ภาพ__ การนำเสนอแบบมืออาชีพ มีการเดิน เคลื่อนไหว ใช้น้ำเสียง ท่าทางประกอบ
ดูคล้าย ภาพยนต์หรือละครชีวิต มากกว่า การสอนในห้องเรียนแบบเดิมๆ
ภาพ__ การนำเสนอที่น่าเบื่อ มักจะมีเรื่องซับซ้อน หลายเรื่องใน สไลด์เดียว
สไลด์ที่ดี ไม่ควรยาวเกิน 3-5 บรรทัด
บทความหรือบล็อกในอินเตอร์เน็ต ไม่ควรยาวเกิน 2-4 บรรทัด
.
จากการศึกษาพบว่า
บทความที่สั้น + ขึ้นบรรทัดใหม่บ่อยๆ (ย่อหน้าสั้น)
อ่านง่ายกว่า บทความที่ยาว + ย่อหน้ายาว
.............................................................................................
.............................................................................................
อ.ริเชิร์ด เฟโลนี จาก โซพ พรีเซนเทเชิ่น (SOAP Presentations), บราซิล
ผู้ออกแบบการนำเสนอให้ ซัมซุง กูเกิ้ล ไมโครซอฟท์ (เจ้าของวินโดวส์ ฯลฯ)
แนะนำ เคล็ดลับในการนำเสนอ สื่อสารยุคใหม่ 15 ข้อ
.
ใน บิสเนซ อินไซเดอร์, ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟัง
เพื่อแสดงความเคารพ เนื่องในโอกาสวันครูแห่งชาติ (16 มค.58) ครับ
.............................................................................................
.............................................................................................
(1). ผลการสำรวจพบว่า
คนเกือบทุกคน กลัวการพูดในที่สาธารณะ
ถ้าคุณรู้สึกกลัว... ขอให้รู้ว่า
คุณไม่ได้กลัวคนเดียว... คนอื่นก็กลัวเช่นกัน
.
(2). ถ้าคุณคิดจะใช้เวลา 70% ในการเขียนและทำต้นฉบับ (script)
ใช้เวลาไปทำอย่างอื่น น่าจะดีกว่า (แนะนำไว้ใน ข้อ 3-15)
.
(3). จับแนวคิดหลัก หรือความคิดรวบยอด (concept) ให้ได้ว่า
มีกี่เรื่อง เช่น 1 เรื่อง, 20 เรื่อง
ก่อนทำสไลด์ หรือ สื่อการสอน
.
(4). การมีหลักฐาน ข้อเท็จจริง อิงตัวเลข
จะทำให้ "ผู้ฟัง-ผู้ชม-ผู้อ่าน (audience)"
จำเรื่องได้ดีขึ้น = 20 เท่า
.
การทำสถิติ กราฟ ตาราง
หรือ ใช้แผนที่ ประกอบ ช่วยได้มาก
.
(5). จากการศึกษา พบว่า
ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการนำเสนอได้แก่
- เนื้อหา (content) = 7%
- เสียง (voice) = 38%
- การสื่อสารที่ไม่ใช่คำพูด (non-verbal communication) = 55%
.
การสื่อสารที่เป็นคำพูด (verbal) = ข้อความในรูปภาษา
การสื่อสารที่ไม่ใช่คำพูด (non-verbal) เช่น น้ำเสียง
การทำหน้าตา ท่าทาง การใช้มือ-แขนประกอบ
.
(6). การนำเสนอที่ดี ควรมี "ตัวละคร หรือดารา (characters)"
คล้ายภาพยนต์ ซึ่งอาจทำได้ โดยการยกตัวอย่างที่เป็น "ตัวตน"
.
เช่น ถ้าพูดเรื่องเบาหวาน
อาจยกตัวอย่างคนไข้
.
