การแชร์Passionให้เกิดVisionร่วมกันทั่วทั้งองค์กรกรมการบินพลเรือน

พนักงานเจ้าหน้าที่ หากขาดเสียซึ่ง regulations ที่กล่าวมาความไม่เป็นระเบียบ ความยุ่งเหยิงความไม่เป็นธรรม ความไม่เป็นมาตรฐาน การเอื้อประโยชน์และแนวโน้มการปฏิบัติมิชอบจะเกิดขึ้นได้. นำสู่สังคมที่ผู้คนเคารพผู้รักษากฏ มากกว่าเคารพกฏ​

แชร์Passionให้เกิดVisionร่วมกันทั่วทั้งองค์กร

ปลุก Passion ต่อ หน้าที่รับผิดชอบสมรรถนะหลัก (Functioning Competency)
.... ....
....... "หน้าที่กำกับดูแล" มี "Core Value" คือ ."กฏระเบียบ"..... ถ้ายังแต่งตัวไม่เรียบร้อยก็คงไม่ควรออกจากประตูบ้านฉันท์ใด ......การ Enforce กฏหมายที่ในคราวแรกคิดว่าจะเดินไปพร้อมกันเสร็จพร้อมกัน.....แต่ตอนนี้เราต้องคิดแล้วว่า เอาเวลาตอนนี้ตระเตรียม..."เครื่องมือ ....กลไก... น้ำมันหล่อลื่นระบบ"...ให้เรียบร้อยก่อน แล้วกำหนดการไขลาน... ให้กลไกกำกับดูแลเดินต่อไปได้ ....
.....

.......การที่จะเดินได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน...กลและไกต้องเสร็จ ....ทุกกระบวนการดำเนินงานต้องต่อเนื่องเชื่อมต่อครบถ้วนทุกๆวิธีปฏิบัติงานที่ดีที่สุด..... ตั้งแต่เดินเข้ามาสมัครงานที่กรมจนถึงเดินออกจากกรมไปกำกับดูแลผู้ประกอบการ...ด้วย "เครื่องมือกฏเกณฑ์ต่างๆ" ที่ได้รับการยอมรับจากเวทีรับฟังความเห็นจากผู้ประกอบการก่อนหน้าแล้ว....Vision ใน 15 - 30 - 90 วันนี้

"พยายามปลูกฝังมาตลอด ทุกสถานะ ทุกเวทีว่า Regulator regulate regulations. ซึ่ง regulation ในที่นี้หมายรวมตั้งแต่ระดับที่ออกมาจากองค์กรนิติบัญญัติ คือพระราชบัญญัติ และอนุบัญญัติที่องค์กรซึ่งได้รับมอบจากองค์กรนิติบัญญัติไม่ว่าจะรัฐมนตรี คณะกรรมการ อธิบดีหรืออื่นๆ ออก และบรรดาคำสั่ง ระเบียบและที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งกำหนดหลักและวิธีปฏิบัติเพื่อให้พระราชบัญญัติมีผลใช้บังคับด้วย. และจะบรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมายได้ต้องมีคู่มือและวิธีปฏิบัติทั้งของประชาชนและองค์กรที่มีอำนาจโดยเฉพาะพนักงานเจ้าหน้าที่ หากขาดเสียซึ่ง regulations ที่กล่าวมาความไม่เป็นระเบียบ ความยุ่งเหยิงความไม่เป็นธรรม ความไม่เป็นมาตรฐาน การเอื้อประโยชน์และแนวโน้มการปฏิบัติมิชอบจะเกิดขึ้นได้. นำสู่สังคมที่ผู้คนเคารพผู้รักษากฏ มากกว่าเคารพกฏ" - ......Somchai Piputvat......10 กุมภาพันธ์ เวลา 5:22

น. .....


.......Shared Vision เราต้องหาหนทางใหม่ๆในการแก้ปัญหา จากการเรียนรู้บทเรียนในอดีต (After Action Review)

........ฉนั้น Set vision ในปัจจุบัน แล้วช่วยกัน Share Vision ให้เกิด Passion ให้แก่ Team (Power Success) เพื่อก่อให้เกิดค่านิยมร่วม(DCA Value) ........

