรัก มีระบบที่แบ่งออกเป็นสี่ห้วงแห่งหัวใจ
- ความรัก มีศูนย์กลางเดียวกันที่พระเจ้า
- ความรัก มีหลายมิติ
- ความรัก มีอำนาจมากกว่าหลักการ
- ความรัก มุ่งไปสู่เป้าหมายของความรักโดยตรง
- ความรัก มุ่งสู่มาตรฐานแห่งความดีเพียงทางเดียว
- ความรัก เมื่อปฏิบัติแล้วเห็นผลทันใด
- ความรัก ยิ่งใช้ยิ่งเพิ่มพูน
- ความรัก ยึดมั่นในความรักเอง
- ความรัก ยุติธรรม
- ความรัก รวดเร็วยิ่งกว่าสิ่งใด
- ความรัก รวมกับชีวิตกลายเป็นสายเลือด
- ความรัก ราบเรียบไร้รอยต่อ
- ความรัก ริเริ่มทุกสิ่ง
- ความรัก รู้สึกรับรู้ในความรัก
- ความรัก เริ่มมาจากโครงสร้างที่เป็นคู่ของพระผู้สร้าง
- ความรัก ส่งเสริมความสมบูรณ์
- ความรัก สร้างความงามความดีและความจริง
- ความรัก สร้างความชอบธรรม
- ความรัก สร้างความเพียรพยายาม
- ความรัก สร้างความสามัคคี
- ความรัก สร้างเจตจำนง
- ความรัก สร้างปัญญา
- ความรัก สร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่
- ความรัก สร้างแรงบันดาลใจ
- ความรัก สร้างสวรรค์
- ความรัก สร้างอารมณ์
- ความรัก สร้างเอกภพ
- ความรัก สลายความเกียดชัง
- ความรัก สัมบูรณ์
- ความรัก เสมอกันด้วยห้วงแห่งหัวใจ
- ความรัก แสวงหาความรู้
- ความรัก หลอมรวมผู้คน
- ความรัก หล่อเลี้ยงชีวิต
- ความรัก หาทางไปสู่จุดหมาย แม้จุดหมายนั้นไม่รู้ตัว
- ความรัก ให้ชีวิตเรา
- ความรัก อยู่ในสายเลือดของเรา
- ความรัก อยู่เหนือปัญหาทั้งมวล
- ความรัก อุทิศทุ่มเท
- ความรัก อุ้มชูชีวิต
- ความรัก เป็นตัวตนของพระเจ้า
สิ่งที่มนุษย์ไม่ได้นำเหตุการณ์หนึ่งมาประมวลก็คือปัญหาเกี่ยวกับความรักซึ่งส่งผลทำให้ความรักกลายเป็นสิ่งที่จอมปลอม และไร้ค่า
ดังคำกล่าวที่ว่า "ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์"
กฏเกณฑ์แห่งความรักนั้นมี สองประเภท คือหนึ่ง กฏเกณฑ์ที่สัมบูรณ์ซึ่งเป็นกฏเกณฑ์ในแนวดิ่งซึ้งกำกับกฏเกณฑ์แห่งสวรรค์ และกฏเกณฑ์ทางธรรมชาติที่ไม่เปลี่ยนแปลง และกฏเกณฑ์ที่ผันแปลในแนวราบ เช่นการพบกันของคู่รัก ซึ่งมีสิทธิที่จะรักหรือไม่รักอย่างเสรี
กฏความรัก
ความรักเป็นเจตจำนง
กฏของความรัก เหมือนกับกฏของอุณหภูมิ คือกฏของอุณหภูมินั้นไม่มีความเย็น แท้จริงแล้วมันร้อนน้อยมันจึงกลายเป็นความเย็น แต่เนื่องจากเพื่อให้เข้าใจว่ามันร้องน้อยจึงเรียกว่าความเย็น
กฏของความรัก ก็เหมือนกันคือมันไม่มีความเกียจชัง แต่มันมีความรักน้อยจึงเรียกเป็นคำใหม่ว่าเป็นความเกียจชัง
กฏของความรัก กับกฏอุณหภูมิต่างกันที่กฏของความรักควบคุมด้วยเจตจำนง ส่วนกฏของอุณหภูมินั้นควบคุมด้วยกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติ
กฏของความรัก ควบคุมด้วยเจตจำนงเสรี เจตจำนงเสรีควบคุมด้วย กฏแห่งความรักที่สัมบูรณ์ หรือความรักที่แท้จริงซึ่งไม่เปลี่ยนแปลง กฏธรรมชาติถูกควบคุมด้วยกฏแห่งความรักของพระเจ้า
ชีวิตเกิดขึ้นจากกฏธรรมชาติ กฏธรรมชาติถูกควบคุมด้วยกฏแห่งความรักที่สัมบูรณ์ ความรักที่สัมบูรณ์จึงเป็นตัวตนของเรา เราปฏิสนธิขึ้นมาตามเจตจำนงเสรีของพ่อแม่ของเรา ซึ่งปฏิบัติกฏของความรักของสวรรค์ ที่ซึ่งกำหนดให้เป็นดังนั้น
เจ้าของความรักที่แท้จริง
ความรักมาจากกรรมของเรา ความรักนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยปราศจากกรรม
ความรักของพ่อแม่เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าเราไม่มีลูก ความรักไม่ได้เกิดจากเราแต่มันเกิดขึ้นเพราะมีคนอื่นให้เรารัก ดังนั้นเราจะต้องมีชีวิตเพื่อผู้อื่น
ความรักเป็นเจตจำนงของใครบางคน ที่บุคคลบางกลุ่มมีความเชื่อเรียกท่านว่าเป็นผู้สร้าง แต่พวกเขากับไม่สามารถสรุปสิ่งที่พวกเขาเชื่ออย่างเป็นแก่นสารได้ เนื่องจากยังไม่ถึงวาระของพวกเขา
การกล่าวถึงบุคคลแห่งศาสนาว่าเป็นบุคคลบางกลุ่มเพื่อให้เราทั้งหลายเริ่มค้นหาข้อเท็จจริง โดยมองบุคคลแห่งศาสนาว่าเป็นบุคคลบางกลุ่มเหมือนกับบุคคลทั่วไป ที่มีความเชื่อในมุมมองเฉพาะของกลุ่มตน ซึ่งแตกต่างและขัดแย้งกับกลุ่มความเชื่อของบุคคลกลุ่มอื่นๆ เพื่อเราทั้งหลายจะละทิ้งความเป็นบุคคลที่วิเศษเหนือยุคคลธรรมดาออกไป
การเป็นเจ้าของความรักที่แท้จริง คือการทำให้คนที่เรารักมีคุณค่ามากกว่าตัวเอง
มองผ่านเข้าไปในความรัก
(เพื่อสาวให้ถึงต้นตอ ของความจริง)
แท้จริงแล้วความรัก เกิดขึ้นเพื่อสนองตอบต่อความรัก ความรักไม่สามารถเกิดขึ้นมาลอยๆได้ ความรักที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการสนองตอบมันจะเหี่ยวแห้งและสลายไปในที่สุด
ถ้าเรารักใครบางคน เราจะค้นหาสิ่งที่น่ารักในตัวเขา และมองข้านสิ่งที่ไม่น่ารักทั้งหมด
แท้จริงแล้วความรักนั้นมีพลังมากกว่าสิ่งใด โดยปราศจากความรักมันจะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาเลย แม้แต่เอกภพก็จะไม่มี
ลองมองย้อนไปตามที่เราปฏิสนธิในครรย์ของแม่ ตอนนั้นมีเซลล์มากถึงสี่ร้อยล้านเซลล์ เพื่อที่จะให้กำเนิดเราเพียงหนึ่งคน ปริมาณมากขนาดนั้นแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ออกแบบมานั้นจะต้องมีความรักที่ยิ่งใหญ่มากเพียงใด มนุษย์ที่เต็มไปด้วยบาปอาจมองว่าเป็นการแข่งขันที่สูงมาก ซึ่งต้องแข่งกันหนึ่งต่อสี่ร้อยล้าน ในแง่ของพ่อแม่เริ่มแรกมองปรากฏการณ์ การปฏิสนธิว่า มันคือความรัก ซึ่งเพื่อให้ง่ายต่อการเกิดจึงต้องมีจำนวนมาก เพื่อให้แน่ใจว่ามันจะมีโอกาสในการเกิดสูงมาก และได้บุคคลที่แข็งแรงที่สุดมาเกิด ขอให้เราพิจารณาอย่างลึกซึ้งว่าปรากฏการณ์ แห่งความรักนั้นเกิดขึ้นโดยบังเอิญได้หรือไม่
