ความรู้สึกและข้อคิดที่ได้จากการบรรยายธรรมสถานพินิจ

ความรู้สึกและข้อคิดที่ได้จากการบรรยายธรรมสถานพินิจ

สุภัชชา พันเลิศพาณิชย์

ในช่วงชีวิตของกระต่ายเคยเป็นบุคคลล้มละลายในคดีฉ้อโกงทั้งคดีเพ่งและคดีอาญาเพราะว่าถูกบังคับให้เซ็นต์เอกสารทั้งหมดทั้งที่ตัวเองไม่เคยอยากเป็นเจ้าของบริษัทหรือกิจการโรงสีอะไรเลยกระต่ายชอบชีวตที่เรียบง่ายมากกว่าความฝันสูงสุดในชีวิตก็แค่อยากเป็นคุณครู

แต่ว่าครั้งหนึ่งต้องแต่งงานกับคนที่ไม่มีคุณธรรม ไม่มีความเมตตา พูดจาแต่ถ้อยคำหยาบคาย ถ้าไม่เซ็นต์เอกสารก็ต้องถูกทุบตี ทำร้ายร่างกาย ถูกขู่บังคับและตอนนั้นลูกเราสามคนยังเล็กตัวเองต้องรับผิดชอบและเลี้ยงดูให้เติบโตเพราะคิดว่าตัวเองต้องทำหน้าที่แม่ให้ดีที่สุด ในเมื่อคนที่ชื่อว่าพ่อไม่เคยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายหรือช่วยเลี้ยงลูกได้แต่แบมือขอเงินและมีผู้หญิงใหม่ไปเรื่อยๆจนตัวเองต้องร้องไห้ทุกวันถ้าวันไหนหนีไปหาแม่ก็จะส่งคนไปโวยวายที่บ้านด่าทอเสียๆหายๆแล้วพาลูกย้ายโรงเรียนหนีหรือไม่ยอมให้เราพบหน้าลูกใช้อิทธิพลทุกชนิดคุกคาม ข่มขู่ ตัวเองไม่กล้าเล่าให้ที่บ้านฟังต้องเจออะไรบ้างเพราะกลัวแม่ต้องมาเสียใจกลุ้มใจเลยต้องเก็บเงียบไว้คนเดียวทั้งชีวิตที่ต้องทนทุกข์ทรมาน๒oปีมีแต่ว่ากูสั่งให้มึงเซ็นต์กูสั่งให้มึงทำอะไรมึงก็ทำไปต้องถามต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเป็นคนไม่ดีในสายตาของชาวบ้านต้องนั่งรวมกับนักโทษคดียาเสพติด ผิดตรงว่าคนพวกนั้นถูกใส่กุญแจมือคล้องโซ่ที่ขา แต่เราไม่เท่านั้น เห็นคนเป็นพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย นั่งร้องไห้ กระต่ายทั้งปฎิธานเคยว่าถ้าแม้ความยุติธรรมมีจริง ศาลสืบแล้วกระต่ายไม่เคยเอาไปและในสิ่งที่ถือปฎิบัติมาทั้งชีวิตคือ ความซื่อสัตย์ การไม่พูดเท็จ ไม่สุหรุ่ยสุหร่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ การไม่อยากได้ของใคร ไม่เคยเล่นการพนัน ไม่ดื่มเหล้า ทำบุญ ทำทาน ทำงานจิตอาสาเป็นปกติวิสัย ความดีมีอยู่จริงช่วยปกปักรักษา ขอให้ข้าพเจ้าหลุดพ้นจากเคราะห์กรรมครั้งนี้ได้กระต่ายจะเดินเข้าสถานพินิจเพื่อบรรยายธรรมในสิ่งตัวเองพบเจอและให้ข้อคิดกับเด็กๆเพราะว่าความรู้สึกตอนนั้นถ้ามีเด็กไม่ได้ทำผิดแต่ต้องรับโทษแทนคนอื่นอย่างเราบ้างจะเป็นอย่างไรที่ต้องถูกมาทำประวัติ ถ่ายรูปเหมือนนักโทษซึ่งตัวเองช๊อตทีเดียวได้แต่ยืนนิ่ง น้ำตาไหล ตัวชาไปหมด จนเจ้าหน้าที่ถามว่าไม่เคยทำผิดเหรอครับ นี่ครั้งแรกเหรอคับและสภาพที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายนั่งร้องไห้กระต่ายรู้สึกสงสารและเห็นใจตัวเองคิดเสมอว่าอยากให้ทุกคนในโลกนี้มีแต่ความสุขแต่เพราะหลักฐานว่าด้วยเรื่องเอกสารกระต่ายเลยโดนทั้งคดีเพ่งและอาญา อยากให้ศาลแก้ไขกฎหมายตรงนี้จริงๆคะเพราะผู้หญิงหลายคนคงเจอแบบกระต่ายที่หมดโอกาสทุกอย่างในชวิตถูกสังคมตีตราทั้งที่ไม่ผิด

