ในกลุ่มทางสังคมของสังคมมนุษย์ การอยู่ร่วมกันในสังคมถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มสังคมของมนุษย์ เราอาจเห็นได้ว่าเป็นสิ่งที่จะก่อให้เกิดความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม ศาสนาและภาษา ในการอยู่ร่วมกันในสังคมของครอบครัว หมู่เพื่อน ชุมชน หรือในระดับที่ใหญ่ขึ้นไปคือ ระดับหมู่บ้าน และระดับประเทศ เมื่ออยู่ร่วมกัน เป็นกลุ่มพฤติกรรมที่ขาดไม่ได้คือ พฤติกรรมการสื่อสารระหว่างกัน การติดต่อจึงเป็นเรื่องราวที่สำคัญหากจะกล่าวถึงเรื่องราวที่ทุกคนสามารถใช้ในการสื่อสารหลายคนอาจจะมีความชอบและไม่ชอบที่แตกต่างกันออกไปในเรื่องราวของภาษาทั้งในอดีตและปัจจุบัน และในสิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดมาก่อน อาจจะมีใครหลายๆคนสงสัยว่าทำไม ในสังคมมนุษย์โลก ถึงได้มีความหลากหลายในประเด็นเหล่านี้และเรื่องราวของฐานทางสังคมโลกในด้านสื่อภาษา ถ้าจะกล่าวถึงคำพูดหรือสิ่งที่มนุษย์ใช้ในการสื่อสารหลายคนอาจคิดไปว่า สื่อที่ใช้ในการสื่อนั้นคือ โทรทัศน์ หนังสือ วิทยุหรือแม้แต้หนังสือพิมพ์ในปัจจุบันสิ่งต่างๆเหล่านี้คือเรื่องราวในปัจจุบัน แต่ถ้าจะกล่าวถึงสื่อในอดีตคงหนีไม่พ้นในเรื่องราวของการเขียน การพิมพ์ และการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรและสิ่งต่างๆที่สื่อแทนให้กลุ่มคนในอดีตเข้าใจร่วมกัน และอีกอย่างหนึ่งที่มนุษย์สามารถที่จะสนทนาและเข้าใจกันได้นั้นคือ ในเรื่องของภาษาที่พูดคุยกันในกลุ่มทางสังคมและวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่ ทำไมในสังคมหรือในโลกถึงจะต้องมีความหลากหลายทางด้านภาษา อาจจะเป็นคำถามของใครหลายๆคนที่ไม่สามารถรับรู้ถึงคำตอบก็เป็นได้ และรวมไปถึงความหลากหลายทางปัญหาของสังคม ปัญหาชาติพันธ์ ปัญหาความขัดแย้ง และปัญหาอื่นๆที่ส่งผลกระทบและสร้างความแตกแยกในสังคมโลก แม้ว่าจะเป็นเรื่องราวของศาสนาก็ตาม ตัวเราเองอาจมองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมนั้นอาจเป็นเพราะความไม่เข้าใจทางด้านภาษาที่ถกเถียงกันหรืออาจจะรวมไปถึงวัฒนธรรม ถ้าจะกล่าวและทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาษานั้นๆได้ จะต้องศึกษาและสามารถนำมาสนทนาระหว่างบุคคลทั้งสองฝ่ายหรือภายในกลุ่มให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน เว้นแต่ผู้ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของภาษาของตน ทุกคนมองว่า ภาษาคือหัวใจของการสื่อสารและสามารถเข้าใจถึงแก่นแท้ภายในกลุ่มคน และสังคมของตัวเองได้

