อานิสงส์ของกากรสวดมนต์ ( ตอนที่ ๒ )

ลุงเหมย
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

ขอน้อมกราบอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย จงแผ่อานุภาพไปยังบรรดากัลยาณธรรมและรัตนมิตรที่ลุงได้เคารพและนับถือทุกท่าน ได้เจอหนังสือสวดมนต์เล่มหนึ่งโดย คุณจิดาภา ศิริเขตต์บุญ ได้เป็นผู้จัดพิมพ์และเผยแพร่ ซึ่งลุงเห็นว่าเหมาะสำหรับเราผู้ใคร่ในธรรมทั้งหลาย ท่านได้อารัมภบทว่า....ก่อนที่จะสวดมนต์ ให้เราตั้งจิตให้สงบ พร้อมกับกล่าวรำพึงเบา ๆ ว่า......

ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอุทิศผล บุญกุศลนี้ไปให้ไพศาล ถึงมารดา บิดา ครูอาจารย์ ทั้งลูก หลาน ญาติ มิตร สนิทกัน คนเคยร่วมทำงานการทั้งหลาย มีส่วนได้ในกุศลผลบุญฉัน ทั้งเจ้ากรรม นายเวร และเทวัญ ขอให้ท่านได้กุศลผลบุญนี้เทอญ.......

จากนั้นก็เริ่มสวดตามแบบฉบับของตนซึ่งลุงคิดว่าแต่ละคนคงจะมีบทสวดที่ไม่เหมือนกัน ( เพราะต่างคนต่างจิตใจกัน จะให้เหมือนกันก็คงยาก ) เอาเป็นว่าสวดมนต์ก็แล้วกัน เมื่อสวดเสร็จแล้วก็น่าจะกรวดน้ำด้วย (บทนี้สำคัญมากนะ)......บทสวดก็มีว่า......อิมินา ปุญญะกัมเมนะ ด้วยเดชะผลบุญแห่งข้าได้สร้าง และสวดมนต์นี้ ขอให้ไปค้ำชูอุดหนุนบิดามารดา ผู้มีพระคุณ ปละญาติกา คุรุอุปัชฌาอาจารย์ และเจ้ากรรมนายเวร พระมหากษัตริย์ และมิตรรักสนิท เพื่อสาราสัตว์น้อยใหญ่ พระภูมิเจ้าที่ เจ้ากรุงพาลี นางพระธรณี นางพระคงคา พระยายมราช นายนิรยะบาล ทั้งท้าวจัตตุโลกะบาล สิริพุทธอำมาตย์ ชั้นจาตุมหาราชิกาเบื้องบน จนถึงที่สุดพรหมมา เบื้องต่ำขึ้นมาจนถึงมนุษย์โลกา โดยรอบสุดของจักรวาล อนันตะจักรวาล คุณพระศรีรัตนตรัย และเทพยดา ตลอดทั้งอินทร์ พรหม ยมยักษ์ คนธรรพ์ นาคา ท่านทั้งหลายที่ต้องทุกข์ ขอให้พ้นจากทุกข์ ท่านทั้งหลายที่ได้สุข ขอให้ได้สุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป ด้วยเดชะผลแห่งข้าอุทิศไปห้านี้ จงเป็นอุปนิสัยปัจจัย แก่พระนิพพานในปัจจุบันแลอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้น....เทอญ.....

พุทธัง อนันตัง ธัมมังจักรวาละ สังฆัง นิพพานัง โหตุ

สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิด แก่ เจ็บ ตาย
ด้วยกันทั้งสิ้น

อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพพะยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียนเบียนซึ่ง
กันและกันเลย

อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจ
เลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตน ให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น...เทอญ...

จากนั้นก็ให้สวดคำอธิษฐานอโหสิกรรมด้วย บทสวดมีว่า......ข้าพเจ้าขออโหสิกรรม กรรมใดที่ทำแก่ผู้ใดในชาติใด ๆ ก็ตาม ขอให้เจ้ากรรมและนายเวร จงได้อโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้า อย่าได้จองเวร จองกรรมต่อไปเลย แม้แต่กรรมที่ใคร ๆ ทำแก่ข้าพเจ้าก็ตาม ข้าพเจ้าก็ขออโหสิกรรมให้ทั้งสิ้น ยกถวายพระพุทธเจ้าเป็นอภัยทาน เพื่อจะได้ไม่มีเวรกรรมต่อไป ด้วยอานิสงส์แห่งอภัยทานนี้ ขอให้ข้าพเจ้า ครอบครัว บุตร หลาน ตลอดจนวงษาคณาญาติ และผู้อุปการะคุณของข้าพเจ้า จงมีแต่ความสุข ความเจริญ ปฏิบัติแต่สิ่งที่ดี และสิ่งที่ชอบด้วย...เทอญ....