เมื่อได้มีโอกาสทำงานจิตอาสาที่วิทยาลัยเชียงราย จึงได้ไปบรรยายธรรมในสถานพินิจโดยเป็นจิตอาสาครั้งแรกไปนั่งดูพฤติกรรมเด็กๆต่อมาก็ไม่ได้สอนอะไรได้แต่ตัดต่อหนังที่ตลกๆไปให้เด็กดูแล้วพูดคุยเพื่อละลายพฤติกรรมเด็กๆส่วนหนึ่งและพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ในสถานพินิจว่าเด็กๆโดนคดีอะไรมาบ้างซึ่งมีทั้ง เสพ ค้ายาเสพติด ข่มขืน ลักขโมย ครั้งที่๓เมื่อคุ้นเคยกับเด็กๆแล้วก็เริ่มกิจกรรมร่วมกันโดยเอาข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดมาทำกิจกรรมและพูดค่อยจากประสบการณ์ที่ตัวเองพบเจอมาบวกกับใช้หลักพุทธศาสนามาใช้เป็นข้อคิดได้ข้อคิด ดังนี้

๑.เด็กๆที่เจอมักคำผิดมากกว่า๑ครั้งมีเด็กคนหนึ่งเข้ามาถึง๑๑ ครั้ง พอกระต่ายเข้าไปบ่อยมีการละลายพฤติกรรม นั่งสมาธิ แจกรางวัล หลังจากกระต่ายบรรยายธรรมเสร็จแล้วเด็กคนนี้เข้าว่าคุยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ครูกระต่ายคับที่ครูบอกว่าต้องอดทน ต้องกลับตัวเป็นคนดีผมก็อยากทำนะคับแต่ผมออกไปแล้วผมก็ต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดิมถ้าผมกลับบ้านที่บ้านต้องเดือดร้อน ผมไม่ทำผมก็กลัวตาย เคยไม่สมัครงานแล้วไม่มีใครรับแม้ประวัติจะไม่มีคดีแต่ชาวบ้านก็ต้องข้อรังเกียจว่าผมเป็นคนไม่ดีแล้วเด็กคนนี้ก็ปิดหน้าร้องไห้กระต่ายได้แต่กอดเด็กๆไว้ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าปัญหานี้แก้ไขอย่างไรได้แต่บอกว่า ครูไม่รู้เหมือนกันว่าที่ตอบจะถูกไหมแต่ถ้าเราอยากกลับตัวเราก็ต้องเปลี่ยนตัวเองและต้องใช้ความพยายามและอดทนให้มากๆเพราะว่าถ้าเราเคยชินกับสิ่งที่ทำทั้งที่รู้ว่ามันไม่ดีจากนิสัยมันจะกลายเป็นสันดานหลายคนที่เจอเด็กที่ติดยาหรือค้ายาเค้าจะย้ายไปจากสถานที่ๆที่เคยอยู่ไปขับแท็กซี่ บ้าง ไปทำงานรับจ้างบ้างคนพวกนั้นก็อยู่ได้เพราะว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจถ้าเราตั้งใจแล้วลงมือทำสิ่งนั้นก็จะบังเกิดผลถ้าหนูไม่แก้ไขตอนนี้ อีกหน่อยมีลูก อยากให้ลูกเป็นแบบตัวเองไหม