สิ่งที่ยืนยันอย่างชัดเจนก็คือลักษณะพิเศษที่เป็นคู่ ซึ่งมีการเสนอและการสนองตอบต่อความรักซึ่งกันและกัน เพราะความรักไม่ได้เกิดขึ้นเองอย่างลอยๆ การเสนอและการตอบสนองต่อความรัก นั้นก่อให้เกิดความต้องการที่จะถ่ายทอด ดังนั้นเพื่อที่จะถ่ายทอดความรักออกไป มันก็ต้องมีผู้ที่จะสืบทอดความรักด้วย ความรักจึงจะสามารถถูกสืบทอดต่อๆไปได้
มองเห็นหรือยังว่าความรักไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ มันมีผู้ที่ให้ความรักออกมาและมีผู้สนองต่อความรัก ความรักจึงจะขยายออกไปได้ แท้จริงแล้วมันมีโครงสร้างที่เป็นคู่อย่ก่อนการสร้างสรรค์ทั้งมวล ดังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจึงเกิดขึ้นมาบนพื้นฐานของโครงสร้างที่เป็นคู่ ของบวกและลบ ชายและหญิง
ในอดีตไม่มีใครคิดถึงความหมายของโครงสร้างที่เป็นคู่เลย แม้นักศาสนาจะกล่าวว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างสรรค์ทุกสิ่ง แต่มันก็นเป็นเพียงความเชื่อว่ามีพระเจ้าเท่านั้น พวกเขาไม่สามารถรู้จักตัวตนของพระเจ้าได้ ดังนั้น นักศาสนาจึงถูกมองว่าเป็นตัวตลก เพราะเขาไม่สามารถโต้แย้งผู้ที่ต่อต้านศาสนาได้ แม้ว่าความเชื่อของพวกเขาจะมั่นคงเพราะพวกเขามีประสบการณ์บางอย่าง แต่ประสบการณ์ของพวกเขาก็นเป็นเรื่องส่วนตัวเท่านั้น
ในยุคสุดท้ายเราจะได้รู้จักตัวตนของพระเจ้า และเราทุกคนก็สามารถมีประสบการณ์ส่วนตัวกับพระเจ้าได้ เพราะพระเจ้าคือพระเจ้าแห่งความรัก แท้จริงแล้วพระองค์สร้างสรรค์ทุกสิ่งด้วยแรงผลักดันแห่งความรัก ซึ่งพระองค์ทำให้ความรักของพระองค์เป็นแก่นสารโดยการสร้างมนุษย์ขึ้น เพื่อที่ว่าพวกเขาจะเป็นหุ้นส่วนแห่งความรัก ชีวิต และสายเลือดของพระองค์ พลังแห่งความรักเท่านั้นที่มีพลังอำนาจทั้งมวลที่เป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่นี้ได้
แต่ทว่า มารร้ายผู้ลามกได้เข้ามาทำให้ฝันสลาย และความรักที่แท้จริงของพระเจ้ายังไม่สามารถบรรลุถึงแก่นสารได้ อย่างไรก็ตามในยุคสุดท้าย สิ่งนี้จะถูกทำมห้เป็นจริงโดยพระผู้มาโปรด
มนุษย์ที่มีมลทินนั้นมองทุกสิ่งว่าจะต้องถูกทำลายล้าง พวกเขาต่างคิดว่าชีวิตแต่ละชีวิตดิ้นรนเพื่อจะมีชีวิตรอดด้วยตัวเอง เพราะทุกคนเกิดขึ้นมาเอง พวกเขาอาจลืมไปว่า ทุกสิ่งทุกอย่างทั่วทั้งเอกภพนี้ ต่างเกิดขึ้นดำรงอยู่ และทวีคูณโดยผ่านโครงสร้างที่เป็นคู่ และโครงสร้างของฐานสี่ตำแหน่งทั้งสิ้น มันไม่มีสิ่งใดเลยที่ดำรงอยู่ได้โดยปราศจากโครงสร้างทั้งสองนี้ ยกตัวอย่างโครงสร้างของอะตอม และโครงสร้างของครอบครัว ซึ่งมีพื้นฐานเหมือนกันโดยสิ้นเชิง
ทำไมต้องมีโครงสร้าง การมีโครงสร้างก็เพื่อ ให้โครงสร้างเล็กเป็นพื้นฐานให้โครงสร้างขนาดใหญ่ เช่นโครงสร้างของอะตอมเป็นฐานให้โครงสร้างของสสาร ขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงสิ่งมีชีวิต และสูงขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงเอกภพทั้งหมด
มนุษย์มีโครงสร้างทั้งภายในและภายนอก ซึ่งแบ่งออกเป็นสี่ส่วน และในตัวมนุษย์ก็มีเซลล์พิเศษอีกอย่างหนึ่งที่ ไม่ได้มีขึ้นเพื่อตัวเองนั่นคือเซลล์สืบพันธุ์ และเซลล์สืบพันธุ์ก็ยังถูกนำไปผูกโยงกับความรัก ยิ่งไปกว่านั้นความรักนั้นจะต้องถูกปฏิบัติอย่างเป็นแก่นสารเท่านั้น เซลล์สืบพันธุ์จึงจะทำหน้าที่ของตนได้
ความรักถูกใช้เพื่อกระตุ้นระบบสืบพันธุ์ทั้งหมด ซึ่งสนองตอบต่อความรักของทั้งสองฝ่าย ซึ่งแตกต่างกัน เพื่อให้ทั้งสองเติมเต็มซึ่งกันและกัน ความพร้อมของทั้งสองไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นด้วยตัวของพวกเขาเอง แต่มันถูกกำหนดไว้อย่างสัมบูรณ์จากโลกแนวดิ่ง
ในกฏทางธรรมชาตินั้นทุกสิ่งล้วนสัมบูรณ์เพราะมันถูกกำหนดโดยโลกที่เป็นแก่นสารที่สัมบูรณ์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานต่อโลกแห่งปรากฏการณ์นี้ ที่เปลี่ยนแปลงไปทางแนวราบ เพื่อประโยชน์ในการขยายออกไป เพราะโลกแห่งแก่นสารไม่มีการขยายเผ่าพันธ์ ดังนั้นโลกแห่งปรากฏการณ์จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อขยายเผ่าพันธุ์นั่นเอง
ลองพิจาณาอีกครั้งว่าสิ่งที่กล่าวมานั้นมีสิ่งใดผิดพลาดไปหรือไม่ นี่คือส่วนหนึ่งของไฟแห่งความจริง ไฟนี้ไม่สามารถใช้ในเรื่องที่ไร้สาระได้ เพราะไฟนี้คือจุดเริ่มต้นของการเกิดใหม่ ซึ่งเป็นหนทางที่จะนำประชาชนทั้งมวลออกจากมายาคติ ของมารร้ายผู้ลามกที่ขัดขวางแผนการแห่งสวรรค์ โดยการจับมนุษย์เป็นตัวประกัน แต่มนุษย์กับไม่รู้สิ่งนี้เลย เพราะมนุษย์อยู่ในภาวะเคยชิน จนไม่รู้ว่ามันผิดปกติ
เรื่องราวเหล่านี้คือสิ่งที่ถูกพยากรณ์เอาไว้ ซึ่งปวงชนรู้กันทั่วทุกหัวระแหงบนโลกใบนี้ เพียงแต่ผู้ที่คิดว่ารู้นั้นยังตกอยู่ในมายาคติ พวกเขาจึงคิดว่าความหายนะกำลังจะมาถึง พวกเขาต่างคิดว่าโลกของเรากำลังเดินทางมาใกล้ถึงอวสารแล้ว
พระเจ้าสร้างทุกสิ่งเพราะพระองค์ศรัทธาในความรัก ที่มีต่อมนุษย์ ดังนั้นแล้วพระเจ้ามิได้ขุ่นเคืองมนุษย์และประสงค์จะทำลายเลย เพราะในสายพระเนตรของพระเจ้า มนุษย์คือเหยื่อของมารร้ายผู้ลามก ดังนั้นพระเจ้าที่สัมบูรณ์จะทรงช่วยมนุษย์อย่างแน่นอน
การช่วยมนุษยชาตินั้นล่าช้ามากเพราะพระผู้เป็นเจ้าไม่สามารถข้องเกี่ยวกับความเป็นมลทินในตัวมนุษย์ได้ เพราะพระองค์จะต้องทรงรักษาความสัมบูรณ์ของพระองค์เอาไว้ให้ได้ หาไม่แล้วเอกภพจะถูกทำลายเพราะความไม่สัมบูรณ์ของพระองค์นั่นเอง
โลกแห่งแก่นสารนั้นสัมบูรณ์ดังนั้นสิ่งต่างๆในโลกธรรมชาติจึงถูกควบคุมโดยกฏที่สัมบูรณ์ มนุษยชาติจะได้รับการช่วยเหลือเพราะมีกฏที่สัมบูรณ์ ซึ่งควบคุมความรักที่สัมบูรณ์ของพระเจ้าที่มีต่อบุตรของพระองค์