ต่อไปนี้ข้าพเจ้าขอกราบอาราธนานำเอาบทเทศนาของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์
( โต ) พรหมฺรํสี มาคารวะแด่ท่านผู้ใคร่ในธรรมทั้งหลายซึ่งข้าพเจ้ามิได้ลบหลู่บุญบารมีในองค์ท่าน ข้าพเจ้าได้คัดลอกมาเพื่อเป็นธรรมทานแด่ญาติธรรม ตามพระวจนะของเจ้าประคุณท่าน โดยมิได้ดัดแปลงหรือเสริมแต่งแต่อย่างใด.......เชิญครับ

อาตมา (สมเด็จโต )ได้เห็นอานิสงส์ของการสวดมนต์ด้วยตัวของอาตมาเอง ในสมัยที่อาตมาได้ออกเดินธุดงในป่าเป็นเวลา ๒๕ ปี โดยอาศัยอยู่ในเขตดงพระยาไฟ ซึ่งเป็นเขตที่อยู่ใกล้ชายเดนเขมร ในสมัยนั้นเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ และภูติผีวิญญาณ ตลอดจนชาวบ้านที่มีเวทย์มนต์คาถา และเล่นคุณไสยกันอยู่มากมายในอาณาบริเวณชายแดนแห่งประเทศสยามในตอนนั้น อาตมาได้เดินธุดงแต่เพียงลำพัง ในช่วงนั้นอาตมามิได้ศึกษาในพระเวทย์ มนต์คาถา และอาคมใดเลย นอกจาก...คำว่า.....พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ซึ่งมีความหมายว่า....ข้าพเจ้า ขอยึดมั่น พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง พระธรรมหกเป็นที่พึ่ง พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง....อาตมาไปที่แห่งหนตำบลใดก็จะกล่าวเพียงคำนี้ ตลอดเวลาของจิตใจอันเป็นที่พึ่งของอาตมา อาตมาเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านชายแดนแห่งประเทศสยามในดงพญาไฟขณะนั้น ในหมู่บ้านมีชาวบ้านอาศัยอยู่เพียงเล็กน้อย อาตมาจึงได้ปักกลดอยู่ที่ท้ายหมู่บ้าน มีชาวบ้านนำอาหารมาถวายตามกำลังที่เขาจะพอทำได้ เมื่อเห็นมีพระภิกษุมาปักกลดในที่แห่งนั้น อาตมาอาศัยอยู่ที่นั่นเป็นระยะเวลาหลายปี และ ณ ที่แห่งนั้น อาตมาจึงได้พบคุณวิเศษแห่งการสวดมนต์........มีชาวบ้านผู้หนึ่งได้เข้ามาสนทนากับอาตมาหลังจากได้ถวายอาหารแล้ว ชาวบ้านผู้นั้นอาตมาทราบชื่อภายหลังว่าชื่อ นายผล นายผลได้เล่าให้อาตมาฟังว่า เขาเป็นผู้ที่ฝึกเวทย์มนต์คาถาอาคม เล่าเรียนมาจนมีญาณแก่กล้า และมักจะทดสอบเวทย์มนต์คาถาอาคมแก่พระภิกษุสงฆ์ที่เดินทางมาปักกลด ณ บริเวณนี้เป็นประจำ เขาเล่าให้อาตมาฟังว่าเขาได้ส่งอำนาจคุณไสยเข้ามาทำร้ายอาตมาทุกคืน แต่มิได้หวังทำร้ายเป็นบาปเป็นกรรมถึงตาย เพียงแต่ต้องการทดสอบดูว่าพระภิกษุรูปนั้น จะมีวิชาอาคมแก่กล้าสามารถที่จะต่อสู้คุณไสยเขาได้หรือไม่ นายผลก็ได้ทำคุณไสยใส่อาตมาถึง ๗ วันเต็ม ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยควายธนู หรือปล่อยหนังควาย ปล่อยตะขาบ ตลอดจนภูติพรายเข้ามาทำร้ายอาตมา แต่ปรากฎว่าสิ่งที่ปล่อยมา ก็ไม่สามารถเข้รามาทำร้ายอาตมาได้เลย.......วันนี้ จึงได้มากราบเพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กับอาตมา อาตมาจึงได้บอกว่าตัวอาตมาเองไม่ได้ศึกษาพระเวทย์มนต์คาถาหรือคุณไสยใด ๆ นายผลก็ไม่ยอมเชื่อหาว่าอาตมาโกหก ถ้าหาไม่มีของดีแล้วไซร้ไฉนอำนาจคุณไสยมนต์ดำที่เขาส่งมาจึงกลับมายังเขา ซึ่งเป็นผู้กระทำไม่สามารถทำร้ายอาตมาได้ อาตมาก็พยายามชี้แจงให้เขารู้ว่า อาตมาไม่มีวิชาเหล่านี้จริง ๆ ทำให้นายผลสงสัยยิ่งนักว่าเหตุใดอาตมา จึงไม่ได้รับภัยอันตรายจากอำนาจเวทย์มนต์คุณไสยดำที่เขาส่งมาทำร้ายได้ อาตมาจึงได้บอกกล่าวแก่เขาว่า......เมื่ออาตมาจะนอน อาตมาก็จะสวดแต่คำว่า......

