การวินิจฉัยสั่งการตามหลักธรรมอคติ ๔
นายธิติวุฒิ หมั่นมี[๑]
บทนำ
ในปัจจุบันการบริหารจัดการองค์กรที่จะให้องค์กรประสบความสำเร็จและยืนหยัดอยู่ในยุคโลกาภิวัฒน์ที่มีแต่การแกร่งแย่ง ชิงดีแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลาทำให้การบริหารองค์กรต้องมีความตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาในการบริหารงานเพื่อที่จะเป็นผู้นำขององค์กรอื่น ๆ ผู้นำหรือผู้บริหารมีบทบาทหน้าที่สำคัญในการผลักดันกำหนดทิศทางองค์กรที่สำคัญถ้าขาดผู้บริหารที่ขาดวิสัยทัศน์ก็จะทำให้องค์กรล้าหลังได้และขาดตกบกพร่องนำมาซึ่งปัญหาต่าง ๆ มากมาย
ผู้บริหารหรือผู้นำในองค์กรมีบทบาทหน้าที่และรับผิดชอบในงาน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี ภาวะผู้นำ หลักธรรมมะในการบริหารงาน มีการวินิจฉัยสั่งการ การตัดสินใจ สั่งการเพื่อแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะระดับหัวหน้างานเพราะภาวะผู้นำ หลักธรรมมะในการบริหารงานการวินิจฉัยสั่งการดังกล่าวจะมีผลต่อการปฏิบัติงานขององค์กรถ้ามีการวินิจฉัยสั่งการเร็วหรือช้าไปข้อมูลน้อยมีการคิดตรึกตรองน้อยขาดหลักธรรมมาเป็นส่วนหนึ่งในการวินิจฉัยก็อาจทำให้ผลการวินิจฉัยที่ไม่เที่ยงตรงและเป็นธรรมต่อองค์กร ผู้จัดทำได้นำหลักธรรมเรื่องอคติ ๔ ซึ่งเป็นหลักธรรมของพระพุทธเจ้าได้บัญญัติไว้เพื่อป้องกันการตัดสินใจโดยมีอคติซึ่งจะมีผลทำให้การตัดสินใจไม่เที่ยงตรง เมื่อผู้บริหารมีอคติในการวินิจฉัยสั่งการก็จะทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นทันที เพื่อที่จะให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรและนำมาซึ่งความเป็นเลิศขององค์กรมีการบริหารงานประสานงานที่สัมฤทธิ์ผลบรรลุตามเป้าหมายขององค์กรโดยนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาผสมผสานกับหลักการกลยุทธ์ในการบริหารจัดการสมัยใหม่ เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาและนำไปใช้ให้เกิดผลดีต่อองค์กร ในที่นี้จะนำเรื่องอคติ ๔ กับการวินิจฉัยสั่งการ การตัดสินใจ ของผู้บริหารหรือผู้นำเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานขององค์กรเพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้องค์กรนั่นเป็นเลิศและผู้นำองค์กรที่ดีในสังคมยุคปัจจุบันได้
๑. ความสำคัญของผู้นำและภาวะผู้นำ
ผู้นำหรือภาวะผู้นำ หมายถึงการเป็นผู้นำโดยการใช้อิทธิพลในการดำเนินงานหรือปฏิบัติงาน แต่อาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า "ภาวะผู้นำ" คือ การที่ผู้นำใช้อิทธิพลหรืออำนาจหน้าที่ในการผลักดัน กระตุ้น ชี้นำ ให้บุคคลอื่น หรือกลุ่มอื่น