แต่สำหรับกระต่ายแล้วคนภายนอกมักมองว่าเด็กพวกนี้ ชั่วโดยสันดาน แก้ไข ไม่ได้ แม้แต่อย่างหัวหน้าฝ่ายวิชาการวิทยาลัยสงฆ์เชียงราย ก็พูดกระทบเปรียบเปรยว่ากระต่ายทุกครั้งว่าเสียเวลา เด็กพวกนี้แก้ไขไม่ได้แล้วจะเข้าไปทำไมไม่เห็นจะได้ประโยชน์อะไรได้แต่ตอบไปว่า ไม่ได้คิดว่าได้ประโยชน์หรือไม่ได้ประโยชน์แต่เป็นการให้โอกาสตัวเองได้ทำความดีและให้โอกาสคนอื่นแม้จะไม่มีใครแก้ไขได้เลยแต่ถ้าแวปหนึ่งปลูกจิตสำนึกให้เด็กคิดดีได้นั่นถือว่าได้บุญแล้วหรือว่าใน๑ooคนมีคนกลับตัวได้เพียงคนเดียวถือว่าคุ้มค่าคะ ไม่ได้คิดว่าเสียเวลา เสียค่าน้ำมันรถ แต่กลัวเสียโอกาสมากกว่า

๒.ครั้งหนึ่งตอนบ่ายกระต่ายไปส่งเอกสารที่ไปรษณีย์ เกินผ่านหอนาฬิกาเก่าเชียงราย เด็กๆออกมาทำความดีโดยทาสีทางเดินต่างๆใหม่โดยมีรุ่นพี่และเจ้าหน้าที่คุมมาอีกทีเด็กๆพากันยกมือไหว้มีเด็กคนหนึ่งวิ่งมาคุกเข่าไหว้ พร้อมบอกว่าครูกระต่ายจำผมได้ไหมครับที่ครูให้เขียนความรู้สึกในกระดาษผมเขียนว่าอยากออกไปฆ่าเพื่อนผมที่มันยืมรถมอเตอร์ไซด์ผมไปแล้วซ่อนยาไว้ใต้เบาะรถผมแต่วันนั้นครูกระต่ายบอกว่าจะเอาชีวิตไม่แลกกับคนเลวๆคนหนึ่งมันคุ้มเหรอฆ่าเค้าเราก็ติดคุกทำไมต้องไปให้คุณค่ากับคนแบบนั้นด้วยการเก็บมาคิดให้ทุกข์ด้วยคนแบบนี้ไม่มีค่าแม้แต่จะนึกถึงถ้าเราอดคิดไม่ได้เราก็เขียนชื่อคนๆๆนั้นลงกระดาษแล้วขีดฆ่าแรงๆกระดาษฉีกก็ช่างมัน ถ้าไม่หายพรุ่งนี้ก็ทำอีกแล้วค่อยๆทำให้ห่างออกไป ขีดฆ่าให้เบาลงไปทุกคนมีกรรมเป็นของตัวเองเดี๊ยวเค้าก็รับกรรมเองถ้าเราคิดได้ชีวิตเราก็ไม่ต้องวนเวียนมาที่เก่าผมคิดได้และดีใจที่ครูให้สติผมวันนั้นตอนนี้ผมออกไปแล้วคับแต่มาทำงานเป็นจิตอาสาอย่างครูกระต่ายคอยบอกคอยเตือนน้องๆคับตอนนี้ผมเป็นยามคับ..กระต่ายยืนน้ำตาซึมได้แต่กอดและลูบหลังเด็กคนนั้นแล้วบอกว่าขอบคุณ ขอบคุณที่ทำให้ครูรู้สึกว่าสิ่งที่ทำลงไปคุ้มค่า แม้ในเด็กร้อยกว่าคนจะมีหนูกลับตัวได้คนเดียวแค่นี้ครูก็ดีใจมีความสุขคะ