"ระยะยาว...ออกแบบจัดวางแผนแม่บท-Master Plan คู่ขนานกันไป... ด้วยกระบวนการที่ได้ออกแบบไว้ ซึ่งมีขั้นตอนครบถ้วน ....ชัดเจน(สื่อสารตรงกัน เข้าใจเจตนาผู้ออกกฏ)...โปร่งใส(เป็นที่ยอมรับตามกฏหรือข้อตกลงร่วม).....

"ดำเนินการบริหารยุทธศาสตร์(Strategy)เชิงรุกให้ทันต่อความปลี่ยนแปลง(Management of Change)....... ที่เกิดด้วยแผนการณ์กรณีไม่ปกติ....บูรณาการระดมสรรพกำลัง ....แล้วมุ่งสู่เป้าหมาย(Gold)...... มุ่งความสำเร็จที่ถูกตั้งไว้อย่างท้าทาย........ด้วยความรู้ความสามารถภายในองค์ความรู้ที่มีชีวิต(ตัวเรา)และทีมงานตลอดทั่วทั้งองค์กร....... ด้วย Strategy Mind แบบ Autonomous"

"ด้วยการเรียนรู้ที่จะพัฒนางานในหน้าที่ของตนเองและส่วนเกี่ยวข้องด้วยความรู้ที่มีอย่างสม่ำเสมอ...ต่อเนื่องไปจนเกิดเป็นค่านิยมองค์กร ....เป็นวัฒนธรรมองด์กรแห่งการเรียนรู้ ...... ที่มุ่งสู่การเติบโต Growth เป็นวัฏจักรที่ยั่งยืน.....ด้วยกลไก(Mechanism)ที่ออกแบบไว้อย่างรอบคอบ...แข็งแรง..และมั่นคงดี.....

Generation....

..............ในองค์กรหนึ่ง ๆ ส่วนใหญ่จะมีคนหลายรุ่น หลายวัย คละเคล้ากันไป ซึ่งตามหลักสากลจะมีการแบ่งกลุ่มคนทำงานออกเป็น 3 กลุ่ม (Generation) คือ Baby Boomer, Generation X และ Generation Y ซึ่งแต่ละกลุ่มมีคุณลักษณะเด่นที่แตกต่างกัน ท่านผู้อ่านลองดูสิครับว่าตรงกับเราบ้างไหม

§ Baby Boomer คือ กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2489 – 2507 อายุ 44 – 62 ปี จะเป็นคนที่มีชีวิตเพื่อการทำงาน เคารพกฎเกณฑ์ กติกา อดทน ให้ความสำคัญกับผลงานแม้ว่าจะต้องใช้เวลานานกว่าจะประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังมีแนวคิดที่จะทำงานหนักเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว มีความทุ่มเทกับการทำงานและองค์กรมาก คนกลุ่มนี้จะไม่เปลี่ยนงานบ่อยเนื่องจากมีความจงรักภักดีกับองค์กรอย่างมาก

§ Generation X คือ กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2508 – 2522 อายุ 29 – 43 ปี มีลักษณะพฤติกรรมชอบอะไรง่าย ๆ ไม่ต้องเป็นทางการ ให้ความสำคัญกับเรื่องความสมดุลระหว่างงานกับครอบครัว (Work – life balance) มีแนวคิดและการทำงานในลักษณะรู้ทุกอย่างทำทุกอย่างได้เพียงลำพังไม่พึ่งพาใคร มีความคิดเปิดกว้าง พร้อมรับฟังข้อติติงเพื่อการปรับปรุงและพัฒนาตนเอง

§ Generation Y คือ กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2523 – 2543 อายุ 8 – 28 ปี เป็นกลุ่มคนที่โตมาพร้อมกับคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี เป็นวัยที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน มีลักษณะนิสัยชอบแสดงออก มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ชอบอยู่ในกรอบและไม่ชอบเงื่อนไข คนกลุ่มนี้ต้องการความชัดเจนในการทำงานว่าสิ่งที่ทำมีผลต่อตนเองและต่อหน่วยงานอย่างไรอีกทั้งยังมีความสามารถในการทำงานที่เกี่ยวกับการติดต่อสื่อสาร และยังสามารถทำงานหลาย ๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน

ที่มา : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=323187

...ลองเทียบดูแล้วตรงกับบุคลิก หรือ แนวคิดของเราบ้างไหม แต่ในการทำงานถึงแม้ว่าแต่ละ Generation จะมีบุคลิกลักษณะที่แตกต่างกัน แต่เราก็สามารถอยู่และทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุข เพราะความแตกต่างคือความงดงาม คือที่มาของความคิดที่หลากหลาย คือพลังแห่งความคิดที่สร้างสรรค์ต่อยอด ดังนั้น