ความรักคือทรัพย์สมบัติที่เราสามารถนำติดตัวไปได้ เพราะความรักนั้นสัมบูรณ์ ซึ่งเข้ากันได้กับโลกที่เป็นแก่นสาร ยกเว้นความรักที่จอมปลอมเท่านั้นที่เราเอาไปไม่ได้ เพราะมันมีมลทิน มนุษย์ที่เต็มไปด้วยบาปอ้างความรักที่เห็นแก่ตัวและทำผิดศีลธรรม เพราะคิดว่าความรักมันก็เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางสมองเท่านั้น
หากเรามองความรักให้ทะลุเราจะมองเห็นพระเจ้า เพราะพระองค์ให้กำเนิดเราด้วยความรัก แต่เราติดในมายาคติเราจึงไม่รู้จักพระองค์ และต่อต้านพระองค์ ซึ่งผู้ที่เชื่อและศรัทธาต่อพระองค์ไม่เคยเข้าถึงพระองค์ด้วยวิธีนี้ เพราะพวกเขามองพระเจ้าว่าเป็นเจ้า
นาย ซึ่งพระองค์ทรงมองพวกเขาในฐานะบุตร ที่พระองค์แตะต้องพวกเขาไม่ได้เท่านั้น เนื่องจากยังไม่ถึงวาระนั่นเอง
วันแห่งความรัก เราไม่ควรใช้ความรักที่เห็นแก่ตัว เพราะมันกำลังทำลายพระทัยของพระเจ้า ถ้าเราเข้าใจความรักพระองค์ก็จะทรงมีความสุข เพราะความรักนั้นมันเริ่มมาจากพระองค์ ซึ่งถ่ายทอดมาสู่ชีวิตเรา พระเจ้าหวังว่าสักวันหนึ่งเราจะเข้าใจ
การกล่าวถึงความรักในมิติที่มนุษย์ไม่เคยรู้นี้เป็นส่วนหนึ่งในแผนการแห่งการช่วยให้รอดเพื่อที่ว่าเราจะไม่ตกต่ำไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ขอให้ท่านทั้งหลายจงกลับใจเสียใหม่ เพราะอาณาจักรสวรรค์อยู่แค่เอื้อมนี่เอง
มีเพียงความรักเท่านั้นที่ผูกโยงทุกสิ่งเข้าด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ผูกโยงชีวิตและสายเลือดเข้าด้วยกัน ผูกโยงคนในครอบครัว ผูกโยงมนุษยชาติทั้งมวลเข้าด้วยกัน มันไม่มีความชั่วร้ายในแผนการแห่งการสร้างสรรค์ ดังนั้นมันไม่ควรจะมีความชั่วร้ายบนโลก รวมถึงไม่มีคนชั่วบนโลกด้วย นี่คือข้อเท็จจริงที่เราทุกคนสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวของเราเอง
ในโครงสร้างของอะตอม มันจำเป็นต้องมีนิวเคลียสซึ่งทำหน้าที่เป็นประธาน เพื่อควบคุมดูแลรักษาโครงสร้างทั้งหมดเอาไว้ และโครงสร้างทั้งหมดก็ดำรงอยู่เพื่อโครงสร้างที่สูงกว่าขึ้นไปเรื่อยๆ ดังนั้นทุกสิ่งจึงดำรงอยู่เพื่อกันและกันอย่างสัมบูรณ์ ความสัมบูรณ์นี้นี่เองที่ทำให้เราเกิดมาท่ามกลางสิ่งที่สัมบูรณ์ทั้งมวลที่อยู่รอบตัวเรา ความจริงนี้บ่งชี้ว่ามันจำเป็นที่จะต้องมีความเป็นประธานเริ่มแรกที่สัมบูรณ์ดำรงอยู่อย่างแน่นอน และนั่นก็คือพระผู้เป็นเจ้า
ในอดีตพระผู้เป็นเจ้า อยู่เพียงในความเชื่อและศรัทธาเท่านั้น แต่บัดนี้เราสามารถเข้าถึงพระเจ้าได้ด้วยการปฏิบัติความรักที่แท้จริง ซึ่งเป็นรากเหง้าของชีวิตของเรา พลังแห่งความรักยังเชื่อมโยงโลกทั้งสองเข้าด้วยกันอย่างมั่นคงอีกด้วย
การปฏิเสธพระเจ้าส่งผลทำให้มนุษย์ไม่ได้ดำเนินชีวิตตามแบบอย่างในโครงสร้างที่ประกอบไปด้วยความรักเริ่มแรก แต่ตามแบบอย่างของสัตว์ แท้จริงแล้วพฤติกรรมของมนุษย์นั้นต่างจากสัตว์เพราะมนุษย์นั้นมีมโนธรรมที่คอยชี้นำมนุษย์แต่สัตว์ไม่มี
เมื่อมนุษย์คิดว่าไม่มีพระผู้เป็นเจ้าพวกเขาจึงไม่บริหารความรัก และไม่เชื่อฟังมโนธรรม ดังนั้น มนุษย์มักพบกับความเดือดร้อน โดยเฉพราะในเรื่องความรัก ความเสียหายต่อความรักนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องความเสียหายของบุคคล เนื่องจากเรื่องความรักเกี่ยวข้องกับคนอื่นทั้งที่เป็นคู่กรณีในความรักกัน และผู้คนรอบข้างที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นความรักจึงไม่ใช่เรื่องส่วนตัว
ความรักชีวิตและสายเลือดนั้นล้วนเป็นเรื่องของโครงสร้างทั้งสิ้น ดังนั้นถ้าเราสูญเสียความรัก มันจะกระเทือนไปถึงโครงสร้างทั้งหมดทันที โครงสร้างของชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง แต่มันมีการออกแบบเอาไว้อย่างสัมบูรณ์จากโลกที่เป็นแก่นสาร หากไม่มีพระผู้สร้างที่ทรงเป็นประธานแล้วสิ่งเหล่านี้จะไม่สามารถเกิด
การปฏิเสธพระเจ้าก็เป็นเพียงความเชื่ออีกความเชื่อหนึ่งที่ยังไม่สมบูรณ์เท่านั้น แท้จริงแล้วข้อเท็จจริงทั้งมวลนั้นไม่ได้อยู่ที่อื่นใดเลย แต่มันอยู่ในตัวเราทุกคนนี่เอง ซึ่งเราสามารถสัมผัสได้ด้วยการมองผ่านเข้าไปในความรัก ที่ล่อเลี้ยงชีวิตเรา ดังนั้นเราจึงไม่ควรมองข้างสิ่งเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย การเข้าใจความรักและปฏิบัติอย่างถูกต้อง จะส่งผลในการเปลี่ยนแปลงโลกที่วุ้นวายนี้ได้อย่างแน่นอน
แท้จริงแล้วมันเป็นไปตามการพยากรณ์ที่สอดคล้องกันในทุกอารยธรรม คัมภีร์ทางศาสนาเป็นแหล่งข้อมูลที่เร้นลับที่รอการเปิดเผยโดยพระผู้มาโปรดหรือพระศรีอารยเมตไตรย ซึ่งได้เปิดเผยโดยการปฏิบัติให้เห็นเป็นตัวอย่าง แล้วจึงค่อยประกาศออกไปให้โลกรับรู้ แม้ในตอนแรกผู้ที่ได้รับการเปิดเผยโดยตรงจากท่านจะรู้สึกงงงวยกระความกล้าหาญของท่านที่กล้าทำสิ่งที่แตกต่างจากคนทั่วไปก็ตาม
มโนคติคือสิ่งที่ปรากฏภายในจิตใจ และมันถูกกระทำให้เป็นแก่นสารโดยการปฏิบัติทางร่างกาย ซึ่งทั้งสองต่างดำรงอยู่เพื่อกันและกันอย่างกลมกลืนจนแยกไม่ออก จิตใจนั้นเป็นประธานต่อร่างกาย และสมองก็เป็นส่วนของร่างกาย ซึ่งก่อตัวขึ้นมาพร้อมกัน เพื่อการให้และการรับระหว่างกันอย่างสัมบูรณ์ โดยเจ้าของชีวิตนั้นไม่รู้เลยว่าปรากฏการณ์แห่งชีวิตนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไรและเพื่ออะไร แต่มโนธรรมจะช่วยชี้ทางให้เขาไปสู่ความจริงได้ในอนาคตซึ่งเมื่อเขาเติบโตทางภายในไปสู่ความสมบูรณ์แล้ว