ความสำคัญของภาษา จึงเป็นหัวใจหลัก เราอาจมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง วัฒนธรรม กับ ภาษา ได้หลายลักษณะด้วยกัน อาจมองในลักษณะ การใช้ภาษาอย่างมีวัฒนธรรม หรือ วัฒนธรรมที่แสดงออกในภาษาก็ได้ นอกจากภาษาจะทำให้มนุษย์สามารถพัฒนาวัฒนธรรมของตนแล้ว ยังช่วยให้มนุษย์ สามารถดำรงและสืบทอดวัฒนธรรมได้อีกด้วย เช่น เราจดบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ไว้ ทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่ผ่านมาในอดีตเรื่องใดบ้างที่ควรปรับปรุง หากเกิดขึ้นอีกในปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อจรรโลงวัฒนธรรมของเราไว้ เราได้รับทราบความเสียสละ ความเคร่งครัดในวินัย และคุณธรรมต่างๆ โดยอาศัยภาษาเป็นส่วนใหญ่ เราต้องอาศัยภาษาที่ใช้พูดกันในครอบครัว ในหมู่ครูกับลูกศิษย์ อาศัยภาษาที่จารึกไว้บนหิน บนใบลาย บนกระดาษ ตลอดจนตำราที่เขียนให้ศึกษาได้ง่าย เพราะมีระบบระเบียบในการลำดับเนื้อหาและการใช้ถ้อยคำเป็นอย่างดี ภาษาจึงไม่ใช่แค่เพียงสื่อที่ทำหน้าที่ลำเลียงสารหรือข้อมูลไปยังผู้รับสารเท่านั้น ภาษายังสะท้อนวัฒนธรรมของผู้ส่งสารออกมาด้วย ถึงแม้ว่าภาษามีความหลากหลายในทางสังคมและประชาคมโลกแล้ว แต่ความสำคัญและความเข้าใจในทุกๆภาษาถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ยากและต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือได้ว่าความหลากหลายทางด้านภาษามีเยอะเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาษามลายู ที่จะพูดและกล่าวถึงในเรื่องนี้ ทั้งที่มาและความสำคัญของภาษามลายูกับวัฒนธรรมที่ควบคู่กัน ของวัฒนธรรมและภาษา ที่มีอยู่อย่างแพร่หลายในกลุ่มสังคมของคนมลายู และประเทศมาเลย์เซีย อินโดนีเซีย ไทย บรูไน เป็นต้น และรวมไปถึงประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีอยู่ใน 10 ประเทศ กับการใช้ภาษามลายูในการสื่อสารให้เข้าใจเพื่อวัตถุประสงค์ต่อการศึกษาค้นคว้าและวิจัยรวมไปถึงปัจจัยต่างๆที่เกิดขึ้น ในความเป็นภาษา ของภาษา "ภาษามลายูในฐานะที่เป็นภาษากลาง (lingua franca) และการกำหนดให้ภาษามลายูเป็นภาษาราชการของอาณานิคมดัตช์"

ภาษามลายู เป็นภาษาที่ใช้กันโดยกว้างขวางเป็นภาษาที่ผู้คนพูดมากที่สุดภาษาหนึ่งของโลกและเป็นภาษาประจำชาติของหลายประเทศ แต่คงเป็นเพราะการเมืองเป็นเหตุ ทำให้ภาษามลายูเรียกต่างๆกันออกไปในมาเลเซีย ภาษามลายูถูกเรียกว่า ภาษามาเลเซีย (Bahasa Malaysia) ถ้าเรียกว่าภาษามลายู ทำให้คนเชื้อชาติต่างๆที่อยู่ในมาเลเซีย เช่นจีน อินเดีย ฯลฯ จะเข้าใจว่า ภาษามลายูคือ ภาษาของคนเชื้อชาติมลายูเท่านั้น เกาะต่างๆซึ่งหลายๆเผ่ามีภาษาของตนเอง จะเข้าใจว่า ภาษามลายูคือ ภาษาของชนเผ่าหนึ่งที่อยู่บนเกาะสุมาตรา หรือว่าเป็นภาษาของศาสนาอิสลาม ในประเทศไทยเราถูกเรียกว่า ภาษายาวี(แปลว่า ภาษาของคนยาวาหรือชวา) ถ้าเรียกว่าภาษามลายู ทำให้คนที่ไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของท้องถิ่นจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าใจว่า ภาษามลายูคือ ภาษาของชาวมาเลเซีย นอกจากในมาเลเซียและอินโดนีเซียแล้ว ภาษามลายูยังใช้ในบรูไน สิงคโปร์ บางท้องถิ่นในซาอุดิอาราเบีย เขมร พม่า ภาคใต้ของไทย ภาคใต้ของฟิลิปปินส์ความแตกต่างของสำเนียงต่างๆ[1] ในภาษามลายูนั้นก็เหมือนกับความแตกต่างระหว่างภาษาไทยภาคต่างๆนั่นเอง แต่โดยส่วนใหญ่แล้วคนที่ไม่ใช่คนมลายู หรือคนที่ไม่นับถือศาสนาอิสลามจะเข้าใจในภาษามลายูที่ว่า เป็นภาษาของคนอิสลาม แต่จริงๆแล้ว อิสลามคือศาสนา ส่วนภาษามลายูก็คือภาษาที่ใช้พูดกันโดยทั่วไปของกลุ่มต่างๆ ภาษามลายูไม่ได้ถูกจำกัดเพียงแค่คนอิสลามอย่างที่เข้าใจแต่ได้รับค่านิยมและถูกเพยแพร่ขึ้นไปในมุมกว้าง