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

จนจิตเกิดความสงบนิ่ง จึงได้แผ่ส่วนกุศลไปให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย จงอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย และอาตมาก็จำวัดนอนเป็นปกติ

นายผลเมื่อได้ฟังดังนั้น จึงได้บอกแก่อาตมาว่า ...ข้าแด่ท่านอาจารย์ ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าขอร้องให้ท่านในวันนี้ ก่อนที่ท่านจะจำวัด จงหยุดการสวดมนต์สัก ๑ คืน จะได้หรือไม่ ข้าพเจ้าต้องการจะพิสูจน์ว่า...การสวดมนต์ของท่านเช่นนี้ จะเป็นเกราะคุ้มครองภัยท่านหรือเป็นเพราะอำนาจเวทย์มนต์คาถาในภูติผีปีศาจของข้าพเจ้าเสื่อมกันแน่...ข้าพเจ้าขอรับรองว่าจะไม่ทำอันตรายแก่ท่านอาจารย์อย่างเด็ดขาด เพียงแต่ต้องการที่จะทดสอบให้ความรู้แจ้งเห็นจริงว่าเกิดอะไรขึ้น.....อาตมาจึงรับปากกับนายผลว่า คืนนี้จะไม่ทำการสวดมนต์ นายผลจึงได้ลากลับไป......ครั้นถึงเวลาพลบค่ำ อาตมาก็นอนโดยมิได้ทำการสวดมนต์ตามที่ได้ปฏิบัติเป็นปกติ เมื่ออาตมานอนหลับไป อาตมารู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่งเพราะอาตมาได้ยินเสียงกุกกัก กุกกัก ดังขึ้นมา จึงได้จุดเทียนและพบว่ามีตะขาบตัวใหญ่ยาวขนาดขาของอาตมากำลังเลื้อยเข้ามาอยู่ใกล้ตัวของอาตมามาก อาตมาตกใจเป็นที่สุด และด้วยสัญชาติญาณจึงกล่าวคำสวดมนต์..... พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ด้วยจิตยึดมั่นในพระพุทธองค์เป็นที่พึ่งเป็นเวลานานเท่าใดไม่ทราบได้ เสียงกุกกักและตะขาบที่อยู่ข้างหน้าก็อันตรธานหายไป จากนั้นอาตมาจึงได้จำวัดนอนเป็นปกติ ในวันรุ่งขึ้น นายผลก็มาหาอาตมาและได้กล่าวว่า....เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าได้ปล่อยตะขาบเข้าไปในกลดที่ท่านพำนักอยู่ อาตมาบอกว่าอาตมาได้ตื่นขึ้นมาและตกใจ จึงได้สวดมนต์ภาวนา ตะขาบตัวนั้นก็อันตรธานหายไป นายผลจึงได้ยกมือพนมขึ้น แล้วกล่าวว่า....บัดนี้ ข้าพเจ้าเชื่อแล้วว่า อำนาจเวทย์มนต์คาถา และคุณไสยใด ๆ ของข้าพเจ้ามิอาจทำร้ายท่านได้ ก็เพราะอำนาจแห่งการสวดมนต์ภาวนาของท่านเป็นเกราะคุ้มครองภัยอันตรายต่าง ๆ ได้