บุคคลอื่นมีความเต็มใจของผู้ใต้บังคับบัญชาหรือคือผู้ตามนั่นเองในสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อปฏิบัติการและอำนวยการโดยใช้กระบวนการติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกันเพื่อมุ่งให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้อย่าง แท้จริง ในทางปฏิบัตินั้น ผู้นำคือหัวหน้าของหน่วยงานหรือผู้บังคับบัญชาสูงสุดในหน่วยงานนั้นนั่นเอง โดยเฉพาะผู้นำทางการบริหารงานแล้ว จะประจักษ์ชัดเจนว่าผู้นำขององค์กรหรือหน่วยงาน คือผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานนั้น ๆ หน้าที่ของผู้นำภาวะหน้าที่ของผู้นำหรือหัวหน้างานควรจะมีดังนี้
๑.๑) เป็นนักบริหารที่ดี (Good executive)
๑.๒) เป็นนักวางแผน (Policy maker)
๑.๓) เป็นผู้วางนโยบาย (Planner)
๑.๔) เป็นผู้เชี่ยวชาญ (Expert)
๑.๕) เป็นผู้แทนของกลุ่มในการติดต่อภายนอก (External group representative)
๑.๖) เป็นผู้รักษาสัมพันธะภาพระหว่างผู้ใต้บังคับบัญชากับผู้บังคับบัญชา (Control of internal relationship)
๑.๗) เป็นผู้ให้คุณและให้โทษ (Purveyor rewards and punishments)
๑.๘) เป็นอนุญาโตตุลาการ (Arbitrator)
๑.๙) เป็นสัญลักษณ์ของสมาชิก (Group symbol)
๑.๑๐) เป็นแบบอย่างที่ดี (Exemplar)[๒]
๒. การวินิจฉัยสั่งการ
การคิด การแก้ปัญหา และการวินิจฉัยสั่งการ ล้วนเป็นพื้นฐานของมนุษย์ ในการบริหารงาน การวินิจฉัยสั่งการทางการบริหารเป็นที่ยอมรับและความสนใจจากผู้ปฏิบัติงานและนักวิจัยทั้งหลายในการพิจารณานักบริหารจะต้องปฏิบัติอย่างไรบ้างตามที่เป็นอยู่จริงในกระบวนการที่จะทำให้เกิดการร่วมมือประสานงานกันในองค์กร ทั้งนี้จะต้องอาศัยข่าวสาร ข้อมูล ข้อเท็จจริงต่างๆมาประกอบในการวินิจฉัยสั่งการ
กล่าวได้ว่า การวินิจฉัยสั่งการนั่นเป็นการตัดสินใจในการทำงานของนักบริหารที่หาทางเลือกที่ดีที่สุด และนำมาใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้ตรงจุดหรือเลือกกระทำในสิ่งที่จะให้ผลดีแก่การปฏิบัติงานมากที่สุด เพื่อวัตถุประสงค์โดยส่วนรวมขององค์กรจะได้บรรลุผลสำเร็จ[๓]
การสั่งการ คือผู้บริหารสั่งให้บุคคลที่อยู่ใต้บังคับบัญชา ปฏิบัติงานอย่างใดอย่างหนึ่ง และตรวจสอบดูว่าเขาเหล่านั้นได้ปฏิบัติงานอย่างดีที่สุดเท่าที่สามารถทำได้หรือไม่ การที่ผู้บริหารใช้ความสามารถชักจูงหว่านล้อมให้ผู้ใต้บังคับบัญชา รับงานไปปฏิบัติเพื่อให้งานเหล่านั้นบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรภาระหน้าที่ของผู้บริหาร ในการใช้ความสามารถชักจูงคนงานให้ปฏิบัติอย่างดีที่สุดจนกระทั่งองค์กรสามารถบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้ การสั่งการ หมายถึงการนำหรือชี้นำและควบคุม (Guiding & Super sing) ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาให้ทำงานตามคำสั่งหรือชี้แนะของผู้ใต้บังคับบัญชา