ในกลุ่มของคนในสังคมอินโดนีเซียกับการใช้ภาษามลายูนั้นถือได้ว่าเป็นอัตลักษณ์อย่างหนึ่งในเรื่องของภาษาที่บ่งบอกตัวตนของตน ภาษาอินโดนีเซีย หรือ บาฮาซาอินโดนีเซีย คือภาษามลายูที่ใช้เป็นภาษาประจำชาติและภาษาราชการของประเทศสาธารณะรัฐอินโดนีเซีย โดยนักภาษาศาสตร์จัดให้ภาษาอินโดนีเซียเป็นภาษาในสาขาย่อยของตระกูลภาษาออสโตรเนเซียน หรือมาลาโยโปลิเนเซียน ในบรรดาตระกูลภาษาต่าง ๆ ที่พูดกันอยู่ในโลกนี้ ตระกูลภาษาออสโตรนีเชียน (Ausrtonesian) หรือที่แต่เดิมใช้กันแพร่หลายว่ามาลาโยโพลินีเชียนนั้น จัดเป็นตระกูลภาษาที่มีการจัดแบ่งอย่างแน่ชัดเพียงตระกูลเดียวที่มีภาษาในตระกูลพูดอยู่ตามเกาะเป็นส่วนใหญ่ และกินอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล โดยเริ่มจากหมู่เกาะฟอร์โมซา (Formosa) ทางเหนือ ลงไปถึงนิวซีแลนด์ (New Zealand) ทางใต้ จากมาดากัสการ์ (Madagascar) ทางตะวันตกไปถึงเกาะอีสเตอร์ (Easter Islands) ทางตะวันออก จะมีพูดบนผืนแผ่นดินใหญ่ก็แต่เฉพาะในแหลมมลายู (Malay Peninsula) กับในคาบสมุทรอินโดจีน (Indochina) คือ ในเวียดนามและกัมพูชาเท่านั้น[2]

ภาษามลายูเป็นภาษาที่ใช้กันอยู่ในประเทศมาเลเซีย บรูไนดารุสซาลาม สิงคโปร์ และบริเวณสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย แต่ทว่าความแตกต่างในส่วนของภาษาอินโดนีเซียจะไดรับอิทธิพลหรือได้รับความผสมผสานอย่างมากกับภาษาต่างๆที่เคยใช้ในราชอาณาจักรอินโดนีเซีย ซึ่งได้แก่ ภาษาดัตช์ ภาษาอาหรับ ภาษาโปรตุเกส ภาษาอังกฤษ ภาษาสันสกฤต และรวมถึงภาษาท้องถิ่นเองนั้นคือ ภาษาชวา ภาษาซุนดา ภาษามีนังกาเบา เป็นต้น[3]ในความเป็นภาษามลายูภาษาอินโดนีเซีย หรือ บาฮาซาอินโดนีเซียนั้น ประวัติและความเป็นมาถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเป็นอย่างมาก