เป็นสิ่งที่น่าคิดว่าเด็กๆออกไปแล้วทำงานอะไรได้บ้างสังคมยอมรับไหม แม้จะลบประวัติ อาชีพที่ให้มีความรู้พอที่เด็กๆจะออกไปประกอบได้ไหมในเมื่อเจ้าหน้าที่สถานพินิจก็ไม่เพียงพอกับเด็ก ครูที่เข้าไปก็น้อย อาชีพที่สอนมีหน่วยงานไหนรองรับเพราะว่ากระต่ายเข้าไปทุกครั้งต้องซื้องานฝีมือที่เด็กๆทำขายกลับมาทุกครั้งครั้งละ๓oo-๕ooบาทบอกเด็กๆว่าเพื่อนๆฝากซื้อ แต่ตัวเองซื้อมาเองทุกครั้งจนกองเต็มบ้านเคยประชาสัมพันธ์ให้คนอื่นๆช่วยซื้อแต่หลายคนบอกว่าเป็นของคนคุกไม่ดีไม่ควรนำมาไว้ในบ้านเลยได้แต่ถอนใจ อยู่ในสถานศึกษาสงฆ์แต่หลายคนกลับแล้งน้ำใจ ไม่ให้โอกาสคน กลับดูถูกเหยียดหยามเด็กๆพวกนี้ เคยคิดว่าคำว่าครู นั้น คนเป็นครูได้ต้องมีจิตเมตตากลับไม่ใช่อย่างที่คิด วิทยาลัยสงฆ์เชียงรายกลับชอบจัดดอกไม้สด แสดงสักการะพระผู้ใหญ่ในวันเกิด เลยอยากให้รัฐบาลจัดให้พระสักวันไปเลยว่าการแสดงความกตัญูญูต่อพระผู้ใหญ่ควรเป็นวันไหนไม่ใช่วันเกิดพระสงฆ์ที่หลายรูปชอบจัดเอาเงินที่เสียค่าดอกไม้สดพวกนี้ไปช่วยคน ส่งเสริมอาชีพ หรือ ทำอะไรที่เป็นประโยชน์น่าจะดีกว่าในความรู้สึกและควรเห็นโครงการแบบนี้มีประโยชน์ไม่ใช่ปล่อยให้พระนิสิตไปเองกลับเองไม่สนใจไม่ไถ่ถามจนพระสงฆ์ที่ไปด้วยหลายรูปไม่ไปอีกเลย

เคยถามผู้บริหารสถานพินิจท่านตอบว่า สถานพินิจไม่ใช่เครื่องซักผ้าน่ะเข้ามาแล้วออกไปถึงจะสะอาด เด็กอยู่บ้านถ้าทำชั่ว มาอยู่สถานพินิจเพียงระยะหนึ่งแล้วมันจะดีเลยย่อมเป็นไปไม่ได้ ทำให้คิดว่าควรจะแก้ไขจริงจังทำให้ตรงจุดกันสะทีท่านว่าบางทีปล่อยเด็กตอนเช้าตอนเย็นจับเด็กมาส่งแล้ว