ที่อาตมา (สมเด็จโต) ได้เล่าให้ท่านทั้งหลายในที่นี้ได้ฟังกัน เพื่อให้เป็นอานิสงส์ของการสวดมนต์ว่า เหล่าพรหมเทพได้มาฟังการสวดมนต์จริงดังที่อาตมาได้เทศน์ไว้ เพราะถ้าไม่ใช่เหล่าพวกพรหมเทพแล้วไซร้ ก็คงไม่สามารถที่จะขับไล่สิ่งที่เกิดจากอำนาจคุณไสย ที่นายผลส่งมาเล่นงานอาตมาได้อย่างแน่นอน ท่านเจ้าพระยา และอุบาสก อุบาสิกา ในที่นั้นเมื่อได้ฟังคำเทศนาแล้ว ต่างยกมือขึ้นเปล่งคำสาธุ ขึ้นพร้อมกัน และต่างก็ประจักษ์ว่าอานิสงส์ของการสวดมนต์มีคุณค่าสูงส่งยิ่งนัก ...... เทศนาโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ ( โต ) พรหมฺรํสี ดังปรากฎในงานของท่านเจ้าพระยาสรรเพชรภักดี จางวางมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๔ ที่ได้อาราธนานิมนต์เจ้าประคุณมาโปรดเทศน์ที่บ้าน...

ครั้นพลบค่ำ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรํสี วัดระฆังมายังบ้านของท่านเจ้าพระยาสรรเพชรภักดี ซึ่งในขณะนั้นมีอุบาสกอุบาสิกา นั่งพับเพียบเรียบร้อยเป็นจำนวนมาก ด้วยต้องการสดับรับฟังกากรเทศน์ของท่านเจ้าประคุณ ณ ที่เรือนของท่านเจ้าพระยา...เจ้าประคุณสมเด็จได้ขึ้นนั่งธรรมาสน์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็กล่าวบูชาพระรัตนตรัย เมื่อจบแล้ว ท่านจึงเทศน์ เรื่อง
" อานิสงส์ของการสวดมนต์ " ท่านเจ้าประคุณสมเด็จได้กล่าวว่า....ยังมีคนส่วนใหญ่เข้าใจว่า การสวดมนต์มีประโยชน์น้อย และเสียเวลามากหรือฟังไม่รู้เรื่อง ความจริงแล้วการสวดมนต์มีประโยชน์อย่างมากมาย เพราะการสวดมนต์เป็นการกล่าวถึงคุณงามความดีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่า พระองค์ท่านมีคุณวเศษอย่าบงไร พระธรรมคำสอนของพระองค์มีคุณอย่างไร และพระสงฆ์อรหันต์อริยะเจ้ามีคุณเช่นไร การสวดมนต์ด้วยความตั้งใจจนจิตเป็นสมาธิ แล้วใช้สติพิจารณาจนเกิดปัญญาและความรู้ความเข้าใจ ประโยชน์สูงสุดของการสวดมนต์นั้นคือ จะทำให้ท่านเป็นผล จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ที่อาตมากล่าวเช่นนี้ มีหลักฐานปรากฎในพระธรรมคำสอนที่กล่าวไว้ว่า โอกาสที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์มี ๕ โอกาสด้วยกัน คือ

๑. เมื่อฟังธรรม ๒. เมื่อแสดงธรรม

๓. เมื่อสาธยายธรรม นั่นคือการสวดมนต์

๔. เมื่อตรึกตรองธรรม หรือเพ่งธรรมอยู่ในขณะนั้น

๕. เมื่อเจริญวิปัสนาญาณ

การสวดมนต์ในตอนเช้า และตอนเย็น เป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนา บรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย ต่างพากันมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ โดยแบ่งเวลาเข้าเฝ้าเป็น ๒ เวลา นั่นคือ ตอนเช้า และ ตอนเย็นเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม การฟังธรรมเป็นการชำระล้างจิตใจที่เศร้าหมองให้หมดไป เพื่อสำเร็จสู่มรรคผลพระนิพพาน การสวดมนต์นับเป็นการดีพร้อมซึ่งประกอบไปด้วยองค์ ๓ นั่น คือ