........." หากเพียงแต่เราเปิดใจ ยอมรับความแตกต่าง และประสานจุดเด่นของแต่ละ Generation เพื่อให้เกิด "พลังร่วม" ในการผลักดันให้องค์การ หรือ สังคมของเราให้ก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป"

.........."พูดเรื่อง KM เรากำลัง ย้อนกลับไปตั้งหลักที่จะ ทำให้ชุมชนเกิดการ แลกเปลี่ยนความรู้ก่อน ก่อนที่จะ Manage เราต้องทำให้สนามบินเป็นชุมชนที่รักที่จะแบ่งปันและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านความปลอดภัยกันมากๆก่อน แล้ว M จะเกิดได้ใจต้องมา ใจอยากจะหามาตรการ วิธีปฏิบัติ ใจนักพัฒนา ต้องมาก่อน เดี๋ยวการจัดการตามมาเองครับ ตอนนี้ขออย่างเดียว คนไทยต้องกล้าแสดงความคิดเห็นในมุมมองนักพัฒนามากกว่านี้ กล้าชี้จุดปัญหาจริง โดยไม่กลัวการลงโทษ เน้นการแก้ไขป้องกัน แค่นี้ก่อนที่ต้องการใน 3 Gen(baby bommer,Gen X,Gen Y) ที่ต้องทำงานร่วมกัน ตรงนี้ครับ" ฝ่ายเลขานุการ KM TEAM สมส.

............"USOAP Universal Safety Audit Programme...19-30 มกราคม 2558(2015)...วันนี้ออดิเตอร์กรมเสมือนอยู่ในฐานะ Internal audit สนามบิน ทอท.แต่วันนี้ไม่ได้มาออดิตแต่พาออดิเตอร์มาออดิตอีกต่อหนึ่งครับ.......ผลท้ายสุดเมื่อสนามบินไทย .....รับการตรวจจากมุมมองตัวแทนระดับนานาชาติ ....จุดนี้ บพ.กับ ทอท.ก็ย่อมเป็น Alliance กันอย่างแยกกันไม่ได้ ....นี่ไงครับ... ที่ตอบโจทย์ว่าการทำงานระดับ AEC หรือนานาชาติ เหตุใดเราจึงทำงานแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์เป็นหลัก"

................................................................................................................................................................