หน้าที่ของผู้บริหารที่สำคัญที่สุดอีกหน้าที่หนึ่งคือ "การสั่งการ" หรือ "การอำนวยการ" โดยนักบริหารระดับสูงเป็นผู้กำหนดงานให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานให้กับองค์กรตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างมีประสิทธิภาพ ความสำเร็จลุล่วงของงานจะเกิดขึ้นเป็นไปโดยราบรื่นได้ย่อมขึ้นอยู่กับความร่วมมือของผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา
ผู้ที่ได้รับมอบหมายงานย่อมมีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนที่ตนรับมา และจะต้องเรียนรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างแผนกต่าง ๆ ตลอดจนอำนาจหน้าที่ของบุคคลในแผนก ลักษณะท่าทาง และอุปนิสัย เพราะการทำงานร่วมกันเพื่อก่อให้เกิด (Activity) กิจกรรมนั้น ความเข้าใจซึ่งกันและกันถือเป็นรากฐานแห่งความสามัคคี ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติงานต่างก็มีความกระตือรือร้นในการทำงานและความเชื่อมั่นในตัวเอง สามารถตัดสินปัญหาเฉพาะหน้าได้ ส่วนสำคัญในการสั่งการ
๑) บุคคลและองค์กร (Personnel and organization)
๒) พฤติกรรมและการจูงใจ (Behavior and Motivation)
๓) ภาวะผู้นำ (Leadership)
๔) การติดต่อสื่อสาร (Communication)[๔]
๑.๒ แบบการวินิจฉัยสั่งการ
- การวินิจฉัยสั่งการโดยการใช้สามัญสำนึก ประสบการณ์และความรู้สึกต่างๆ การวินิจฉัยสั่งการแบบนี้เป็นการตัดสินใจโดยไม่มีหลัก เพราะคิดอะไรได้เหมาะสมหรือเห็นว่าควรจะเป็นอะไรก็วินิจฉัยสั่งการไปตามนั่น ซึ่งบางทีเป็นลักษณะการวินิจฉัยสั่งการโดยปราศจากการไตร่ตรอง และมักจะอาศัยสามัญสำนึก ความรู้สึกสังหรณ์ใจ หรือสัญชาตญาณ
- การวินิจฉัยสั่งการด้วยการใช้เหตุผลไตร่ตรอง การวินิจฉัยสั่งการแบบนี้เป็นวิธีการวินิจฉัยสั่งการโดยใช้หลักการวิทยาศาสตร์ กล่าวคือ เป็นการวินิจฉัยสั่งการโดยใช้หลักการ เหตุผล และวิธีการที่เหมาะสมเข้าช่วย เพื่อให้เกิดผลในทางที่ดีและถูกต้องที่สุด[๕]
ข้อควรคำนึงในการวินิจฉัยสั่งการที่ดี
๑.พยายามวินิจฉัยสั่งการให้เป็นไปในทางที่ก่อให้เกิดคุณประโยชน์แก่ส่วนรวมมากที่สุด กล่าวคือ ในกรณีที่มีการชั่งใจเลือกระหว่างแนวทางปฏิบัติที่มีอยู่หลายทางเมือพิเคราะห์ถึงเหตุและผล ทางได้เสียโดยถี่ถ้วนแล้ว หากข้อวินิจฉัยนั่นยังน้ำหนักก้ำกึ่งกันอู่ก็ควรพิจารณาตัดสินใจเลือกแนวปฏิบัติที่จะสามารถอำนวยผลในทางส่งเสริมและสร้างสรรค์มากที่สุด
๒. พยายามวินิจฉัยสั่งการให้มีลักษณะเป็นไปในทางกระจายอำนาจบริหารให้แก่ส่วนราชการต่างๆขององค์กรมากที่สุดทั้งนี้เพื่อเป็นการเสริมสร้างทักษะในการบริหารของผู้ใต้บังคับบัญชาและช่วยส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างผู้บังคับบัญชาให้มีความกลมเกลียวสมานฉันท์กันยิ่งขึ้นอันจะเป็นผลดีต่อกันบริหารราชการเป็นส่วนรวม