นักวิทยาศาสตร์ต่างเชื่อว่าชีวิตนั้นเกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ และธรรมชาติคือผู้คัดสรรค์ชีวิตซึ่งทุกชีวิตต่างดิ้นรนเอาตัวรอด แต่นักวิทยาศาสตร์ไม่กล้าที่จะคิดต่อไปอีกว่า มโนคติของธรรมชาตินั้นเกิดขึ้นมาจากไหน เพราะพวกเขาต่างฟันธงเอาไว้ว่าไม่มีพระเจ้า พวกเขาเชื่อว่าศาสนาเกิดขึ้นเพราะมนุษย์ต้องการหาที่พึ่งทางใจ เพื่อเอาชนะความกลัวเท่านั้น ดังนั้นเขาก็มองเห็นประโยชน์ของศาสนาว่าเป็นที่พึ่งทางใจของมนุษย์เท่านั้น ส่วนนักศาสนาเองก็ถูกจำกัดโดยความเชื่อเท่านั้น พวกเขาไม่อาจทำสิ่งที่เชื่อให้เป็นแก่นสารอย่างมั่นคงได้ ดังนั้น ประชาชนทั้งหลายจึงตกอยู่ในความโลเล ดังนั้น ประชาชนทั้งหลายจึงดำเนินชีวิตไปตามทิศทางของตัวเอง
ในหนทางที่เร้นลับ ในเงามืดนั้นพระผู้มาโปรดถูกส่งมาเพื่อนำมนุษยชาติทั้งมวลไปสู่ความสว่างที่สดใส ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วพระผู้มาโปรดจะมาหรือไม่ หรือโดยวิธีใด นักศาสนาต่างตีความในเรื่องนี้ตามข้อมูลที่มีอยู่ซึ่งยังไม่สมบูรณ์ ดังนั้น จึงมีการตีความที่แตกต่างกันออกไปมากมาย
นักศาสนาต่างหวังดีต่อประชาชาติทั้งมวล พวกเขาล้วนปรารถนาที่อยากจะเห็นประชาชาติทั้งมวลเข้าถึงสัจธรรม แต่ความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล เพราะจะต้องรอคอยผู้ที่จะมาเพื่อสอนความจริงในขั้นบริบูรณ์ ตามที่ได้ถูกพยากรณ์เอาไว้
เรียนผู้ปรารถนาดีต่อปวงประชาทั้งหลาย บัดนี้ความจริงในขั้นบริบูรณ์ได้ถูกนำมาใช้อย่างเป็นแก่นสารแล้ว ดังนั้น หากท่านเข้าถึงความจริงเหล่านี้ ท่านจะเปลี่ยนโลกใบนี้ด้วยมือของท่านได้ แท้จริงแล้วรากของมนุษย์มีเพียงความรักเท่านั้น ที่เป็นจุดกำเนิดของทุกสิ่ง ส่วนเรื่องอื่นมากมายมหาศาลนั้น มันเป็นส่วนประกอบที่จะทำให้ความรักสำเร็จเสร็จสิ้นอย่างเป็นแก่นสารเท่านั้น หากเรารู้จักความรักและบริหารมันให้เป็น เรื่องราวอื่นๆทุกเรื่องจะถูกจัดการอย่างง่ายดาย
ความรักนั้นเกี่ยวข้องกับทุกเรื่อง ดังนั้นถ้าเราจะทำอะไรก็แล้วแต่ สิ่งนั้นจะต้องมีศูนย์กลางที่ความรัก ทุกอย่างจะสำเร็จอย่างบริบูรณ์ เพราะความรักเท่านั้นที่เชื่อมโยงจิตใจของมนุษย์เข้าด้วยกันได้ ทุกวันนี้มนุษย์พยายามที่จะปฏิรูปประเทศโดยการชูเอาความเกียดชังมาใช้เป็นแรงผลักดันในการปฏิรูป ถ้าเราไม่ได้หันมาใช้ความรักซึ่งมาจากแหล่งเริ่มแรก คือพระเจ้าแล้ว เราจะไม่มีวันทำตามความปรารถนาของเราให้สำเร็จลงได้ อย่างแน่นอน เพราะมันไม่สัมบูรณ์ ความรักที่สัมบูรณ์เท่านั้นที่จะนำความสมบูรณ์มาสู่มนุษย์ได้
หากเราไม่ได้ใช้ความรักในการตัดสิน เราจะตัดสินผิดและแล้วก็ต้องมีการตัดสินกันใหม่ไปเรื่อยๆ ประเทศชาติและประชาชนก็จะถูกดึงไปทางโน้นทีทางนี้ที
การเข้าใจข้อเท็จจริงจากโลกที่เป็นแก่นสาร มันจะหลอมรวมมนุษย์ให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันโดยสิ้นเชิง สิ่งเหล่านี้มนุษยชาติมีแหล่งข้อมูลมากมาย ที่ถ่ายทอดต่อๆกันมา ซึ่งในที่สุดแล้วมันจะเดินทางไปสู่จุดสรุปในท้ายที่สุดของมัน
หนุ่มสาวที่รักทั้งหลาย ท่านเกิดขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ท่านควรจะรู้ว่าความรักที่ถูกบ่มเพาะขึ้นในส่วนลึกของจิตใจของท่านนั้น มันเชื่อมโยงไปสู่แหล่งเริ่มแรกของความรัก ซึ่งพระเจ้าได้บ่มเพาะความรักนี้มาเป็นเวลานานแสนนาน แต่ทว่าความรักนั้นถูกรบกวนโดยมารร้ายผู้ลามก ซึ่งเป็นอำนาจมืดที่มองไม่เห็น ดังนั้นถ้าท่านไม่รักษาคุณค่าของความรักของท่านเอาไว้ ท่านจะสูญเสียความรักอันบริสุทธิ์นั้นตลอดไป ความรักนั้นมีพลังที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้นพลังที่ยิ่งใหญ่นั้นควรจะถูกใช้ให้ถูกทาง เพราะมันมีผู้ไม่หวังดีคอยแอบสวมรอยท่านอยู่ ท่านอาจจะตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว ท่านควรตะหนักเอาไว้เสมอว่า ความรักของท่านนั้น มันจะมีผลอย่างอื่นที่สืบเนื่องอยู่ นั่นคือสายเลือดของลูกหลานที่ฝากเอาไว้ในตัวท่าน ซึ่งจะต้องร่วมมือกับอีกฝ่ายหนึ่ง ที่มีความแตกต่างกันอยู่ ความแตต่างนั้น ถูกออกแบบมาให้เติมเต็มกันและกัน สิ่งนี้เป็นหลักการนิรันดร์ ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงเลย แม้โลกจะเปลี่ยนไปมากเพียงใด แต่หลักการนี้ก็ยังคงอยู่แบบนั้น เพื่อที่จะควบคุมให้กฏระเบียบแห่งสวรรค์นั้นไปตามทิศทางที่ได้มีการกำหนดเอาไว้แล้ว ดังนั้นถ้าเราปฏิบัติความรักอย่างถูกต้อง ความรักแบบนั้นจะคงอยู่กับเราตลอดไป ขอให้ท่านทั้งหลายจงพิจารณาดูเถิดว่าถ้าไม่ใช่สิ่งที่กล่าวมานี้ แล้วมันมีวิธีอื่นอย่างนั้นหรือ
การเขียนข้อความนี้ เขียนขึ้นตามแนวทางแห่งการช่วยให้รอดของพระผู้มาโปรดที่มาตามคำพยากรณ์ในยุคสุดท้าย คือยุคของคัมภีร์บริบูรณ์ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงทุกแหล่งข้อมูลเข้าด้วยกัน มันไม่มีการพิพากษาด้วยการกล่าวโทษเลย มันมีแต่ความรักที่ประสงค์จะให้กำลังใจในการต่อสู้กับบาปและอำนาจที่ชั่วร้ายที่มองไม่เห็นเท่านั้น ความรักเป็นรากของชีวิตเรา ดังนั้นเราไม่อาจทำสิ่งที่ยากให้สำเร็จได้ด้วยการใช้ความเกียจชัง อย่างแน่นอน
วาเลนไทน์คือผู้ปฏิบัติความรักที่แท้จริงอย่างเป็นแก่นสาร ดังนั้น ผู้คนจึงจดจำสิ่งที่ท่านได้ทำ แต่คนทั่วไปซึ่งติดอยู่ในเงามืดแห่งมายาคติ พวกเขาจึงไม่ได้ใสใจในความรักในความหมายของวาเลนไทน์ ดังนั้นแทนที่พวกเขาจะใช้พลังแห่งความรักของวาเลนไทน์ แต่เขากับใช้มันเพื่อทำลายชีวิตตัวเอง โดยการเข้าไปเกี่ยวข้องกับความรักที่ผิดศีลธรรม ซึ่งมันจะทำลายชีวิตของเขาในอนาคตอันใกล้