  • .....หากเปรียบว่า......"กฏระเบียบ"........เสมือน ...."กำแพงเมืองจีน".... ที่สร้างขึ้นสวยงาม แต่ผู้บุกรุกสามารถทำลายและบุกรุกเข้ามาได้โดยง่าย เพราะสร้างไว้แค่ชั้นเดียว ทำให้้ัคนมองโกเลียข้ามมาเอาน้ำได้ยากขึ้นเท่านั้นเอง กำแพงเป็นเพียงเครื่องสกัดกั้นหรือก่อให้ศัตรูยุ่งยากในด่านแรกเท่านั้น ...กำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้น โดยใช้หิน ดิน และไม้ บางครั้งมีการแพ็คดินไว้ระหว่าง ไม้แผ่นใหญ่ และมัดไว้ด้วยกันโดยเสื่อทอ บริเวณใกล้กรุงปักกิ่ง กำแพงเมืองจีนถูกสร้างโดยใช้หินอ่อน...... ในบางสถานที่กำแพงถูกสร้างโดยใช้หินแกรนิต... บางแห่งก็ใช้ดินเผา ....ทางตะวันตกของจีน.... กำแพงถูกสร้างโดยใช้โคลน ....ทำให้ชำรุดได้ง่ายกว่า กำแพงเมืองจีนที่เราเห็นกันทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ถูกสร้างในราชวงศ์หมิง โดยใช้วัตถุที่ทนทานกว่าเช่นหิน....
  • ...."ผู้ร่างกฏและผู้บังคับใช้กฏ"....ที่แล้วมา... รุ่นต่อรุ่น .........คงเปรียบเสมือน...."นักโทษ"........ กำแพงเมืองจีนเป็นเสมือนสุสานของผู้ก่อสร้าง มีการบันทึกไว้ว่า นักโทษจากสงครามและทาสกว่า 1 ล้านคนถูกใช้เป็นแรงงงานเพื่อก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ซึ่งจำนวนมาก เสียชีวิตลงเนื่องจากความเหน็ดเหนื่อย และความหิวโหย ซึ่งศพผู้เสียชีวิตก็จะถูกฝังอยู่ข้างใต้กำแพงนั่นเอง ........นานนับศตวรรษแล้ว ที่กำแพงเมืองจีนได้ชื่อว่าเป็นสุสานที่มีความยาวที่สุดในโลก เป็นที่กล่าวขานกันว่าทุกๆ หนึ่งฟุตของกำแพงเมืองจีนก็คือหนึ่งชีวิตของผู้ก่อสร้างกำแพง ......
  • กฎระเบียบ...กำแพง... ที่ผุกร่อนเพราะใช้วัสดุที่ไม่ดีมาทำกำแพง กฎไหนที่ดูเหมือนสวยงามคงทนแข็งแรงเพราะใช้หินอ่อนทำ แต่ทั้งหมดทั้งมวล.......ล้วนไม่บรรลุวัตถุประสงค์ในการสกัดกั้นข้าศึกได้ดีเลย ที่เห็นเป็นเพียงความสวยงามกระมังครับ
  • ผู้ร่างกฏและผู้บังคับใช้กฏ .......สภาพคงเหมือนเราตอนนี้มังครับ เหนื่อยสร้างกฏอย่างขมักเขม้น ทำงานหนักสายตัวแทบขาด นั่งพิมพ์ร่าง ก.ม. กันยาวนานจนหลังแข็ง เป็นดาน..... แต่กฏที่ทำ ยังมีแค่ชั้นเดียว ต้องจัดให้มีอีกแยะให้ครบถ้วนทุกกระบวนการครับ ปล. สงวนคำแปลว่านักโทษนะครับ.....
        .......นักโทษ..ผู้ตรากตรำ..... ทั้งหลาย.... จงรีบก่อสร้างกำแพงหลายๆชั้น ในส่วนที่ท่านรับผิดชอบให้เสร็จ (บางส่วน12ก.พ.)และอย่าลืมส่วนที่เชื่อมกันต้องตรงกันพอดีกันให้เหมาะสมด้วย - ซิ๋นจีฮ่องเต้.......

Passion


อะไรคือ Key success factor ที่ทําให้คนคนหนึ่งประสบความสําเร็จแล้วอีกคนประสบกับความล้มเหลว ผมไม่รู้ว่าปัจจัยสู่ความสําเร็จของคนอื่นเป็นอย่างไรแต่ของผมมันประกอบด้วยองค์ประกอบเพียง 3 ข้อถ้าใครมีครบทั้งสามข้อรับรองว่าคุณจะเดินเข้าเส้นชัยของชีวิตอย่างแน่นอน

1. ประการแรกและประการสําคัญที่สุดคือคําว่า Passionความหมายของมันคือความปราถนา

อย่างแรงกล้าที่ต้องการทําสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ใช่เพียงแต่คิด แต่ลงมือทําอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อให้ฝันนั้นเป็นจริงนี่เป็นทุนตั้งต้นที่สําคัญที่ทําให้คนคนนั้นกล้าเดินข้ามน้ำ ลุยไฟฝ่าฟันอุปสรรคที่จะทําให้เรื่องยากๆกลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้

คําถามหนึ่งที่ผมมักจะได้รับจากการพูดคุยกับผู้คนคือคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จักตนเองไม่รู้ว่าอะไรคือ Passion ของตนเองคําตอบของผมก็คือการจะรู้จักตัวเองต้องทําการบ้านครับ ไม่มีใครหรอกครับที่อยู่ดีๆก็ค้นพบ Passion ของตัวเอง มันต้องลองผิดลองถูก แล้วตลอดเส้นทางของการค้นหาเราจะค่อยๆ รู้จักตัวเราเอง รู้ว่าอะไรคือความชํานาญของเรา และอะไรคือจุดอ่อน

ประเด็นของผมคือ ถ้าผมไม่หลงใหลกับเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ที่ผมจะใช้เวลาเกือบสิบปีที่จะพัฒนาวิธีคิดแบบแกะดําแต่ด้วยความสนุกและรักในสิ่งที่ทํา เป็นแรงกระตุ้นทําให้ผมยินดีล้มแล้วล้มอีกแล้วลุกขึ้นมาใหม่ด้วยพลังที่มากกว่าเดิม