๓. พยายามวินิจฉัยสั่งการให้เป็นไปในทางที่สามารถปฏิบัติได้ กล่าวคือ การวินิจฉัยสั่งการนั่นจะต้องไม่เป็นการขัดหรือฝืนต่อนโยบายขององค์กร กฎหมายระเบียบแบบแผนธรรมเนียมของสังคมและสภาวะแวดล้อมกรณีที่ได้วินิจฉัยสั่งการมอบอำนาจหน้า แก่ผู้หนึ่งผู้ใดไปแล้ว ก็จะต้องคำนึงถึงอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายไปว่ามีสัดส่วนเพียงพอกับความรับผิดชอบที่ได้มอบให้ไปปฏิบัติเพียงใดหรือไม่
๔. พยายามจัดวางแผนในการดำเนินงานไว้ล่วงหน้า เพราะการวินิจฉัยสั่งการนั่น มักเป็นเรื่องที่ผูกพันและเกี่ยวกับบุคคลและหน่วยงานหลายฝ่ายดังนั่นจึงควรจะได้วางแผนปฏิบัติให้รัดกุม หากจะสามารถให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแสดงความคิดเห็นในการกำหนดแผนปฏิบัติการต่างๆ ได้ด้วย ก็จะช่วยให้การปฏิบัติงานที่จะเกิดขึ้นภายหลังจากได้วินิจฉัยสั่งการไปแล้ว ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยราบรื่น
ข้อผิดพลาดในการวินิจฉัยสั่งการ
ข้อผิดพลาดในการวินิจฉัยสั่งการโดยทั่วไปที่พบได้แก่การคิดตัดสินใจโดยมองผลระยะใกล้ การตัดสินใจด้วยวิธีที่ง่ายเกินไป การคิดตัดสินใจโดยเชื่อถือประสบการณ์ของตนเองมากเกินไป การติดสินใจไว้ก่อนล่วงหน้าและการไม่สนใจที่จะคิด
องค์กร หมายถึง คนตั้งแต่สองคนขึ้นไปทำงานร่วมกันให้บรรลุวัตถุประสงค์โดยการทำร่วมกันเป็นกลุ่ม
ประเภทขององค์กร มี ๒ ประเภท
๑. องค์กรที่เป็นทางการ ความเป็นทางการระหว่างคนกับงาน มีการกำหนดอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจน
๒. องค์กรที่ไม่เป็นทางการ เป็นความสัมพันธ์คนกับคน เกิดสภาพคล่อง เกิดความต้องการทางสังคม การเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เช่น เพื่อน หรือ กลุ่ม[๖]
ลักษณะขององค์กรที่เป็นเลิศ
ลักษณะขององค์ที่เป็นเลิศประกอบด้วยสิ่งสำคัญๆคือ โครงสร้าง กลยุทธ์ คนหรือพนักงาน สไตล์การบริหารงาน ระบบวิธีการ คุณค่าร่วม ฝีมือแรงงาน สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวแปรสำคัญในการที่จะผลักดันองค์กรให้เป็นเลิศบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์กร
วิธีการหาความเป็นเลิศขององค์กร
การคิดหาวิธีความเป็นเลิศขององค์กรแตกต่างไปตามแนวคิดของผู้นำและผู้ทำงานร่วมอยู่ในองค์กรนั่น จากการศึกษาพบว่า ในองค์กรต่างๆ มีวิธีการต่างๆกันที่สำคัญ เช่น
- บริษัท ดิจิตอล อีควิปเมนท์ จำกัด มุ่ง เน้นการปฏิบัติ มากกว่าการวางแผน โดยเชื่อว่าไม่ควรใช้เวลาในการวางแผนมาก แต่ควรใช้เวลากับการลงมือเพื่อปฏิบัติ
- บริษัท ไอ บี เอ็ม จำกัด ให้ความสำคัญกับการ ใกล้ชิดลูกค้า โดยเชื่อว่าการเข้าถึงลูกค้าจะทำให้ทราบถึงปัญหาและแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง และที่สำคัญจะทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ (New products) และให้ความ เคารพต่อพนักงานทุกคน โดยเชื่อว่าพนักงานทุกคนมีความสามารถที่เท่าเทียมกัน อันจะนำไปสู่การเพิ่มผลผลิตโดยพนักงาน