ในช่วงหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นในวันที่ 14 เมษายน ในช่วงปี ค.ศ.1841 ซึ่งเป็นวันสำคัญ ในจดหมายเหตุของชวาศึกษาในเนเธอร์แลนด์ เมื่อราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ Rayal academy of science ในอัมสเตอร์ดัมได้ ได้ถวายการต้อนรับพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ คือ พระเจ้าวิลเลี่ยม ที่ 2 King William ที่ครองราชย์ในปี ค.ศ.1840-1849 เนื่องจากรูดาเป็นองค์ปาฐกคนสำคัญในพิธีดังกล่าว ได้แสดงบรรยายถึงเรื่องราว ความสำคัญทางการเมืองของความรู้และการใช้ภาษาชวา โดยข้าราชการอาณานิคมดัตช์บนเกาะชวา และชี้ให้เห็นว่าการใช้ภาษามลายูคือความผิดพลาดอย่างร้ายแรงของดัตช์ เนื่องจากในทัศนะของชาวชวาแล้ว ภาษามลายูเป็นภาษาของคนต่างด้าว อันเป็นภาษาที่ชาวชวารังเกียจ ทั้งคำว่า มลายู Malayu หรือ Maleier ยังหมายถึง คนเร่ร่อน หรือ ผู้อพยพ ในภาษาชวาอีกด้วย การใช้ภาษามลายูกับชาวชวาจึงเป็นสิ่งที่ไร้เดียงสาทางการเมืองเป็นอย่างยิ่งสำหรับดัตช์ เพราะเท่ากับเป็นการเตือนชาวชวาอยู่ตลอดเวลาถึงการเข้าไปครอบครองดินแดนชวาของต่างด้าว นอกจากนี้การใช้ภาษาชวายังมีประโยชน์ในแง่ที่เป็นเครื่องกำหนดฐานะความเป็นเจ้าอาณานิคมกับการเป็นคนในบังคับของชาวพื้นเมือง เพราะภาษาชวาเป็นการกำหนดศักดิ์ฐานะตำแหน่งที่แบ่งแยกกันอย่างชัดเจนในการใช้ อย่างไรก็ตามสิ่งที่เป็นเครื่องกระตุ้นสำคัญอันสุดท้ายที่ขับเคลื่อนให้รัฐมนตรีอาณานิคม รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ตัดสินใจตั้งสถาบันฝึกอบรมเจ้าหน้าที่อาณานิคมขึ้น คือการที่ฝรั่งเศสได้ประกาศแต่งตั้งให้นักบูรพาคดีอย่างเอ็ดดวด ดูลารีเยร์ Edouard Dulaurier ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านภาษาชวาและภาษามลายูขึ้น อันเป็นการเตือนให้รัฐบาลเนเธอแลนด์ตระหนักถึงภัยคุกคาม ที่ฝรั่งเศสอาจมีเป้าหมายที่ซ่อนเร้นในการหวังที่จะเข้ามาแย่งชิงความเป็นเจ้าเหนือหมู่เกาะอินดิสไปจากดัตช์ เพราะก่อนหน้านี้ไม่นานนักชวาตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสมาก่อนในปี ค.ศ. 1810 หลังจากที่เข้าไปยึดครองเนเธอร์แลนด์มาก่อนหน้านั้น อดอล์ฟ บาร์โรต์ Adolphe Barrot ก็ได้รณรงค์ให้มีการสร้างความสัมพันธ์เชิงพานิสน์ระหว่างฝรั่งเศสกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้แน่นเฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งการค้นพบเอกสารใหม่ ซึ่งได้แสดงหลักฐานที่มั่นอยู่ในเกาะสุมาตราเหนือ ส่วนที่อยู่นอกเขตอิทธิพลขอดัตช์ โดยคิดว่าจะใช้เกาะยูรีเนียนในมหาสมุทรอินเดียเป็นฐานเข้าไป[4]

