วันศุกร์ที่ 3 - เสาร์ที่ 4 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ม.นเรศวร เป็นเจ้าภาพ จัด  UKM ครั้งที่ 8  ณ โรงแรมไพลิน จังหวัดสุโขทัย

          ดิฉันเดินทางล่วงหน้าจาก มน. พิษณุโลกไปโรงแรมไพลิน สุโขทัยในเย็นวันพฤหัสบดีที่ 2 โดยรถตู้  หวังไปร่วมกิจกรรม BAR กับก๊วน NUKM ตามนัดหมาย (เพื่อไม่ให้ตื่นเวทีจนเกินไป)

          ระหว่างทาง ดิฉันต้องแวะสนามบินพิษณุโลก เพื่อรับแขกจาก มอ.(อ.นงเยาว์) และพรรคพวกร่วมก๊วน (อ.รุจโรจน์) ก่อน  เครื่องบินควรมาถึงประมาณ 5 โมงเย็นเศษๆ แต่......เครื่องบินมาช้ากว่ากำหนดเป็นชั่วโมง 

          อ.รุจโรจน์ โทรมาบอกว่า เกิดเหตุขัดข้อง ทำให้ตกเครื่อง..ไม่ต้องรอนะ 

          พวกเราชะเง้อจนหมดหวังที่จะได้พบ อ.นงเยาว์  เพราะสุภาพสตรีท่านสุดท้ายที่กำลังเดินมาที่ประตูทางออกของผู้โดยสารขาเข้า เยื้องย่างมาพร้อมรถเข็นที่มีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ 2 ใบ

          แต่....ใช่ อ.นงเยาว์ อย่างคาดไม่ถึง  ที่เดินมาเป็นคนสุดท้าย เพราะท่านหากระเป๋าไม่เจอ.....กระเป๋าไม่ยอมเดินทางมาพร้อมอาจารย์

          ปฏิบัติการนัดแนะกับกระเป๋าใหม่ในวันรุ่งขึ้น จึงต้องใช้เวลาล่าช้าเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย

          กว่าจะถึงสุโขทัย ก็ค่ำมากแล้ว  ดิฉันจึงไม่ได้เข้า BAR กับพรรคพวก หิวและเพลีย ท่านผู้กำกับ (อ.วิบูลย์) จึงติวเข้มเสริฟพร้อมก๋วยเตี๋ยวราดหน้า คลุกกินไปพร้อมๆ กัน (ไม่ต้องใส่เครื่องปรุง รสชาดชาติกลมกล่อม)  แล้วก็ไล่ให้ขึ้นนอน

          เช้าวันที่ 3 ตามแผนที่วางไว้แต่แรก อ. เทียมจันทร์ (คนยืนยิ้มหวานเคียงคู่โคมไฟในรูป) จะต้องเป็นคู่ Modulator ร่วมกับดิฉัน  แต่.... ท่านมาไม่ได้ เพราะต้องเข้าประชุมแทนท่านคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ เกี่ยวกับงบประมาณ ซึ่งสำนักงบฯ ใช้ มน.เป็น center ในการจัดประชุมชี้แจงครั้งสำคัญ

          ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวรายงานโดยท่าน อ.วิบูลย์  พิธีกล่าวเปิดโดยท่านอธิการบดี ล้วนถูกตัดออกจากกำหนดการ ด้วยเหตุเดียวกับที่ท่าน อ.เทียมจันทร์มาไม่ได้

          ในฐานะพิธีกร ดิฉันชวนคุยไปพลางพร้อมแนะนำเอกสาร  และกำหนดการ  แล้วก็ตัดเข้าสู่รายการ เกริ่นนำกระบวนการ โดยท่าน อ.วิบูลย์ ไปเลย

          การเกริ่นนำของท่าน อ.วิบูลย์ ก็ยังมีเหตุขลุกขลัก ทั้งเสียงหอนของไมโครโฟนและแสงจาก Projector ที่คาดเป็นแว่นตาแก่ อ.วิบูลย์  ส่งผลให้อาจารย์พูดได้ไม่ไหลลื่นอย่างที่เคย

          เราคั่นด้วย Coffee break เร็วไปหน่อย เพียงเพราะจะได้ถ่วงเวลารอท่าน อ.วิจารณ์  มาบรรยาย เรื่อง Chaordic Organization แต่...สายแจ้งมาว่า ท่านจะมาถึงช้ากว่ากำหนด 

         โชคดีที่ช่วง break ท่าน อ.พิชิต ประธานผู้ประสานงานเครือข่าย UKM ประจำปี มาถึงพอดี หลัง break ดิฉันจึงได้เรียนเชิญท่านกล่าวเปิดอย่างเป็นทางการ

         ท่าน อ.วิจารณ์ มาแล้ว แต่กำหนดการของท่านยังมีเหตุให้ต้องเลื่อนต่อไปอีกหน่อย  ดังนั้นเราต้องเริ่มกระบวนการกลุ่ม เล่าเรื่อง ความสำเร็จในการพัฒนาทุนมนุษย์ กันเสียที