- บริษัท ๓ เอ็ม จำกัด บริหารงานโดย ให้อิสระในการทำงาน เพื่อให้พนักงานกล้าที่จะคิดและทำสิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นกับองค์กร
- โทมัส วัตสัน จูเนียร์ ใช้หลักการ ดูแลงานอย่างใกล้ชิด การที่จะทำให้พนักงานรู้สึกอยากทำงานต้องสร้างวิสัยทัศน์ เนื่องจากวิสัยทัศน์จะทำให้เกิดความท้าทายและต้องการทำงานไปสู่วิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ แต่อย่างไรก็ดี การจะให้พนักงานทำงานตามวิสัยทัศน์ได้ต้องเชื่อมด้วยรางวัล
- เอ็ดเวิร์ด จี ฮาร์นเนส, พร็อคเตอร์ แอนด์แกมเบิล ใช้หลักการ ไม่ละทิ้งความชำนาญพื้นฐาน ที่องค์กรมีอยู่ โดยไม่ผลิตสินค้าต่างประเภทที่หลากหลายหรือทำให้มั่วไปหมด[๗]
๓) การวินิจฉัยสั่งการตามหลักธรรมอคติ ๔
๑. ฉันทาอคติ คือ ลำเอียงเพราะรัก หรือชอบ หมายถึง การทำให้เกิดความไม่ชอบธรรม หรือการทำให้เสียความยุติธรรม เพราะอ้างเอาความรักหรือความชอบพอกัน ฉันทาคติมักเกิดกับตัวเอง พ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อน คนใกล้ชิด และพวกพ้อง ความรักหรือความชอบที่มีต่อบุคคลเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุให้เรากลายเป็นคนมีอคติได้ เช่น ถ้าเด็กสองคนทะเลาะกัน พ่อแม่ของเด็กทั้งสองก็มักจะเข้าข้างลูกของตนเองเชื่อไว้ก่อนว่าลูกของตนเองเป็นฝ่ายถูก โดยไม่รับฟังเหตุผลของอีกฝ่ายหนึ่ง นี่เป็นความลำเอียงเพราะรัก
๒. โทสาคติ คือความลำเอียงเพราะเกลียดชัง ไม่ชอบ หรือโกรธแค้น หมายถึง การทำให้เกิดความไม่ชอบธรรม หรือการทำให้เกิดเสียความยุติธรรม เพราะเกลียดชัง โกรธ หรือทะลุอำนาจโทสะ โทสาคติมักจะเกิดกับคนที่เราเกลียดมาก ๆ เช่น คู่แข่ง ศัตรู หรือคนที่เคยทำให้เราเจ็บใจ ทำให้เราเสียผลประโยชน์ บุคคลเหล่านี้อาจมีส่วนทำให้เราเป็นคนลำเอียงได้โดยไม่รู้ตัว เช่น ถ้าทหารทะเลาะกันกับตำรวจ คนขับรถรับจ้างมักจะเข้าข้างทหารไว้ก่อน เพราะคนขับรถถูกตำรวจเขียนใบสั่งบ่อย ๆ นี่เป็นความลำเอียงเพราะไม่ชอบหน้ากัน
๓. โมหาคติ คือ ความลำเอียงเพราะความไม่รู้ ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความหลงผิด หรือความเขลา หมายถึง การทำให้เกิดความไม่ชอบธรรม หรือการทำให้เสียความยุติธรรมเพราะความไม่รู้ โมหาคติมักจะเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เนื่องมาจากความสะเพร่า ความไม่ละเอียดถี่ถ้วน รีบตัดสินใจโดยยังมิได้พิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน จึงเป็นสาเหตุทำให้คนผิดกลายเป็นคนถูก คนถูกกลายเป็นคนผิด ซึ่งการกระทำในลักษณะดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ เช่น ผู้ชายสองคน คนหนึ่งแต่งตัวดี ดูภูมิฐาน หน้าตาหล่อเหลา อีกคนหนึ่งนุ่งกางเกงยีนเก่า ๆ เสื้อผ้าขาด ๆ ดูโทรม ๆ ไม่น่าไว้วางใจ คนเฝ้าบ้านไว้ใจผู้ชายคนแรกมากกว่าผู้ชายคนหลัง และยอมเปิดประตูบ้านให้เข้าไปนั่งในห้องรับแขก ผู้ชายคนดังกล่าวกลายเป็นโจรผู้ร้าย นี่เป็นความลำเอียงเพราะความเขลา