ถึงแม้ว่ารัฐบาลดัตช์นั้นจะเห็นถึงความสำคัญในภาษามลายูที่พวกเขาพยายามที่จะทำให้ภาษาตกเป็นอาณานิคมของเขาได้ แต่ก็ต้องเห็นถึงความสำคัญของคนกลุ่มใหญ่ที่ใช้ภาษาอะไรในการพูด แต่อย่างน้อยก็เป็นการให้ความสำคัญต่อการทำความเข้าใจรู้สึกนึกคิดต่างๆของชนพื้นเมือง จนนำไปสู่การสร้างสถาบันและโรงเรียนฝึกหัดสอนภาษาชวาที่จะสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงจากจุดยืนและมุมมองแบบดัตช์ต่อการปกครองอาณานิคมอินดิส สิ่งหนึ่งที่เป็นเบ้าหลอมสำคัญในการหล่อหลอมผู้คนหลากหลายชนเผ่าชาติพันธุ์เข้าด้วยกันนั้นคือ ภาษามลายู ซึ่งเป็นภาษากลางที่จะใช้ร่วมกัน lingua franca ทั้งในฐานะภาษาราชการของรัฐบาลอาณานิคมดัตช์และในฐานะสื่อภาษาหลักของอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ในหมู่เกาะอินดิส[5]

แม้ว่าภาษามลายูจะเคยเป็นภาษาประจำราชสำนักบางแห่งในหมู่เกาะอินดิสและเป็นภาษาพูดของผู้คนบางกลุ่มมากก่อน แต่ภาษามลายูก็ไม่ใช่ภาษาที่ใช้โดยคนกลุ่มใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะอินดีส อย่างไรก็ตามแม้ภาษามลายูกลางจะมีลักษณะคล้ายและมีพัฒนาการมาจากภาษามลายูถิ่น แต่กล่าวกันว่าภาษามลายูกลางมีลักษณะทางภาษาศาสตร์ที่แตกต่างออกไป เนื่องจากภาษามลายูกลางที่ว่านี้ดำรงอยู่ในโลกของการค้า และล่ามที่ถูกใช้บริการโดยพ่อค้าต่างๆนั้น มีแนวโน้มที่จะเป็นภาษาอาหรับหรือชาวต่างด้าวอื่นๆที่เข้ามาอาศัยอยู่ในหมู่เกาะอินดิส ทำให้คนเหล่านี้ไม่ได้ผูกพันอยู่กับวรรณกรรมหรือขนบธรรมเนียมของชาวมลายู ดังนั้นการแพร่กระจายของภาษามลายูกลางจึงไม่ได้มาพร้อมกับวัฒนธรรมของราชสำนักหรือหมู่บ้านอันเป็นถิ่นเดิมของภาษามลายู ภาษามลายูกลางในโลกของการค้าจึงเป็นภาษาที่ไม่ได้ตั้งหลักปักฐานอยู่ที่ใดเป็นหลักแหล่ง และไม่มีกระทั่งบริบททางสังคมอันชัดเจนที่จะแสดงให้เห็นถึงสภาพการใช้ที่สามารถนำมาเป็นตัวอย่างได้

ดังนั้นในขณะที่ดัตช์สถาปนาระบอบอาณานิคม โดยยังวิตกว่าตัวเองจะไม่สามารถสื่อสารให้คนอื่นๆในอาณานิคมเข้าใจได้ด้วยการใช้ภาษามลายู ทั้งปัญหาก็ไม่ได้อยู่ที่ว่าชาวดัตช์ไม่สามารถเข้าใจหรือไม่อาจควบคุมความหมายของภาษามลายูได้ แต่อยู่ที่ว่าภาษามลายูกลางที่คนในบังคับของตนพอจะใช้ได้นั้นเป็นภาษามลายูระดับล่างหรือมลายูต่ำ และคนในบังคับเหล่านี้ก็ไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ผู้บริหารชาวดัตช์มีความเห็นว่าเป็นภาษามลายูแท้หรือภาษามลายูชนิดที่ใช้กันในราชสำนัก พวกดัตช์รู้สึกว่าภาษามลายูกลางที่นำมาใช้ในหมู่เกาะอินดิสนั้นยังไม่เพียงพอ จึงพยายามค้นหาแหล่งกำเนิดดั้งเดิมของภาษามลายู และอ้างว่าได้ค้นพบแหล่งกำเนิดที่ว่านั้นอยู่ในหมู่เกาะเรียว เนื่องจากพวกดัตช์รู้สึกว่าได้พบกับรูปแบบที่มีร่องรอยแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของภาษามลายู ซึ่งดัตช์เองรู้สึกว่าการที่จะนำเอาภาษามลายูไปสอนให้กับผู้คนแล้วคงจะทำให้การสื่อสารต่างๆมีความชัดเจน จึงมีความพยายามที่จะใช้ภาษามลายู มาตรฐาน หรือ มลายูสูง ในขณะเดียวกันก็พยายามลดบทบาทการใช้ภาษา มลายูต่ำ ความพยายามในการแยกภาษามลายูออกเป็นชนิดต่างๆ นั้นเป็นเรื่องที่ค่อนค้างสับซ้อน Kees Groeneboer ได้อ้างถึงนักภาษาศาสตร์ชื่อว่า Swellengrebel ที่เคยแบ่งภาษามลายูออกเป็น 4 แบบ คือ