แท้จริงแล้วถ้ามนุษย์เข้าใจความหมายของความรักที่แท้จริงพวกเขาจะใช้มันอย่างมีคุณค่า ความรักแบบนั้นมีพลังมากมายเหลือคณานับ มันจะเปลี่ยนทุกสิ่งที่เต็มไปด้วยความทุกข์ให้เป็นความสุข ซึ่งไปไกลเกินกว่าที่นักศาสนาจะเข้าใจเสียอีก ดังนั้น เมื่อหนทางแห่งความรักก้าวหน้าไปแล้ว เราไม่ควรจะดึงมันกลับมาให้ตกต่ำเหมือนเดิมอีก
แท้จริงแล้วทุกสิ่งดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน คือการพัฒนามากขึ้น เพราะชีวิตเรานั้นประกอบขึ้นมาด้วยความรัก ซึ่งมีมโนคติที่ก้าวหน้าชี้ทางมันอยู่ ดังนั้น มนุษย์ซึ่งมีชีวิตที่ประกอบด้วยความรัก จึงก้าวหน้าขึ้นทุกวัน แต่เขามองว่าชีวิตนั้นตกต่ำลงก็เพราะว่าเขามองเห็นสิ่งดีกว่า เขาจึงเปรียบเทียบกับสิ่งที่ดีกว่าที่เขามองเห็น มโนคติแบบนี้ทำให้มนุษย์แสวงหาสิ่งที่ดีกว่า ไปเรื่อยๆ และแล้วในที่สุดแล้ว มนุษย์ก็จะพบกับแหล่งเริ่มแรกของอุดมคติทั้งมวลที่รอคอยอยู่ข้างหน้า ในปัจจุบันนี้เราได้เข้าใกล้สิ่งที่เรากำลังคาดหวังที่อยู่ในส่วนลึกแห่งหัวใจ
เป้าหมายทั้งมวลของมนุษย์นั้นคือความรัก ดังนั้น เมื่อเขามีโอกาสเข้าถึงรากเหง้าแห่งความรักได้ มนุษย์จะหยุดลงตรงนั้น และเพิ่มพูนความรักนั้นให้สูงขึ้นไปอีก ความรักนั้นกลมกลืนไร้รอยต่อ ที่จะทำให้เราสะดุดทุกอย่างที่เกี่ยวกับความรักนั้นราบรื่นและราบเรียบ มันถูกใช้มาอย่างยาวนาน เพื่อแก้ปัญหาให้มนุษย์ เพียงแต่เราไม่รู้เท่านั้น เมื่อมนุษย์รู้ความจริงนี้มันจะไม่มีสิ่งใดหยุดความรักที่เขามีได้ มันไม่ได้เป็นความรักที่ไร้รสชาติ แต่มันคือความรักที่ทรงพลัง มันเป็นพื้นฐานของอาณาจักรสวรรค์ที่ไม่มีความเบื่อหน่ายเลยแม้แต่น้อย ถ้าเรามองความรักแบบนี้จากแนวดิ่ง เราจะเห็นมันอีกมิติหนึ่ง ซึ่งเป็นมุมมองเดียวกันกับพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งพระองค์ทรงเป็นรากเริ่มแรกของความรักทั้งมวลที่มนุษย์รู้จัก ยกเว้นความรักที่เห็นแก่ตัวที่เป็นแรกผลักดันของมารร้ายที่เขาใช้ล่อลวงมนุษย์ให้หลงทาง เราจะต้องกลั่นกรองความรักที่แท้จริงออกจากความรักที่จอมปลอมให้ได้
พระเจ้าทรงศรัทธาต่อความรักอย่างสัมบูรณ์ พระองค์ใช้มันเพื่อเป็นแรงผลักดันในการสร้างสรรค์ของพระองค์ ดังนั้น พระเจ้าจะศรัทธาต่อเราด้วยถ้าเรามีความรัก พระเจ้าปรื้มปีติเมื่อเห็นความรักของพระองค์ถูกสืบทอดไปโดยบุตรอันเป็นสุดที่รักของพระองค์ นี่คือยุคใหม่ที่ความรักเริ่มแรกของพระผู้เป็นเจ้าจะปรากฏชัดในทุกๆมิติ มันเป็นการอาวสานของโลกที่ชั่วร้ายที่เราคุ้นเคยและเคยชินมานานแสนนาน เส้นทางสูงสุดของมนุษย์คือการเป็นเจ้าของความรักที่แท้จริง เราไม่สามารถสร้างรักของเราเองได้โดยปราศจากกรรม พันธสัญญาของพระเจ้า คือการทรงพยากรณ์ของพระศาสดาทั้งหลาย
เจตนารมณ์ของความรัก
ความรักเกิดขึ้นเพราะมันมีเจตนารมณ์ที่ชัดเจน นั่นคือการเชื่อมโยงความรักในมิติที่ต่างกันเข้าด้วยกัน เพื่อเสริมกันให้ลงตัว แบ่งออกเป็นสี่มิติ เรียกว่าสี่ห้วงแห่งหัวใจ ซึ่งมีดังนี้
1.ความรักในฐานะลูก-พ่อแม่
2.ความรักในฐานะพี่-น้อง-เพื่อน
3.ความรักในฐานะคู่ครอง ชาย-หญิง
4.ความรักในฐานะพ่อแม่-ลูก
ความรักทั้งสี่แบบนี้มีขึ้นเพื่อเชื่อมโยงโครงสร้างทั้งหมดให้มั่นคง โครงสร้างของครอบครัวถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันโดยความรัก
ถ้าเรากล่าวถึงความรักโดยที่ไม่เคยมีประสบการณ์คำกล่าวนั้นอาจไร้สาระ แต่สำหรับบุคคลที่มีประสบการณ์แห่งความรักครบทุกมิติ เขาคือบุคคลที่สมบูรณ์ ที่ใกล้เคียงกับมาตรฐานเริ่มแรก ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของความรัก ที่เริ่มขึ้นจากพระเจ้า เราจะสามารถบรรลุถึงมาตรฐานเหล่านี้ได้อย่างไรนั่นคือประเด็นที่เราจะต้องใส่ใจ
ต้นทุนทางความรัก
เพราะการปฏิเสธพระเจ้ามนุษย์จึงไม่สามารถเข้าถึงต้นทุนทางความรักได้ อย่างไรก็ตามสภาวะดังกล่าวนั้นกำลังจะผ่านพ้นไป เนื่องจากวาระแห่งสวรรค์ที่ประสงค์จะช่วยมนุษย์ ได้มาถึงแล้ว ดังนั้น ทุกสิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับมนุษยชาติทั้งมวลจะถูกพลิดกลับ ไปสู่อุดมคติเริ่มแรก ซึ่งมนุษย์สามารถเข้าถึงต้นทุนแห่งความรักนั้นได้ ความรักเริ่มแรกนี้จะหลอมรวมห้วงหัวใจที่ต่างมิติให้เป็นหนึ่งเดียวกัน
ทุกสิ่งเกิดขึ้นโดยอาศัยปรากฏการณ์พื้นฐานสองอย่าง คือ
1.ปรากฏการณ์สามัคคีหารสอง คือการเผชิญหน้ากันระหว่างปฏิสสารกับสสารทั่วไป การเผชิญหน้ากันส่งผลทำให้เกิดพลังงานมากมายมหาศาล พลังงานเหล่านั้นกลายเป็นพลังงานต้นทุนในการขับเคลื่อนสสารที่ยังเหลือจากการสลายตัว จากการเผชิญหน้ากันก่อนหน้านั้น ปรากฏการณ์แรกนี้ได้สร้างต้นทุนของพลังงานเอาไว้มากมาย ซึ่งเริ่มต้นขึ้นจากพลังงานปฐมภูมิสากล ที่มีอยู่ในตัวตนของพระเจ้า จากผลลัพธ์ของปฏิกิริยาการให้และการรับ ในโครงสร้างของลักษณะพิเศษที่เป็นคู่ของพระองค์ที่กลมกลืนในพระองค์เอง เหมือนกับลักษณะของนิวเคลียสที่เป็นศูนย์กลางของอะตอม
2. ปรากฏการณ์สามัคคียกกำลัง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์นิวเคลีย ซึ่งถูกใช้เพื่อการขยายจำนวน ปรากฏการนิวเคลียนี้ยังถูกใช้ในการขยายตัวของเซลล์ในสิ่งมีชีวิตด้วย ปรากฏการณ์พื้นฐานทั้งสองอย่างถูกใช้อย่างสัมบูรณ์ในแผนการแห่งการสร้างสรรค์และการแก้ปัญหาทั้งมวล สิ่งเหล่านี้คือหลักการแห่งการสร้างสรรค์ที่พระเจ้าทรงใช้อย่างสัมบูรณ์จากโลกแห่งแก่นสารที่ทำหน้าที่เป็นประธานของโลกแห่งปรากฏการณ์นี้
เมื่อมนุษย์ไม่รู้จักพระเจ้า มนุษย์จึงไม่มีต้นทุนทางความรักเลย ดังนั้น มนุษย์จึงดำเนินชีวิตอย่างขาดทุนมาโดยตลอด