๔. ภยาคติ คือ ความลำเอียงเพราะความกลัว หมายถึง การทำให้เกิดความไม่ชอบธรรม หรือการทำให้เสียความยุติธรรม เพราะมีความหวาดกลัว หรือเกรงกลัวภยันตราย ความกลัวมีหลายรูปแบบ เช่น ความกลัวภัยอันตรายมาถึงตนหรือครอบครัว กลัวเสียหน้า กลัวคนเกลียด กลัวจะได้สิ่งที่ไม่ต้องการ เป็นต้น ความกลัวเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้คนเราปฏิบัติหน้าที่ด้วยความลำเอียง เช่น ผู้ใต้บังคับบัญชาสองคน คนหนึ่งเป็นลูกของพ่อค้าขายของชำ อีกคนหนึ่งเป็นลูกเจ้าพ่อมีอิทธิพลเลี้ยงนักเลงไว้มาก ทั้งสองคนทำผิด[๘] คนแรกถูกผู้บังคับบัญชาไล่ออกจากงาน ส่วนคนหลังยังคงทำงานต่อไป ไม่มีการลงโทษใด ๆ นี่เป็นความลำเอียงเพราะหวาดกลัวอิทธิพลมืด[๙]
การบริหารงานไม่ว่าจะองค์กรหรือองค์การต้องมีการวินิจฉัยสั่งการเป็นตัวกำหนดงานโดยการตัดสินใจของผู้นำหรือผู้บริหารจะต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและพูดมีเหตุผลมีหลักการที่ชัดเจนเพื่อให้เป็นไปตามแบบแผนที่ได้ตั้งเอาไว้แล้วจึงไปสู่การจัดองค์กรหรือองค์การเพื่อที่จะกระจายอำนาจนั้นเองแล้วจึงมีการจัดการด้านงานบุคลากรคือการใช้คนให้เหมาะสมกับงานนั่นเองแล้วจึงมีการอำนวยการคือการสื่อสารและเข้ากับคนร่วมงานได้ดีตลอดจนถึงการดูแลคนในองค์กรได้เมื่อเจออุปสรรคในการทำงานก็สามารถปฏิบัติงานหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ จากที่ได้กล่าวมาจะเห็นได้ว่าทั้งสองแนวคิดมีการบริหารงานที่คล้ายคลึงกันมากคือหลักการเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างตรงที่การปฏิบัติงาน พระพุทธเจ้าทรงวินิจฉัยสั่งการในการจัดโครงสร้างองค์กรและบุคลากรที่มีประสิทธิภาพคือได้มาปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเลื่อมใสไม่ใช่ด้วยการว่าจ้างมาทำงาน แนวคิดพุทธศาสนามีมานานกว่า ๒๕๐๐ มาแล้วแนวคิดทฤษฏีทางรัฐประศาสนศาสตร์อาจนำเอาหลักการบริหารของพระพุทธเจ้ามาประยุกต์ใช้ก็เป็นไปได้
เพราะการวินิจฉัยสั่งการหรือการตัดสินใจมีมานานแล้วคือคือสมัยพุทธกาลนั่นเองทุกวันนี้ปัจจุบันคนไทยก็ยังใช้ตลอดมาโดยพัฒนารูปแบบอุปกรณ์สื่ออิเล็กทรอนิคส์มาใช้หรือเทคโนโลยี ในการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นไปแต่ยังคงไว้ซึ่ง รูปแบบการบริหารเหมือนเดิมทำให้งานส่วนใหญ่ออกมาดีจึงเป็นที่ยอมรับของผู้บริหารทุก ๆ ภาคส่วน ยิ่งทุกวันนี้บริษัทหรือหน่วยงานส่วนใหญ่นำหลักพระพุทธศาสนาเข้าไปประยุกต์ใช้แล้วทำให้เกิดความพึงพอใจทั้งทั้งผู้บริหารและลูกจ้างโดยเฉพาะหลักอคติ ๔ ความไม่ลำเอียงในการบริหารจัดการองค์กรดังกล่าวแล้ว