2. ความอดทน

ผมมีความเชื่อว่าคนเราไม่มีคําว่าล้มเหลวหรอกครับส่วนมากที่ไม่ประสบความสําเร็จเพราะใจร้อน อยากรวยเร็ว ไม่อยากลําบากไม่มีความอดทนพอ แล้วล้มเลิกความตั้งใจไปก่อน ใครอยากประสบความสําเร็จในชีวิตต้องผลิตวิตามินอดทนกินทุกวัน วันละสามเม็ดหลังอาหารสุดท้ายความสําเร็จเป็นของคุณแน่นอน

เคยมีคนถามผมว่าทําอย่างไรถึงมีความอดทน มันมาจากความมุ่งมั่น วินัยและคําว่า Passion ความอดทนไม่ได้มีวางขายที่ร้าน 7-11 ต้องปลูกเอาไว้ใช้เองแล้ววิตามินทนต้องกินทุกวัน เพื่อให้ต่อต้านความรักสบายโดยธรรมชาติมนุษย์ชอบที่จะมีความสะดวกสบายในชีวิตความอดทนจึงตรงกันข้ามกับธรรมชาติของมนุษย์ดังนั้นคนเราต้องกระตุ้นให้เกิดความอดทนอยู่ตลอดเวลา

3. Self development เป็นการพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง

ความสําเร็จนอกจากเราต้องมีความอดทนแล้ว เรายังต้องมีการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องในกรณีของ Thomas Alva Edisonการที่เขาไม่ประสบความสําเร็จในการประดิษฐ์หลอดไฟไม่ได้หมายความว่าเขาใช้วิธีเดิมๆในการทํางานเขาพัฒนาหาลู่ทางใหม่ในการทําให้ดีกว่าเดิม จนในที่สุดจนค้นพบวิธีการที่ถูกต้อง

มีคําพูดของ Benjamin Franklin ที่เคยกล่าวไว้ว่า "มันต้องเป็นเรื่องเสียสติสิ้นดีที่คนเราทําอะไร ซ้ำๆเดิมแล้วคาดหวังว่าจะมีผลลัพธ์ที่ขึ้นกว่าเดิม" สิ่งที่คุณFranklin ต้องการสื่อสารคือคนเราต้องหาหนทางใหม่ๆในการแก้ปัญหามันถึงทําให้คนคนนั้นสามารถแก้โจทย์ยากๆได้

ในชีวิตของผม ผมไม่มีใครมาเป็นครูของผมผมเป็นครูของตัวเองมาตลอดชั่วชีวิตในการทํางานของ ผมกว่าสามสิบปี ด้วยความใฝ่รู้ช่างสังเกต ขี้สงสัย ทําให้ผมเรียนรู้อะไรด้วยตัวเอง การหาความรู้ของผมมาจากการอ่านคุยกับผู้คน ดูหนัง ฟังเพลง ห้องสมุดของผมจึงเป็นโลกใบนี้

ผมอยากแนะนําให้ผู้คนที่ต้องการประสบความสําเร็จในชีวิตยึดหลักการ Kaisen ซึ่งเป็นปรัชญาในการใช้ชีวิตของคนญี่ปุ่นหลักการนี้มีวิธีคิดง่ายๆอยู่เพียงประการเดียวคือทุกๆวันใช้ชีวิตให้มีพัฒนาการมากกว่าเมื่อวาน ลองคิดง่ายๆถ้าคนเราใช้ชีวิตให้มีพัฒนาการวันละ 0.1%นั่นหมายความว่าในปีนั้นคนคนนั้นจะมีพัฒนาการของชีวิตถึง 36.5%

นี่คือเคล็ดลับง่ายๆ ของคําสามคํา Passion ความอดทน และ Self development

ที่มา : https://www.facebook.com/notes/433964993321003/?pn...


100 ปี การบินของบุพการีกองทัพอากาศ วงหัสดนตรี กองทัพอากาศ รายการดนตรีกวีศิลป์







บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การจัดการความรู้ KM Knowleage Management



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ตามมาเชียณืการทำงาน

อยากให้เป้น KM ธรรมชาติครับ

มากกว่าทำตาม KPI

ขอบคุณครับที่เขียนเรื่องดีๆให้อ่าน