ความแตกต่างระหว่างปรากฏการณ์สองอย่างคือ
1.ปรากฏการณ์สามัคคีหารสองเป็นปรากฏการณ์ชั่วคราว ที่เกิดขึ้นเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬาร
2.ปรากฏการณ์สามัคคียกกำลัง ปรากฏการณ์นี้ยังคงเอาไว้ตลอดไป ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่นุ่มนวนซึ่งเป็นค่อยไปแต่สัมบูรณ์ เช่น การขยายตัวของเซลล์หลังจากการปฏิสนธิ
ปรากฏการณ์ทั้งมวลเกิดขึ้นอย่ามีเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งมันดำเนินไปเพื่อการบรรลุถึงเป้าหมายเฉพาะของมัน อย่างสัมบูรณ์
ทีนี้เราลองมาดูปรากฏการต่างๆทางการเมืองในทั่วโลกกันบ้าง ซึ่งมันกำลังดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับแผนการแห่งการช่วยให้รอด ซึ่งได้มีการพยากรณ์เอาไว้ ถึงยุคสุดท้าย ที่ผู้คนมากมายกำลังสงสัยว่า เหตุการณ์ตามคำพยากรณ์นั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่อย่างไร สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือ ปรากฏการณ์สามัคคีหารสอง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงมากมายแบบพลิกประวัติศาสตร์เลยทีเดียว ปรากฏการณ์สามัคคีหารสองที่เกิดขึ้นในทั่วโลก นั้นสอดคล้องกับแผนการแห่งการช่วยให้รอดของพระเจ้า ซึ่ง พระองค์ได้ดำเนินแผนการเหล่านั้นอย่างต่อเนื่องมาในตลอดประวัติศาสตร์ ซึ่งมนุษย์ไม่คาดคิดว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น เพราะพวกเขาต่างเชื่อว่าโลกกำลังจะล่มสลายไป
หากเราพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏเราก็จะสามารถประมวลผลอย่างถูกต้องโดยไม่จำเป็นที่จะต้องไปยึดติดกับความเชื่อใดความเชื่อหนึ่งที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ การประมวลผลควรจะประมวลจากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่ไม่มีใครเข้าใจความหมายได้ เนื่องจากจะต้องรอคอยผู้ที่จะมาตามคำพยากรณ์ ที่สอดคล้องกันในทุกๆอารยธรรม
ปัญญาที่สัมบูรณ์จะเกิดได้ถ้าเราเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่สัมบูรณ์ แต่แหล่งข้อมูลที่สัมบูรณ์ไม่ได้มาโดยง่าย
เด็กชายและเด็กหญิงไซโกสผู้น่าสงสาร
ทั้งสองเกิดขึ้นมามีรูปร่างหน้าตาเหมือนกัน ซึ่งพวกเขาเกิดมา จากครึ่งหนึ่งของชีวิตเริ่มแรก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของแหล่งแห่งชีวิตทั้งมวล
เด็กทั้งสองเริ่มต้นชีวิตมาเหมือนกัน ต่อมาเมื่อทั้งสองเริ่มเติบโตขึ้น พวกเขาก็เติบโตขึ้น ซึ่งพวกเขามีพื้นฐานเกือบเหมือนกันทุกประการ ยกเว้นระบบสืบพันธุ์และรูปร่างภายนอกและสภาพจิตใจ ความแตกต่างของทั้งสองถูกกำหนดให้ดึงคูดกันและกันด้วยความรัก ที่สัมบูรณ์ ทั้งสองต่างถูกออกแบบมาเพื่อกันและกัน ซึ่งในอนาคตเมื่อถึงช่วงวัยที่เหมาะสมพวกเขาจะได้รับอนุญาตให้เติมเต็มซึ่งกันและกันทั้งจิตใจและร่างกาย เป็นคู่ครองอุดมคติ
ความสอดคล้องกันและกันนี้มีเป้าหมายทั้งเพื่อตัวเขาเอง และเพื่อทายาทของพวกเขา คุณสมบัติเหล่านั้นที่พวกเขามี ไม่ได้เป็นความปรารถนาส่วนตัวของพวกเขา แต่เป็นความปรารถนาของพ่อแม่เริ่มแรก ซึ่งเป็นผู้ออกแบบชีวิตของมนุษย์เอาไว้ ตามฉายาของท่านเอง เพื่อที่สักวันหนึ่งที่พวกเขาสมบูรณ์ทุกประการแล้ว ท่านก็จะมอบสิทธิ ในมรดกของแห่งเอกภพให้กับพวกเขา แต่ทว่าเด็กทั้งสองต้องตกอยู่ในความเข้าใจผิด และตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากภายใต้การหลอกลวงของมารร้ายผู้ลามก
แก้ไขให้ถูกต้อง
ยุคสุดท้ายคือการแก้ไขทุกสิ่งด้วยการกลับกระบวนการ ซึ่งมนุษย์จะต้องรู้ความจริงเกี่ยวกับกระบวนการที่ทำให้เกิดปัญหา ซึ่งส่งผลทำให้มนุษย์จำต้องวนเวียนอยู่ในวัฏจักรของอำนาจมืด ซึ่งศาสนาเรียกว่า "วัฏสงสาร" ซึ่งแท้จริงวัฏสงสารนั้นคือการติดกับดักของมารร้าย ซึ่งแม้แต่สวรรค์ก็ไม่สามารถจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเราได้ กระบวนการทั้งหมดล้วนมีเบื้องหลังโดยแผนการของมารร้ายที่ทรยศต่อสวรรค์
สิทธิ
สิทธิจะต้องตั้งอยู่บนกฏเกณฑ์หากปราศจากกฏ มันไม่ได้เป็นสิทธิที่แท้จริง หากเราไม่ใสใจในกฏกติกา มันจะไม่มีวันจบสิ้นอย่างแน่นอน การฝ่าฝืนกฏทำให้เราตกอยู่ภายใต้อำนาจมายาคติ และไม่สามารถหลุดออกได้ ดังนั้นเพื่อที่จะแก้ไขสิ่งเหล่านี้เราจะต้องหันหน้าเข้าหากฏเกณฑ์ เพราะแท้จริงแล้วการสร้างสรรค์ทั้งมวล เกิดขึ้นได้เพราะมีกฏเกณฑ์ที่สัมบูรณ์ควบคุมทุกกระบวนการ ไม่มีสิ่งที่ฝ่าฝืนกฏเกณฑ์ที่ถูกกำหนดเอาไว้เลย ดังนั้นเราไม่อาจอ้างสิทธิเสรีภาพโดยละทิ้งกฏเกณฑ์ได้
การตกอยู่ในมายาคตินั้น เกิดขึ้นจากการยุยงให้มนุษย์ฝ่าฝืนกฏเกณฑ์แห่งสวรรค์ โดยมารร้าย และหลังจากนั้นเขาก็ได้มีสิทธิเหนือมนุษย์ และดำเนินชีวิตอย่างผิดหลักการและฝ่าฝืนต่อกฏเกณฑ์แห่งสวรรค์
สิทธิความเป็นมนุษย์ของเราถูกยึดไปเพราะการหลอกลวง การหลอกลวงนั้นยิ่งใหญ่ยิ่งนักเนื่องจากสิทธิที่สูญเสีย คือการสูญเสียสายเลือด ซึ่งเป็นประตูสู่ชีวิตของลูกหลาน ดังนั้น ความเป็นมลทินที่ทำให้ต้องสูญเสียสิทธินั้น ได้ส่งผลต่อชีวิตของเราทุกคนจนถึงทุกวันนี้
คนแรกที่สามารถค้นพบสิ่งนี้คือพระผู้มาโปรด ซึ่งเราได้กล่าวสิ่งนี้ จากแนวทางที่พระผู้มาโปรดได้บุกเบิกเอาไว้ เพื่อมนุษยชาติทั้งมวล
"มนุษย์คือตัวละครเอก"