๓.ในคดีข่มขืนตัวเองเคยโดนข่มขืน เคยถูกพาไปทำแท้งโดยสามีคนแรกและจนต้องแต่งงานเพราะพ่อแม่สอนว่าผู้หญิงต้องมีสามีคนเดียวต้องซื่อสัตย์ไม่งั้นจะเป็นผู้หญิงไม่ดี มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในสถานพินิจกำลังท้องประมาณ๗เดือนถามว่าครูกระต่ายทำยังไงเมื่อแฟนครูกระต่ายมีเมียใหม่ไปเรื่อยๆก็บอกว่า ตอนนั้นลูกๆเล็กมากเลยต้องอดทนเพื่อลูกและขอว่าอย่าพาเข้าบ้านให้ลูกเห็นจนมีครั้งหนึ่งเค้าพามาบ้านและมานอนที่เตียงตัวเองทั้งที่ครูกระต่ายเองนอนโรงพยาบาลตอนนั้น แต่ไม่เคยด่าคะเพราะว่าด่าไม่เป็น ได้แต่ร้องไห้แล้วบอกไปว่าให้เห็นแก่ลูกๆบ้างฉันจะทนคุณจนลูกเข้ามหาลัยถ้าคุณไม่เลิกฉันคงไม่ทนพูดแค่นั้น ร้องไห้คิดทบทวนว่าเราบกพร่องอะไร เราทำหน้าที่แม่ หน้าที่ภรรยา อย่างดีที่สุดแล้ว แต่อีกใจก็คิดว่าขอบคุณผู้หญิงคนนั้นจริงๆทำให้เราหลุดพ้นจากผู้ชายเลวๆได้ หนูก็เหมือนกันคะ ต้องรักตัวเองแต่รักอย่างไม่ทำร้ายผู้อื่นหรือเห็นแก่ตัวน่ะในเมื่อเราจะเป็นแม่คนแล้วเราต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ครูกระต่ายหย่า ไม่เคยเอาอะไรติดตัวมาอย่างไม่ว่ารถยนต์ หรือทรัพย์สินอะไรเพราะคิดว่าในเมื่อเค้าอยากได้ก็ยกให้เค้าไปคนที่เอาไปคงมีความสุขขอชีวิตเราคืนก็พอคืน ศักดิ์ศรีความเป็นคนให้เรา แล้วเด็กผู้หญิงถามว่าถ้าต้องกลับไปแบบเดิมอีกครั้งครูกระต่ายจะเซ็นต์เอกสารยอมรับความผิดไหมทั้งที่ไม่ได้ทำผิดน่ะ..ก็ตอบว่าคงต้องเซ็นต์น่ะเพราะคิดว่าชีวิตเราคนเดียวแลกกับลูกๆสามคนมันคุ้มลูกครูกระต่ายโตมาเป็นเด็กดีทุกคน ไม่พูดหยาบคาย มีเมตตา ไม่ดื่มเหล้ามีจิตใจดี ถือว่าคุ้มที่เราทนทุกข์ทรมานมา๒oปีเพื่อทำหน้าที่แม่เพราะว่าตอนที่ครูกระต่ายหย่าเพราะคนที่ชื่อสามีบังคับให้หย่าเพราะว่าไม่อยากโดนคดีด้วยลูกๆเรียนมหาลัย๒คนอีกคนอยู่ม.๕แล้ว ครูเลี้ยงลูกเองแม้มีพี่เลี้ยงแต่ไม่เคยให้นอนกับพี่เลี้ยงจะเลี้ยงลูกติดตัวไปไหนไปด้วยสอนและค่อนข้างดุนะคะเรื่องระเบียบวินัย...แต่อย่าเกิดอีกดีกว่านะคะ...ในส่วนที่ทำแท้งนี่กรรมใหญ่เลยทีเดียวคิดว่าที่ตัวเองโดนแบบนี้เพราะว่าเคยทำแท้ง และเป็นโรคที่ผ่าตัดเกี่ยวกับท้องทั้งนั้นไม่ว่า ผ่าเนื้องอกที่ถุงน้ำดี ผ่าไส้ติ่ง ผ่าลำไส้ แล้วสามีเก่าครูกระต่ายมีลูกกับเมียใหม่เป็นเด็กผู้หญิงเด็กคนนั้นโดนข่มขืน เห็นไหมคะสร้างกรรมอะไรก็รับกันชาตินี้แก้กรรมคงแก้ไม่ได้ แก้นิสัยยังแก้กันได้นะคะใช้ชีวิตอย่างพอเพียงไม่อยากได้ ไม่โลภ เราก็อยู่ได้คะ

มีเด็กคนหนึ่งถามว่า ครูไม่อายเหรอที่เล่าว่าโดนขมขืน ตอบไปว่าคนที่ต้องอายคือคนที่ข่มขืนคนอื่น ทำร้ายคนอื่นครูไม่ได้บอกนี่ว่าครูอยากโดนข่มขืน ช่วยมาข่มขืนครูหน่อย ดังนั้นถ้าเราเลี่ยงเหตุการณ์อย่างนี้ไม่ได้เอาประสบการณ์ที่เจอมาเล่าและให้ข้อคิดกับเด็กๆน่าจะมีประโยชน์มากกว่าคะ