สมมติว่า ลุง "สำลี" กับป้า "หิมะ" ซัดลำไยทีละ 2 กิโลฯ
ตอนนี้ ลุงสำลี ไตวาย, ป้าหิมะ เป็นโรคเท้าเบาหวาน
ตัดนิ้วไป 2 นิ้วแล้ว
จะทำให้จำได้ดีกว่า พูดแต่วิชาการล้วนๆ
.
(7). จากการศึกษา
ความเครียดก่อนนำเสนอ มาจากการเตรียมการไม่ดี = 90%
การค้นคว้า หาความรู้ สอบถามผู้รู้ ช่วยลดเครียดได้
.
(8). มืออาชีพ เช่น สตีฟ จอบส์ (อดีต CEO แอปเปิ้ล)
ใช้เวลา 2 วัน เตรียมการนำเสนอ
แต่ ถ้าคุณไม่ใช่จอบส์, จะใช้เวลามาก หรือน้อยกว่านี้ก็ได้
.
(9). วิธีฝึกที่ดี คือ ฝึกเล่าเรื่องปากเปล่า
จับเวลา = 1/10 = 10% ของเวลาจริง
ถ้าทำได้, แสดงว่า จับหลัก หรือ โครงสร้างหลักได้
ถึงจุดนี้... คุณ คงจะพร้อมนำเสนอแล้ว
.
(10). สมัยก่อน แนะนำให้ปิดบัง ขีดจำกัดในการนำเสนอ
สมัยนี้พบว่า การนำเสนอ ทั้งข้อดี-ข้อเสีย
และ ขีดจำกัดของการนำเสนอ ดูน่าเชื่อถือกว่า
.
เช่น ผลิตภัณฑ์-บริการนี้
- มีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร
- เหมาะ-ไม่เหมาะกับใคร
.
การนำเสนอแบบ "มองต่างมุม"
จะดูน่าเชื่อถือ มากกว่าพูดด้านดีด้านเดียว
.
(11). ใช้เวลานำเสนอไม่เกิน = 40%
ให้เวลา แสดงความคิดเห็น-แก้ไขปัญหา-มองต่างมุม = 60%
.
(12). นำเสนอแบบ "เอาใจเขามาใส่ใจเรา"
เน้นว่า ผลิตภัณฑ์-บริการนี้ จะช่วย "ผู้ฟัง-ผู้ชม-ผู้อ่าน"
หรือ ผู้รับ จะได้ประโยชน์อย่างไร
.
เช่น มีบริการหลังการขายหรือไม่ เครื่องเสียจะติดต่อใคร
และ ต้องรักษาสัญญา (ทำตามที่พูด)
.
(13). ใช้การนำเสนอที่ "ไม่รก-ไม่รุงรัง"
หลักการทั่วไป คือ 1 สไลด์ 1 เรื่อง
และ ใช้สไตล์การนำเสนอ
เช่น โทนสี คล้ายกัน
.
(14). เน้น "ภาพ-แสง-สี-เสียง" ตรงจุดสำคัญ
โดยเฉพาะ น้ำเสียง
.
ให้มีความ "ดัง-ค่อย, หนัก-เบา, สูง-ต่ำ"
เข้ากับเรื่องที่นำเสนอ
ไม่ใช้น้ำเสียงเรียบ จืดชืด เหมือนกันหมดทั้งเรื่อง
.
(15). ช่วงสำคัญที่สุด คือ ช่วงแรกสุด
พยายามทำให้ ผู้ฟัง-ผู้ชม-ผู้อ่าน ประทับใจ
ภายใน 1 นาทีแรก
.............................................................................................
.............................................................................................
ถึงตรงนี้... ขอแสดงความเคารพ คุณครูทุกๆ ท่าน มา ณ ที่นี้ ในโอกาสวันครูแห่งชาติ
และ ขอให้ทุกๆ ท่านมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ
................................................................
................................................................
From > http://www.businessinsider.com/things-to-know-before-giving-a-presentation-2015-1?op=1
Teachers should already have been trained to do this. If not then why not?