สรุป
การวินิจฉัยสั่งการที่มีอคติ ๔ ดั่งข้างต้นนั่นทำให้เกิดความไม่ชอบธรรมเสียความยุติธรรมไป ทำให้การปฏิบัติงานด้วยความลำเอียง เป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ป้องกันผู้นำหรือผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในการปกครองบ้านเมืองควรนำไปประพฤติปฏิบัติและพุทธศาสนิกชน เพื่อให้เกิดความชอบธรรมแก่ประชาราษฎร ดั่งนั่นในปัจจุบันนี้เราก็สามารถนำมาประยุคใช้กับการบริหารกิจการบริษัทห้างร้านที่มีผู้นำ ผู้บริหาร ควรจะนำไปปฏิบัติ เพราะถ้าผู้นำเหล่านั่นมีการวินิจฉัยสั่งการที่ประกอบด้วยอคติ ๔ คือความลำเอียงทั้ง ๔ อย่างนั่นก็จะเกิดผลเสียต่อองค์กรหรือแม้กระทั่งชีวิตได้
บรรณานุกรม
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฏกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราช-
วิทยาลัย,๒๕๓๙
กนก แสนประเสริฐ.การบริหารเชิงพุทธศาสตร์.กรุงเทพมหานคร : พิมพ์ใจ, ๒๕๔๘.
ติน ปรัชญพฤทธิ์. ภาวะผู้นำและการมีส่วนร่วม. เอกสารการสอนชุดวิชาพฤติกรรมมนุษย์ -
ในองค์กร หน่วยที่ ๑๑ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
เสาวลักษณ์ สิงหโกวินท์. การพัฒนาบุคคล. โดย เสาวลักษณ์ สิงหโกวินท์ และ กมล อดุลพันธุ์
.กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๒๗.
สมพงศ์ เกษมสิน. การบริหาร. กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๒๑.
http://www.fortuner-club.com/webboard/questions.asp?QID=60284&qn=1
,September 2009.
[๑] นิสิตระดับปริญญาเอก สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
[๒] ติน ปรัชญพฤทธิ์, ภาวะผู้นำและการมีส่วนร่วม, เอกสารการสอนชุดวิชาพฤติกรรมมนุษย์ -ในองค์กร หน่วยที่ ๑๑ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ( นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๒๗,) หน้าที่ ๕๔-๕๕.
[๓] เสาวลักษณ์ สิงหโกวินท์, การพัฒนาบุคคล , โดย เสาวลักษณ์ สิงหโกวินท์ และ กมล อดุลพันธุ์สถานที่พิมส์, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๒๗), หน้า ๓๓
[๔] สมพงศ์ เกษมสิน, การบริหาร,( กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๒๑), หน้าที่ ๙๗-๙๘.
[๕] เสาวลักษณ์ สิงหโกวินท์, การพัฒนาบุคคล, หน้า ๗๕.
[๖] กนก แสนประเสริฐ,การบริหารเชิงพุทธศาสตร์ ,(กรุงเทพมหานคร : พิมพ์ใจ,๒๕๔๘), หน้า ๘๙.
[๗] พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์, ภาวการณ์เป็นผู้นำ, ( วารสารเสนาสนเทศ ปีที่ ๒๗,๒๕๓๑),หน้า ๑๖-๑๗.
[๘] ดูรายละเอียดใน ที.ปา.๑๑/๓๑๑/๒๐๓
[๙] อคติ ๔,http://www.fortuner-club.com/webboard/ques