แล้วกระต่ายก็มาทบทวนตัวเองที่เราเป็นแบบนี้ อาจเป็นเพราะว่าตอนเด็กๆเราชอบเข้าวัดทุกวันพระ ศาสนา คำสอนคงค่อยซึมซับเราโดยที่เราไม่รู้ตัวทั้งที่ตอนเด็กๆอยากไปวัดก็แค่ที่วัดมีขนมเยอะ มีสัตว์นานาชนิด มีต้นไม้เยอะเราเลยชอบ แถมมีนิทานฟังเพราะว่าหลวงพ่อที่วัดถ้าวันพระไหนชาวบ้านเอาลูกหลานไปวัดเยอะๆท่านจะเล่านิทานอีสปให้ฟังพอรับพรเสร็จก็ให้ชาวบ้านกินข้าวร่วมกันที่ศาลา ช่วยกันถูช่วยกันศาลาช่วยกันล้างชามก่อนกลับ แล้วศาลาก็กว้างๆเด็กๆเลยวิ่งเล่นกันสนุกมีครั้งหนึ่งตอนเด็กหลวงพ่อขึ้นธรรมมาสเทศน์เราก็มองรูปพระพุทธเจ้าที่อยู่บนฝาฝนังหลังแล้วเดินเข้าไปใกล้หลวงพ่อแล้วลุกขึ้นยืนชี้นิ้วถามด้วยความสงสัยว่าหลวงพ่อที่หัวที่เป็นตะปุ่มบนหัวพระองค์นั้นคืออะไร..แม่ชีตีมือใหญ่บอกว่าทำกริยาไม่งาม ผู้หญิงเข้าใกล้พระไม่ได้บาป เลยฝังใจว่าพระน่ากลัว เข้าใกล้ไม่ได้ เลยไม่ไปวัดใส่บาตรอีกเลย จนหลวงพ่อฝากขนม ฝากหนังสือกับพ่อมาให้เรื่อยๆ กระต่ายเลยยอมไปวัดอีกครั้ง ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งน่าคิดสำหรับพระสงฆ์หลวงพ่อไม่มียศไม่มีบรรดาศักดิ์อะไรเลยใครถวายรถให้หลวงพ่อไม่เคยรับแต่สิ่งเดียวที่เห็นประจำคือความเมตตา เด็กๆในสถานพินิจส่วนมากไม่เข้าใจศาสนาพุทธด้วยซ้ำหลายคนเข้าใจว่าพระสงฆ์ไปบรรยายธรรมจบแล้วท่านบอกว่ารับศีลรับพรน่ะ..เด็กๆเข้าใจว่ามีศีลแล้วมีข้อคิดอย่างหนึ่งว่า คนดอยที่เคยเช่าบ้านอยู่ติดกัน ไม่เคยสอนลูกว่า ให้อุจจาระ ปัสสาวะในห้องน้ำมาถ่ายหน้าบ้านกระต่ายทุกวัน กระต่ายเลยค่อยๆบอกว่าคนไทยเค้าถือนะคะต้องหัดให้ลูกเข้าห้องน้ำฝึกลูกเมื่อโตขึ้นจะได้รู้ว่าต้องทำอย่างไรเค้าบอกว่าเค้าไม่รู้ ไม่มีใครสอน ไม่มีศาสนา แต่เค้าก็เชื่อและทำตามเพราะว่าเรามองเค้าเป็นคนที่มีค่าเท่าเราให้เกียรติเค้าพูดจากับเค้าดีๆมีอะไรก็แบ่งปัน พอเค้ากินเหล้าอาทิตย์หนึ่ง๒-๓ครั้งก็บอกว่าศาสนาพุทธสอนให้คนเป็นคนดีไม่ดื่มเหล้าแต่เค้าเคยเล่าว่าบ้านเดิมอยู่แม่สาย มีแต่ยาเสพติด และแฟนเคยติดยามาก่อนแต่เพราะความรักลูกมีลูกชายเล็กๆ๓คนเลยมาเช่าบ้านอยู่เชียงรายรับจ้างฆ่าปลาได้แต่บอกไปว่าไม่ศาสนาไม่เป็นไร ดื่มเหล้าบ้างไม่เป็นไรคะดีกว่าติดยาแต่ถ้าเราคิดว่าเราอยากทำดีวันพระอย่าดื่มเหล้าเลยคะ และกระต่ายเองก็สวดมนต์ไหว้พระนั่งสมาธิทุกวันพระของที่ไหว้ ขนม ผลไม้แบ่งให้บ้านเค้าทุกครั้งเค้าเลยเกรงใจด้วย ดื่มเหล้าอยู่เหมือนกัน แต่วันพระไม่ดื่ม นี่คือสิ่งน่าคิดคะ ศาสนายังไม่มี แล้วจะไปใช้ภาษาบาลีสอนจะเข้าใจได้อย่างไร การสอนใครนั้นเราต้องให้ความจริงใจไปก่อน ต้องรู้จักปรับเอาวิธีคิดกับจิตวิทยามาบวกกันแล้วพูดให้เข้าใจง่าย สิ่งที่ช่วยเด็กๆเหล่านี้ได้คือ หลักสอนของพระศาสนาและการศึกษาและวิธีคิดบวกกับการกระทำและประสบการณ์กระต่ายบอกเด็กๆไปเพราะเด็กๆพวกนี้ต้องไปรายงานตัวที่ควบคุมประพฤติเหมือนที่กระต่ายเคยทำและต้องมีการสอบถาม จากญาติ จากคนใกล้ชิด ว่าเราเป็นคนอย่างไรประพฤติปฎิบัติอย่างไร การที่ครูกระต่ายประพฤติปฎิบัติดีถึงแม้ต้องล้มละลายแต่ในที่สุดก็เจอคนดี ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายตามที่ตนเองชอบถือว่าความดียังปกป้องคุ้มครองตัวเองเพราะว่าตั้งแต่เด็กก็อยู่ในศีล๕ทำเป็นนิสัยไม่ได้ยากอะไรเลยความดีคุ้มครองนะคะ