1. ภาษามลายูแบบที่ใช้พูดกันแถวช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นคนที่ใช้ภาษามลายูเป็นภาษาแม่ 2. ภาษาเขียนมลายูที่ใช้กันค่อนข้างแพร่หลายมากกว่า 3. ภาษามลายูที่เป็นภาษาถิ่น-ลิงกัวฟรังกา 4. ภาษามลายูตลาด หรือภาษาพื้นฐาน คือภาษามลายูที่ใช้กันตามตลาด[6] การแบ่งอีกแบบหนึ่งคือ ภาษามลายูต่ำกับมลายูสูง Groenboer เรียกภาษามลายูแบบที่ใช้ในการเขียนและแบบที่ใช้สอนตามโรงเรียนว่า ภาษามลายูสูง แต่ยังไม่ชัดเจนว่าการแยกเช่นนี้รวมภาษามาลายูแบบที่ใช้ในวรรณกรรมจารีตด้วยหรือไม่

อย่างไรก็ตามการที่ว่า ภาษามลายูในฐานะที่เป็นภาษากลาง (lingua franca) และการกำหนดให้ภาษามลายูเป็นภาษาราชการของอาณานิคมดัตช์" นั้นเพราะด้วยสาเหตุที่ว่าประเทศอินโดนีเซียตกเป็นอาณานิคมของเนเธอแลน และการที่ผู้ปกครองดัตช์มีความจำเป็นต้องใช้ภาษามลายูนั้นมีสาเหตุจากการที่ผู้คนสามารถพูดภาษาดัตช์ได้น้อยมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลอาณานิคมไม่ได้ทุ่มเทในการสอนภาษาดัตช์ ด้วยเหตุนี้นั้น การใช้ภาษามลายูนั้นเป็นเรื่องใหญ่มากเนื่องจากภาษามลายูคือภาษาของพหุสังคม ที่ใช้พูดกันระหว่างชาวพื้นเมืองที่พูดภาษาถิ่นแตกต่างกัน และใช้พูดกันระหว่างชาวพื้นเมืองเหล่านี้กับชาวดัตช์และพวกลูกครึ่งทั้งหลาย พูดในแง่หนึ่ง ภาษามลายูกลางคือลิ้นที่เชื่อมโลกของชาวพื้นเมืองเกือบทั้งหมดเข้ากับโลกของชาวยุโรปและวัฒนธรรมยุโรป รวมทั้งส่วนอื่นๆ ของโลกที่อยู่ภายนอกชุมชนท้องถิ่นของตน ภาษามลายูกลางจึงเป็นภาษาของอำนาจ เนื่องจากภาษามลายูได้กลายเป็นภาษาลูกผสมที่คลุกเคล้าเข้าภาษาฝรั่งเศสที่เป็นภาษาแรกของผู้พูดจำนวนมาก นอกจากนี้ชาวดัตช์ยังใช้ภาษามลายูกลางในการพูดกับคนที่มีภาษาแม่คือภาษาชวา ภาษาซุนดา หรือภาษาถิ่นอื่นๆ อีกหลายภาษา

