ผมไม่ได้มีความรู้เกียวกับ กลุ่มชาติพันธุ์นี้ แต่ด้วยเป็นคนทำงานคลุกคลีกับกล่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายที่แม่ฮ่องสอน ผมก็อดเป็นห่วงไม่ได้ครับ

  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>  <div style="text-align: center"></div> "มลาบรี" ภาพจาก www.hilltribe.org/thai/article/Mlabri.php  <p style="text-align: center"></p>กระเหรี่ยงคอยาวที่แม่ฮ่องสอน<hr>

 สืบเนื่องจาก คุณตรีปฐม บุญทา  ได้ถามคำถามผม และให้ผมช่วยให้ข้อคิดเห็นกรณีมลาบรี ด้วย ดังรายละเอียดในคำถาม ดังนี้

</span><p>มีบทความอยากให้คุณจตุพรช่วยแสดงความคิดเห็นครับ </p><p>          ปัจจุบัน มีชาวตองเหลือที่ยังเหลืออยู่ในประเทศไทยสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งมีพวกมิชชันนารีเข้าไปให้ความช่วยเหลือและสอนศาสนาอยู่ในจังหวัดแพร่ กับอีกกลุ่มหนึ่งอยู่ในนิคมชาวตองเหลือง มีการตั้งถิ่นฐานถาวรอยู่รวมกันที่บ้านห้วยหยวก หมู่ที่ ๖ ตำบลแม่ขะนิง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน จำนวน ๑๘ หลังคาเรือน ๒๔ ครอบครัว ๑๑๙ คน  </p><p>ได้รับสัญชาติไทย มีสำเนาทะเบียนบ้าน บัตรประชาชนกันแล้ว มีนามสกุล ๕ นามสกุล ได้แก่ เมลืองไพร  สุชนคีรี  หิรัญคีรี  อนันตพฤกษ์  และไพรนิวาส  </p><p>ทั้งสองกลุ่มยังมีการไปมาติดต่อกันบ้าง แต่ก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องราวของแต่ละกลุ่มมากนัก ชาวตองเหลืองที่มีอายุเกิน ๓๐ ปี ขึ้นไป ไม่มีความสุขที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในเขตพื้นที่นิคม เพราะพวกเขาจะต้องทำงานให้กับชาวเผ่าม้ง โดยได้ค่าจ้างเป็นผลผลิตของพืชพันธุ์ พวกเขาไม่พอใจที่ถูกด่าว่าเมื่อทำงานไม่เป็นที่พอใจของนายจ้าง ไม่พอใจที่จะต้องกินมาม่าแทนกินหัวเผือกหัวมัน </p><p>หากทางการจัดพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ให้พวกเขามีชีวิตอยู่อย่างอิสระตามชีวิตดั้งเดิม พวกเขายินดีที่จะกลับไปมีชีวิตอิสระดังเก่า </p>ในขณะที่เด็กรุ่นอายุต่ำลงมาไม่เกิน ๒๐ ปี ไม่แน่ใจว่าจะสามารถใช้ชีวิตในป่าได้อย่างมีความสุข เพราะในช่วงชีวิตของเขาคุ้นเคยกับวิถีชีวิตแบบมีที่อยู่อาศัยเป็นที่เป็นทางแล้ว <p>       อยากทราบว่าข้อมูลนี้ตรงตามปัจจุบันหรือไม่  และรู้สึกอย่างไรกับปัญหาดังกล่าว</p><hr><p>บันทึกนี้มีประเด็นที่ชวนให้คิดอยู่ หลายประเด็นด้วยกันครับ</p><p>สืบเนื่องจากครั้งก่อนผมได้ไปให้ข้อคิดเห็นเรื่องคนมลาบรี เกี่ยวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว ในบันทึกของ คุณtanu (น่าจะใช่)</p><p>ตอนนั้นผมให้ข้อคิดเห็นเชิงไม่เห็นด้วย ...และ ไม่ถูกต้องหากจะเราไปยุ่งกับ คนมลาบรี มากไป  เข้าใจว่าเราใช้มาตรฐาน และวัฒนธรรมหลัก (Dominant)ของคนเมืองไปคิดแทนพวกเขาหมดเลย ไม่เป็นธรรม</p><p>คล้ายกรณี กระเหรี่ยงปาดอง กระเหรี่ยงคอยาวที่แม่ฮ่องสอน (ที่มีเพียง ๒ หมู่บ้าน เช่นกัน) ก็ประสบชะตากรรมที่คล้ายกัน ทุกฝ่ายที่แม่ฮ่องสอนต่างมุ่งพัฒนาเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นของแปลก เป็น human Zoo ที่ผมรับไม่ค่อยได้ ...</p><p>มลาบรี ๒ กลุ่ม ซึ่งถือว่าเหลือน้อย และก็ถูกเพ่งเล็งจากคนกลุ่มต่างๆ ทั้งวิธีคิดที่หวังดี (แต่กระบวนการอาจไม่ดี หรือ รับร้อนเกินไป) และ ผู้ที่หวังผลประโยชน์บางอย่างทางธุรกิจ</p><p>อยากให้เข้าใจวิถีวัฒนธรรม เข้าใจพลวัตรของการเปลี่ยนแปลง  การดำรงอยู่ (social being) ทางวัฒนธรรม ผมอยากให้เป็นธรรมชาติ และคอยดูแลบางส่วนที่พวกเขาต้องการ</p><p>ไม่อยากให้ไปจัดการกับวิถีของ มลาบรี มากไป เป็นการครอบครองความเป็นเจ้าของความคิด(Hegemony) แต่ถ้าเป็นเรื่อง การพัฒนาคุณภาพชีวิต ผมเห็นด้วยครับ </p><h3>แต่คงต้องพิจารณาการพัฒนาให้รอบคอบ และเข้าใจ เข้าถึงด้วย</h3><p>เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่แตกต่างกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น แม้แต่กลุ่มคนเมืองอย่างเรา ที่วัยรุ่น คนรุ่นใหม่จะตามวิถีสมัยใหม่  มีปรากฏการณ์ cultural Shock ก็มีให้เห็น เพราะโลกาภิวัตน์ มันหยุดไม่ได้ แต่ต้องทำความเข้าใจและอยู่กับโลกสมัยใหม่ให้ได้  คนพัฒนาก็ต้องเข้าใจมิตินี้ด้วย</p><p>ผมอ่านจากบันทึกเรื่อง นิคมมลาบรี ก็รู้สึกไม่สบายใจ เพราะต้องอยู่ร่วมกับคนม้ง มีการแตกต่างในวิธีการดำเนินชีวิตในนั้น ด้วย มลาบรีจึงถูกกระทำ</p><p>ผมไม่ได้มีความรู้เกียวกับ กลุ่มชาติพันธุ์นี้ แต่ด้วยเป็นคนทำงานคลุกคลีกับกล่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายที่แม่ฮ่องสอน ผมก็อดเป็นห่วงไม่ได้ครับ</p><p>ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่าที่ น่าน มีกลุ่มนักพัฒนาที่เข้าใจ และเป็นกลุ่มนักพัฒนาคุณภาพ ผมเชื่อมั่นในวิธีคิดของพวกเขาครับ</p><p>ยินดีมากๆครับ สำหรับการแลกเปลี่ยนในครั้งนี้</p><p></p><p>จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร</p><p>เมืองปาย,แม่ฮ่องสอน</p>๑๐ พ.ย. ๔๙