ช่วงชีวิตที่เหลือกระต่ายอยากทำงานจิตอาสา มีงานที่เลี้ยงชีพพอประมาณเพื่อที่จะได้มีเงินทำบุญส่วนหนึ่งแต่ต้องมาตกงานเพราะการใส่ร้ายจากพระสงฆ์เลยอยากฝากข้อคิดว่าคนที่เข้าวัดแสดงว่าเค้ามีเรื่องทุกข์ใจ อยู่ชะอำก็โดนพระใส่ร้ายสอนหนังสือก็ไม่ได้ค่าสอนแต่ก็สอนจนจบเพราะถือว่าหน้าที่ มาเชียงรายก็โดนอีก ถ้ากระต่ายไม่ศรัทธาต่อพระศาสนาจริงๆกระต่ายคงหมดความอดทนไปแล้วและคงทำอะไรไม่ดีประชดชีวิตแต่เพราะว่า กระต่ายเชื่อมั่นในพระธรรมคำสอนและได้เพียงหวังว่าคงได้กลับไปเป็นอาจารย์สอนวิทยาลัยสงฆ์อีกครั้งเพราะว่ากระต่ายสามารถเลือกสร้างบุญได้ไม่ว่าเป็นการหาทุนให้พระสงฆ์ในการเรียนที่ประพฤติปฎิบัติดี อย่างสามเณรจันทน์ที่ได้ทุนไปแล้ว หรือทำงานจิตอาสากับนิสิตได้เผยแพร่ศาสนา ได้สร้างห้องสมุด บริจาคหนังสือ เขียนหนังสือธรรมมะ ได้บรรยายธรรม แต่เพราะว่ากระต่ายไม่มีงานบางทีอยากปฎิบัติธรรมก็เกรงใจคู่ชีวิตในปัจจุบันที่ทำให้ชีวิตกระต่ายมีแต่ความสุข ท่านต้องส่งค่าบ้าน ช่วยส่งค่าเรียนให้ลูกคนเล็ก กระต่ายเลยเกรงใจเพราะว่าท่านรู้นิสัยว่าถ้าปฎิบัติธรรมต้องเลี้ยงอาหาร ต้องถวายยาเพราะนิสัยเป็นอย่างนี้เลยวันพระได้แต่แบ่งอาหารที่ทำถวายพระให้คนแก่ข้างบ้านเก็บขวดหรือกระดาษที่บ้านแยกให้คนใบ้หน้าบ้านเอาไปขาย ไม่เคยเข้าใจชีวิตตัวเองเหมือนกันในบางครั้งชีวิตนี้แค่อยากเป็นคุณครู อยากสอนหนังสือ ใช้ชีวิตในร่มเงาศาสนา ทำไมถึงอยากเย็นนัก

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องสั้นกระต่ายใต้เงาจันทร์



ความเห็น (0)