การแพร่หลายของภาษามลายูในฐานะภาษากลางนั้นเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก เพราะนอกจากจะเป็นภาษาที่จักรวรรดิเลือกใช้ในการสื่อสารกับคนพื้นเมืองแล้ว ต่อมาภาษามลายูยังถูกทำให้แพร่หลายยิ่งขึ้นไปอีกด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ ที่นอกจะนำข่าวสารความรู้ใหม่ๆ จากยุโรปเข้ามายังอาณานิคมแล้ว ยังทำให้เกิดหนังสือพิมพ์ภาษาพื้นเมืองด้วยโดยหนังสือที่ตีพิมพ์เป็นมลายูครั้งแรกคือ คำภีร์ไบเบิลฉบับเป็นภาษามลายู ซึ่งพิมพ์ออกเผยแพร่ตั้งแต่ ค.ศ.1629 ส่วนหนังสือภาษาถิ่นฉบับแรกในประวัติศาสตร์อินโดนีเซียเริ่มตีพิมพ์ครั้งแรกคือ Bramatani ใช้ภาษาและตัวอักษรชวา และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น Jurumartani ส่วนหนังสือพิมพ์ในภาษามลายูนั้นตีพิมพ์ออกมาครั้งแรกใน ค.ศ.1856 ในเมืองสุราบายา ซึ่งเป็นเมืองท่าศูนย์กลางการค้าที่สำคัญอย่างมากในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ภายใต้ชื่อว่า Soerat Kabar Bahasa Melaijoe (หนังสือพิมพ์ภาษามลายู) นอกจากหนังสือพิมพ์แล้วยังมีการตีพิมพ์นิยายอย่างโรบินสัน ครูโซ่ ฉบับภาษามลายู (ค.ศ.1875) นอกจากนั้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 รัฐบาลอาณานิคมอินดิสก็เริ่มก่อตั้งโรงเรียนใน ค.ศ.1875 เพื่อต้องการที่จะให้ภาษาเกิดการแพร่หลาย[7]

ปัจจุบันภาษาที่ใช้ในประเทศอินโดนีเซียมีประมาณ 200 ภาษา ภาษาอินโดนีเซียเป็นภาษาประจำชาติ อย่างไรก็ตามเราต้องยอมรับว่า เมื่อมีการใช้ภาษาย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ ภาษาอินโดนีเซียก็เช่นเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคงไม่พ้นเรื่องการใช้คำและด้านโครงสร้างทางไวยากรณ์ สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงด้านการใช้คือ คำศัพท์ใหม่ๆที่ใช้อยู่ในภาษาอินโดนีเซียมีจำนวนมากพอสมควร โดยได้รับอิทธิพลจากภาษาถิ่นและภาษาต่างประเทศ ดังที่ได้กล่าวข้างต้นว่า ประเทศอินโดนีเซียเคยเป็นอาณานิคมของประเทศฮอลแลนด์เป็นเวลานาน ดังนั้นในภาษาอินโดนีเซียจึงมีคำศัพท์ภาษาดัตช์เป็นจำนวนมาก ศาสนาอิสลามเองก็มีอิทธิพลที่ทำให้มีภาษาอาหรับปะปนเข้ามา นอกจากนี้ยังมีคำศัพท์ภาษาโปรตุเกส คำศัพท์ภาษาจีน คำศัพท์ภาษาทมิฬ และคำศัพท์ภาษาบาลีสันสกฤต[8] ดังนั้นถือได้ว่า ภาษามลายูได้ทำให้บริบททางประวัติศาสตร์ในการตกเป็นอาณานิคมของดัตช์ได้เปลี่ยนแปลงไป โดยการผสมผสานระหว่างภาษาดัตช์และภาษามลายู จึงทำให้ภาษามลายูมีการปะปนกัน ทั้งในการพูดและการเขียน