ปรากฏการณ์โจนจับโจนประชาชนได้ประโยชน์อะไร คำกล่าวประโยคนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะกล่าวหาหรือต่อว่าใครเป็นพิเศษ แต่เพื่อใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ในกระบวนการแห่งการช่วยให้รอด ซึ่งผู้คนเฉยเมยต่อข่าวสารแห่งสวรรค์ แท้จริงแล้วปมแห่งความขัดแย้งนั้น เป็นปมเก่าที่ราวลึกมานานซึ่งเราไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยตัวเอง เราจะต้องทวงความหวังของเราที่ถูกขโมยไปกลับคืนมา เพื่อลบล้างความสิ้นหวังของเรา ที่เราต้องเผชิญอยู่เป็นเวลานาน โดยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเอง จากสภาวะที่ถูกครอกงำจากอำนาจมืดได้ แท้จริงแล้วเราตกต่ำกว่าที่ควรจะเป็นมากจนน่าตกใจ เพราะเราทุกคนนั้นต่างมีสายเลือดของมารร้ายปะปนอยู่ ซึ่งทำให้เราไม่สามารถไปสู่ตำแหน่งของเราได้
มนุษย์คิดว่าตนไม่สามารถรู้ความจริง แต่มันก็ไม่มีทางเลือกในความรู้นั้น ซึ่งแท้จริงแล้วเราถูกกำหนดไม่ให้รู้ เนื่องจากมันยังคงมีอำนาจที่ชั่วร้ายยังมีเงื่อนไขในการคอบครองมนุษย์อยู่ ความแตกแยกนี้กลายเป็นสิ่งที่เราไม่อาจเลือกได้ แม้ว่าเราไม่ได้มีส่วนร่วมในการทำบาปเริ่มแรกนั้นก็ตาม แต่เนื่องจากบาปนั้นมันอยู่ในสายเลือด ซึ่งเราได้รับสืบทอดมา ดังนั้น มันจึงเป็นสิ่งที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงมลทินนั้นได้
พี่น้องที่รักทั้งหลายท่านจะต้องไม่ลืมว่า แท้จริงแล้วชีวิตเราเกิดขึ้นมาเองไม่ได้ แต่เรามีเจตจำนงเสรี ซึ่งเราจะต้องรับผิดชอบต่อแผนการแห่งการสร้างสรรค์
เจตจำนงเสรี
ยุคสุดท้ายมนุษย์จะไม่ถูกแทรกแซงทางความคิด แท้จริงแล้วที่ผ่านมามนุษย์ถูกแทรกแซงทางความคิดจนไม่สามารถค้นพบความจริงในขั้นบริบูรณ์ที่ถูกปกปิดเอาไว้ได้ เหตุการณ์การปกปิดนี้เริ่มเกิดขึ้นจากการถูกล่อลวงโดยมารร้าย ซึ่งเกิดขึ้นในสวนเอเดน ความหมายของสวนเอเดนหมายถึง สวรรค์บนโลกซึ่งมีเจตจำนงเสรี ซึ่งไม่มีการแทรกแซง ซึ่งมนุษย์อยู่ในความเป็นจริง เมื่อเหตุการณ์ที่ผิดปกติเกิดขึ้น ในวิถีชีวิตของมนุษย์ การปลูกฝังความเกียดชังระหว่างมนุษย์ ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ วิธีการนี้เรียกว่าการขยายบาป ในโครงสร้างที่เป็นคู่นั้น เมื่อมีการกระทำบางอย่างมันจะกระทบต่อสิ่งอื่นเสมอ ดังนั้นเราจะต้องตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้
สิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับมนุษย์ก็คือการกล่าวหาตัวเอง ดังนั้น ทำอย่างไรที่เราจะหลุดพ้นจากสถานการณ์ของการกล่าวหาตัวเองของเราได้ การกล่าวหากตัวเองเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดสำหรับมนุษย์ สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่บั่นทอนกำลังใจ ซึ่ง เป็นพลังแห่งชีวิต
โครงสร้างที่เป็นคู่ถูกละเลยเพราะความไม่รู้ของมนุษย์ ดังนั้นเจตจำนงเสรีของมนุษย์จึงไร้ทิศทาง ซึ่ง มันถูกกำหนดโดยมาตรฐานเริ่มแรกจากโลกแห่งแก่นสาร การไม่เข้าใจถึงความมุ่งหมายของโครงสร้างที่เป็นคู่ ส่งผลทำให้มนุษย์ดำเนินชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ซึ่งไม่สามารถไปสู่เป้าหมายท้ายสุดของชีวิตได้ เราจะต้องสร้างเสริมกิจกรรมเพื่อสังคมแห่งชาติ
การยอมรับความจริง
การยอมรับความจริงคือการแก้ปัญหาอย่างสัมบูรณ์ เพราะในความเป็นจริงที่เราไม่รู้ก็คือ ทุกคนต่างมีปัญหาเดียวกัน ซึ่ง จะต้องแก้ไขไปพร้อมๆกัน ซึ่ง เราจำเป็นจะต้องรู้ว่าปัญหาที่แท้จริงนั้นคืออะไร ถ้าเรารู้ความจริงนั้นแล้ว มันจะเกิดปรากฏการณ์การยอมรับซึ่งกันและกัน ของคู่กรณีทั้งหลายที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ในสังคมอำนาจหรือการบังคับไม่สามารถจะแก้ปัญหาของมนุษยชาติได้ การแก้ไขปัญหามนุษยชาติมีเพียงทางเดียวเท่านั้น คือความร่วมมือกัน
การทำลายล้างซึ่งกันและกันแก้ปัญหาไม่ได้ การทำลายล้างเป็นการทำลายตัวเอง ซึ่งต่างคนต่างเสียหาย เหตุการณ์ที่เสียหายครั้งยิ่งใหญ่เคยเกิดขึ้นกับครอบครัวของอาดัม ซึ่งส่งผลทำให้การช่วยเหลือจากสวรรค์ดำเนินการต่อไม่ได้ ในกรณีที่อาดัมและเอวาฝ่าฝืนธรรมบัญญัติด้วยการกระทำผิดศีลธรรมทางเพศ ซึ่งถูกชักจูงโดยมารร้ายผู้ลามก ต่อมาคาอินฆาตกรรมอาเบล การฆาตกรรมนั้นเป็นการทำลายแผนการของพระเจ้าที่ประสงค์จะช่วยพวกเขาทุกคน หมายถึงเมื่อคาอินทำลายผู้อื่นเขาก็ทำลายตัวเองด้วยนั่นเอง
เราต้องรู้เท่าทันกลยุทธของมารร้ายผู้ลามก ซึ่งขัดขวางกระบวนการณ์แห่งการสร้างสรรค์ของพระเจ้า ด้วยการใช้มนุษย์เป็นเครื่องมือ โดยที่ไม่มีใครเข้าถึงความจริงนั้นได้เลย
แท้จริงแล้ว นักศาสนา คือผู้ขัดขวามกระบวนการแห่งการแก้ไข ในส่วนปลายสุด ซึ่งเป็นจุดร่วมของศาสนาเสียเอง สาเหตุจากความไม่รู้ความจริงอย่างครบถ้วน ของพวกเขา ซึ่ง เหตุเพราะว่า พวกเขาไม่ได้ถูกวางให้อยู่แนวหน้า เพราะภารกิจของนักศาสนา คือการใช้พวกเขาในวาระหนึ่งตามแผนการของสวรรค์ที่จะใช้พวกเขาเท่านั้น แผนการของพระเจ้าจำเป็นจะต้องถ่ายโอนไปสู่ กลุ่มชนใหม่ ที่ปราศจากการยึดติด เพราะแผนการของพระเจ้ายึดติดไม่ได้ ดังนั้น แผนการของพระเจ้าจึงจำเป็นต้อง ทอดทิ้งผู้รับใช้ของพระองค์ไว้เบื้องหลัง และเมื่อแผนการของพระเจ้าก้าวไปถึงปลายสุดแล้ว พระเจ้าจะช่วยทุกคนให้รอด
แผนการของพระเจ้าไม่อาจ รอคอยผู้ที่อืดอาดยืดยาด ที่ยึดติดด้วยความเชื่อเก่าๆ อีลุงตุงนัง ที่แกะออกยากได้ ดังนั้นเมื่อยุคใหม่มาถึงพระเจ้ามักจะเลือกคนกลุ่มใหม่ที่ไม่เคยมีความเชื่อและความศรัทธามาก่อน มีตัวอย่างมากมายที่ยืนยันในเรื่องนี้ เช่น ศาสนาต่างๆมักจะก่อตั้งขึ้นบนพื้นฐานของศาสนาที่มีมาก่อน เพราะพระเจ้าไม่สามารถจะเข็นพวกเขาไปข้างหน้าได้ ชนชาติที่ศาสนานั้นก่อตั้งขึ้นจากชนชาตินั้น มักจะไม่สามารถทำให้ศาสนานั้นๆออกดอกออกผลอย่างงดงามจากชนชาติของพวกเขาได้