๑. กาย มีอาการสงบเรียบร้อยและสำรวม

๒. ใจ มีความเคารพนบนอบต่อคุณพระรัตนตรัย

๓. วาจา เป็นการกล่าวถ้อยคำสรรเสริญถึงพระคุณอันประเสริฐ ในพระคุณทั้ง ๓ พร้อมเป็นการขอขมาในการผิดพลาด

หากมีและกล่าวสักการะเทิดทูนสิ่งสูงยิ่ง ซึ่งเราเรียกได้ว่าเป็นการสร้างกุศล ซึ่งเป็นมงคลอันสูงสุดที่เดียว....อาตมาภาพขอรับรองแก่ท่านทั้งหลายว่า...ถ้าหากบุคคลใดได้สวดมนต์ทั้งเช้าและเย็นไม่ขาดแล้ว บุคคลนั้นย่อมเข้าสู่แดนพระอรหันต์อย่างแน่นอน การสวดมนต์นี้ควรสวดให้มีเสียงดังพอสมควร ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่จิตตน และประโยชน์แก่จิตอื่น

" ที่ว่าประโยชน์แก่จิตตน " คือ เสียงในการสวดมนต์จะกลบเสียงภายนอกไม่ให้เข้ามารบ
กวนจิต ก็จะทำให้เกิดความสงบอยู่กับบทสวดมนต์นั้น ๆ ทำให้เกิดสมาธิและปัญญา เข้ามาในจิตใจของผู้สวด

" ที่ว่าประโยชน์แก่จิตอื่น " คือ ผู้ใดที่ได้ยินได้ฟังเสียงสวดมนต์จะพลอยได้เกิดความรู้ เกิดปัญญา มีจิตสงบลึกซึ้งตามไปด้วย ผู้สวดก็เกิดกุศลไปด้วยโดยการให้ทานโดยทางเสียง เหล่าพรหม เทพ ที่ชอบฟังเสียงในการสวดมนต์ มีอยู่จำนวนมาก ก็จะมาชุมนุมฟังกันอย่างมากมาย เมื่อมีเหล่าพรหม เทพ เข้ามาล้อมรอบตัวของผู้สวดอยู่เช่นนั้น ภัยอันตรายต่าง ๆ ที่ไหนก็ไม่สามารถกล้ำกรายผู้สวดมนต์ได้ ตลอดจนอาณาเขตและบริเวณบ้านของผู้ที่สวดมนต์ ย่อมมีเกราะแห่งพรหมเทพและเทวดาทั้งหลายคุ้มครองภัยอันตรายได้อย่างดีเยี่ยม

...........ดูก่อน.....ท่านเจ้าพระยาและอุบาสก อุบาสิกาในที่นี้ การสวดมนต์เป็นการระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ เมื่อจิตมีที่พึ่งคือ คุณพระรัตนตรัย ความกลัวก็ดี ความสะดุ้งกลัวก็ดี และความขนพองสยองเกล้าก็ดี ภัยอันตรายใด ๆ กีจะไม่มีแก่ผู้สวดมนต์นั่นแล......

.........คัดจากหนังสือ...อมตะธรรม สมเด็จพระพุทธาจารย์ (โต) พรหมรํสี

เป็นอย่างไรบ้างครับ ได้อ่านบทความที่ได้ขออนุญาตคัดลอกมาสู่กัลยาณธรรมและรัตนมิตรของอีตาลุงแล้ว ได้นำจิตพิจารณาไตร่ตรองใคร่ครวญหาเหตุผลที่ท่านเจ้าประคุณได้เทศน์ไว้มีความรู้สึกเป็นอย่างไร ขอให้ทุกท่านจงมีดวงตาเห็นธรม และจงได้หมั่นประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งสอนของเจ้าประคุณสมเด็จท่าน ขอให้ทุกท่านจงมีความสุขกาย สุขใจ ไปทุกเมื่อ.....เทอญ....

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ชุมพล บุญเหมย



ความเห็น (0)