จะเห็นได้ว่านับตั้งแต่การเข้ามาของภาษามลายู "ภาษามลายูในฐานะที่เป็นภาษากลาง (lingua franca) และการกำหนดให้ภาษามลายูเป็นภาษาราชการของอาณานิคมดัตช์" ซึ่งดัตช์เองพยายามที่จะผสมผสานภาษามลายูเข้ากับภาษาของดัตช์ เพราะการที่อินโดนีเซียตกเป็นอาณานิคมของประเทศฮอลแลนด์จึงทำให้ภาษาอินโดนีเซียถูกใช้งานแบบผสมผสานกันระหว่างภาษาดัตช์และภาษาอินโดนีเซีย ภาษาอินโดนีเซีย เป็นภาษาเดียวกันกับภาษามาเลเซีย แต่เนื่องจากชาวอินโดนีเซียเคยเป็นอาณานิคมของชาวดัตช์ถึง 300 ปี ประชาชนต้องใช้ภาษาดัตช์เป็นภาษาราชการ จนกระทั่งญี่ปุ่นเข้ามาครอบครอง แต่โชคดีที่ไม่ต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาราชการ เพราะรัฐบาลญี่ปุ่นพยายามให้ความสำคัญต่อความเป็นเอกลักษณ์ของชาติอินโดนีเซีย โดยให้ประชาชนใช้ภาษาอินโดนีเซียเป็นภาษาราชการ เพื่อให้ชาวอินโดนีเซียตระหนักถึงความเป็นเอกราชและป้องกันจากชาวดัตช์ไม่ให้มารุกราน แต่อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียก็ยังตกเป็นเมืองขึ้นของญี่ปุ่นโดยปริยาย และการที่ผู้ปกครองดัตช์มีความจำเป็นต้องใช้ภาษามลายูนั้นมีสาเหตุจากการที่ผู้คนสามารถพูดภาษาดัตช์ได้น้อยมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลอาณานิคมไม่ได้ทุ่มเทในการสอนภาษาดัตช์ จึงทำให้ดัตช์เองนั้นพยายามที่จะทำให้ภาษาของดัตช์มีรูปแบบผสมผสานกับภาษามลายู ภาษามลายูไม่ใช่แค่เป็นภาษาทางการและภาษาราชการเท่านั้นแต่ยังคงเป็นภาษาที่เป็นอิทธิพลกว่าสิ่งที่ได้กล่าวมา

บรรณานุกรม

ณรงค์ ชื่นนิรันดร์. ความรู้เรื่องภาษามลายู. http://narongthai.com

ศิริพร มณีชูเกตุ. ภาษาอินโดนีเซีย. สาขาภาษาศาสตร์ ภาควิชาภาษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2542.

สุมาลี นิมมานุภาพ. บาฮาซามาเลเซียพื้นฐาน. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2546.

ทวีศักดิ์ เผือกผสม. ประวัติศาสตร์อินโดนีเซีย รัฐจารีตบนหมู่เกาะ ความเป็นสมัยใหม่แบบอาณานิคม และสาธารณรัฐแห่งความหลากหลาย, 2555.


[1] ณรงค์ ชื่นนิรันดร์, ความรู้เรื่องภาษามลายู, เข้าถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2555, http://narongthai.com

[2]ศิริพร มณีชูเกตุ, ภาษาอินโดนีเซีย, สาขาภาษาศาสตร์ ภาควิชาภาษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2542, หน้า 10-12

[3]สุมาลี นิมมานุภาพ, บาฮาซามาเลเซียพื้นฐาน, สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง ,2546, หน้า 2-3.

[4] ทวีศักดิ์ เผือกผสม, ประวัติศาสตร์อินโดนีเซียรัฐจารีตบนหมู่เกาะ ความเป็นสมัยใหม่แบบอาณานิคม และสาธารณรัฐแห่งความหลากหลาย, 2555, หน้า 172-175.

[5] เรื่องเดียวกัน, หน้า 176-177.

[6] เรื่องเดียวกัน, หน้า 178.

[7] เรื่องเดียวกัน, หน้า 177-180.

[8] ศิริพร มณีชูเกตุ, ภาษาอินโดนีเซีย, สาขาภาษาศาสตร์ ภาควิชาภาษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2542, หน้า 16.