เราจะต้องมองเห็นภาพรวมของประชาชาติและอารยธรรมซึ่งมีความสอดคล้องกัน และมีจุดร่วมอันเดียวกัน ถายใต้การบริหารงานจากโลกแห่งแก่นสาร ซึ่งพระเจ้าทรงเป็นประธาน
มันถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะได้รับการปลดปล่อย จากเงามืด ซึ่งปกคุมด้วยอำนาจของมารร้ายผู้ลามก
แท้จริงแล้วหลักศาสนาที่ประชาชาติติดตามนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการตีความจากนักศาสนา ดังนั้น การกล่าวว่า หลักการศาสนาที่นำมาสอนต่อประชาชาตินั้นคือความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงเป็นสิ่งที่ผิด ถ้านักศาสนาทั้งมวลยอมรับว่าหลักการศาสนาที่ตนสอนนั้น มีความจริงเพียงบางส่วน มันจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งมันจะปลดล็อกความคิดของประชาชาติ และการเรียนรู้ขนาดใหญ่ ซึ่งประชาชาติทั้งมวลจะเข้าถึงความจริงอย่างเท่าเทียมกัน
พระผู้มาโปรดมาเพื่อปลดล็อกความคิดที่มนุษยชาติทั้งมวลต่างยึดติดอยู่ในความเชื่อ และไม่สามารถไปสู่ความจริงในยุคใหม่ได้
โปรดพิจารณา สิ่งที่พระผู้มาโปรด สอนเรา เพราะท่านได้สอนความจริงที่อยู่ตรงหน้าเรามาตลอด แต่เราไม่เคยเข้าใจความหมาย ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องตีความอะไรอีกแล้ว เช่น
1.โครงสร้างที่เป็นคู่ของสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติ รวมถึงมนุษย์ ซึ่งเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และทวีคูณด้วยโครงสร้างที่เป็นคู่ทั้งสิ้น
2.โครงสร้างฐานสี่ตำแหน่ง ได้แก่โครงสร้างของครอบครัว ซึ่งเหมือนกับโครงสร้างของอะตอม โครงสร้างฐานสี่ตำแหน่งนี้ ก็เป็นส่วนขยาย ของโครงสร้างที่เป็นคู่นั่นเอง
จากตัวอย่างของสองโครงสร้างนี้น มันมีกฏเกณฑ์ต่างๆมากมาย ที่ควบคุมมันอย่างสมบูรณ์ต่อกระบวนการต่างๆ ซึ่งเรียกว่าปรากฏการณ์ ปรากฏการณ์ที่สัมบูรณ์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นเองจากโลกแห่งปรากฏการณ์เอง มันเกิดขึ้นจากโลกที่เป็นแก่นสารที่ควบคุมอยู่ ดังนั้นมันจึงเป็นกฏเกณฑ์ที่สัมบูรณ์ ไม่เปลี่ยนแปลงเลย
ปรากฏการณ์ต่างๆจะเปลี่ยนแปลง ไปตามวาระที่มันถูกกำหนดเอาไว้แล้วเท่านั้น เช่นปรากฏการณ์แรกๆ ที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์บิ๊กแบง มันไม่ได้เกิดขึ้นอีก ในปัจจุบัน หรือการก่อตัวขึ้นของโลก ที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ปรากฏการณ์การเกิดภูเขา และภูมิประเทศนั้นรุนแรงมาก ซึ่งจะไม่เกิดขึ้นในปัจจุบันเลย ในไบเบิ้ลกล่าวว่าเป็นการพักผ่อนของพระเจ้า ในวันที่เจ็ด ซึ่งชาวคริสต์ไม่รู้ว่า พระเจ้าไม่ได้นับวันเหมือนกับมนุษย์ นักศาสนา จึงอืดอาดยืดยาด ในการค้นหาความจริง ซึ่งให้ไว้สำหรับคนยุคก่อน ที่ไม่มีพื้นฐานทางปัญญาที่จะเข้าใจในสิ่งต่างๆที่พระศาสดาสอนพวกเขาได้ นี่คือข้อเท็จจริง
แท้จริงแล้วมนุษยชาติทั้งมวลมีปัญหาเดียวกัน ซึ่งไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย นั่นคือปัญหาเรื่องสายเลือด ซึ่งส่งผลทำให้ถูกตัดขาดจากแหล่งแห่งความจริง ดังนั้น เพียงแค่แก้ปัญหานี้เพียงปัญหาเดียว มนุษย์จะได้รับการเปิดทางให้ไปสู่การแก้ปัญหาทั้งมวลอย่างง่ายดาย เพราะปัญหาดังกล่าวได้เป็นเงื่อนไขที่มารร้ายผู้ลามกยังคงขัดขวางเราได้อย่างสมบูรณ์ นี่เป็นเหตุผลที่พระศาสดาทั้งหลายต่างพยากรณ์ถึงยุคใหม่ ซึ่งเป็นปฏิบัติการของผู้ที่จะมาเหมือนดั่งขโมย นั่นคือพระผู้มาโปรดที่จะเสร็จมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นครั้งที่สอง
บันทึกปรากฏการณ์ของทุกคนเอาไว้เป็นหลักฐาน
ชื่อผู้บันทึก……………………………………………………………….
1.ความเข้าใจ……………………………………………………………………………….
2.ความรู้สึก………………………………………………………………………………….
3.ประสบการณ์……………………………………………………………………………...
4.แรงบันดาลใจ……………………………………………………………………………..
5.สิ่งที่จะนำไปปฏิบัติ………………………………………………………………………..
6.ประโยชน์ที่ได้จากการเรียนรู้………………………………………………………………
7.ข้อสงสัยที่ยังไม่ได้รับคำตอบ……………………………………………………………..
8.ข้อมูลโต้แย้ง………………………………………………………………………………
9.คำแนะนำ………………………………………………………………………………….
10.ข้อมูลที่อยากจะช่วยเสริม ……………………………………………………………….
11.ผลจากการพิสูจน์………………………………………………………………………...
12.วิธีการพิสูจน์……………………………………………………………………………..
13.ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ………………………………………………………………...
14.ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์…………………………………………………………………..
สมัครเข้ารับการอบรม
"หลักการแห่งการสร้างสรรค์"
(ศึกษาแผนการแห่งสวรรค์และตัวตนของพระเจ้า)
หรือเพื่อรับพรแห่งการแต่งงาน
ชื่อ……………...นามสกุล………………….หน่วยงาน……………………………………….
ที่อยู่……………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………
โทร………………………………………...
ต้องการสมัครอบรม ที่ศูนย์อบรม
ต้องการให้ จัดอบรมนอกสถานที่………………………………………………………….
ข้อเสนอเกี่ยวกับการจัดอบรม………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………
ดำเนินการอบรม ภายใต้ "สหพันธ์ครอบครัวเพื่อความสามัคคีและสันติภาพโลก
(ประเทศไทย)" ส่งมาที่สมนึก ยอดยิ่ง
[email protected] ติดต่อ 087-124-7887
ประมวลทฤษฎีโดย สมนึก ยอดยิ่ง
ครอบครัวรับพรจากพระผู้มาโปรด รุ่น 30000 คู่ ปี คศ.1992
>>>ติอตามเรื่องราวทั้งหมดได้ที่ http://freedgod.com