          ตามขั้นตอน ดิฉันต้องพาให้ท่านผู้เข้าร่วมเสวนาทุกท่านสู่ภวังค์แห่งสมาธิเสียก่อน เป็นเวลา 2 -3 นาที  ช่วงนี้ ดิฉันเองก็ต้องรวบรวมสมาธิมากเช่นกัน  เพราะไม่เคยทำอะไรอย่างนี้มาก่อน  ไม่มีบทพูด  ไม่มีตัวอย่าง ดิฉันกล่าวคำขอให้ทำตามเพียงไม่กี่ประโยค พร้อมๆ กับเสียงเพลงบรรเลงที่สงบเยือกเย็น ชื่อว่า นิพพาน ก็บรรเลงขึ้นอย่างนิ่มนวล ละเมียดละไม  ดูทุกท่านนั่งหลับตานิ่ง และมีสมาธิดีจริงๆ ดิฉันชอบช่วงเวลานี้มาก

          เมื่อทุกท่านมีสมาธิดีแล้ว กระบวนการ workshop อย่างที่ท่าน อ.วิบูลย์ design ไว้ และเกริ่นนำไว้แต่ต้นก็เริ่มขึ้น

          โฉมหน้าของผู้สังเกตการณ์ (FA น้อย + คุณลิขิตบน computer) ประจำโต๊ะ มีหลายท่าน  ดิฉันนำมาโชว์ได้เพียง 2 ท่าน ดังนี้

 

          และนี่คือ กุญแจไขความสำเร็จที่แท้ การตั้งใจฟังของ FA น้อย และการบันทึกโดยทันทีของคุณลิขิตบน template ที่เตรียมไว้เป็น File ใน computer ประจำโต๊ะทั้ง 8   สอดประสานกับการเก็บภาพผู้เล่าขณะเล่าเรื่อง โดยการจับภาพของนิสิตประสานงาน ช่วยให้การดูดซับ ดักจับ Tacit Knowledge ขาดตกบกพร่องน้อยที่สุด

          ในขณะที่ผู้เสวนาทุกท่าน ก็มีกระดาษช่วยจำ  และ card สำหรับสกัด Key success factor ไว้บันทึกเป็นการส่วนตัวด้วย    

          จนกระทั่งเวลา 11.30 น. ซึ่งดูเหมือนว่า การเล่าเรื่องของกลุ่มเสวนาทั้ง 8 กลุ่ม ได้สิ้นสุดลงแล้ว รายการก่อนทานอาหารกลางวัน  เป็นการบรรยาย เรื่อง HRD ในโรงพยาบาลเอกชน  โดยท่าน อ.หมออภิชาติ แห่งโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

          แม้จะเลย 12.30 ไปหน่อย แต่เราท่านเหมือนลืมหิวเพราะเต็มอิ่มทั้งภาคปฏิบัติและภาคทฤษฏีของ HRD  ( กลับกับตอนเรียนหนังสือเลยแฮะ เรียนทฤษฎีก่อนปฏิบัติ )

          13.30 เป็นช่วงเวลาแห่งการรอคอยของทุกท่าน การบรรยาย Chaordic Organization ของท่าน อ.หมอวิจารณ์ นั่นเอง  สำหรับพิธีกรผู้ดำเนินรายการอย่างดิฉัน วันนี้เหมือนจะเข้าใจเรื่อง Chaos ภาคทฤษฎีเป็นอย่างดี เพราะต้องผจญภาคปฏิบัติในความโกลาหลของกำหนดการที่เปลี่ยนแทบทุกรายการ แทบทุกเวลานาที  แต่ในที่สุด ก็คืนรูปลำดับเป็น order ใหม่ที่ดูแล้วจะดีกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

          หลัง break บ่าย เป็นการนำเสนอเรื่องเล่า ทั้ง 8 วง แต่ละวงเล่าเรื่องประทับใจที่สุดในวงโดยเจ้าของเรื่อง 1 เรื่อง  และสรุปภาพรวมโดยประธาน/เลขากลุ่มอีกที  เรื่องราวโดยละเอียดติดตามได้ในบันทึกของ อ.วิบูลย์ นะคะ

          ได้เวลาพักผ่อนแล้วค่ะ  ไปเที่ยวกรุงเก่ากันเถอะ ไปชมแสง สี เสียงกันเถอะ ไปดูว่าวันลอยกระทงของจังหวัดสุโขทัยยิ่งใหญ่ตระการตาเพียงใด  ตั้งแต่เกิดมา ดิฉันก็เพิ่งมีบุญได้ชมคราวนี้แหละค่ะ เพราะ UKM แท้ๆ         

 

         รุ่งขึ้นวันที่ 4 เป็นกระบวนการระดมพลัง card

          ทุกท่านมี Key success factor ของตนเอง  จากเรื่องเล่าของเพื่อนๆในกลุ่ม  แต่ละท่านนำ card ไปติดกับฟิวเจอร์บอร์ดที่เตรียมไว้  เพื่อช่วยกันจัดเป็นหมวดหมู่  ตั้งชื่อหมวดหมู่ เป็น core competence ความสำเร็จของการพัฒนาทุนมนุษย์ (ติดตามได้จากบันทึกของอ.วิบูลย์)

          ตอนท้าย ที่จะขาดเสียมิได้ คือรายการ AAR คราวนี้ ท่าน อ.ประจักษ์ แห่ง มข. ดำเนินรายการได้อย่างสนุกสนาน เรียกเสียงฮาได้ตลอด แถมสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ "AAR รวมหมู่" อีกด้วย โดยแต่ละกลุ่มช่วยกันคิด ช่วยกันเขียน AAR  แล้วส่งตัวแทนนำเสนอ

          UKM ครั้งหน้า อีก 3 เดือนถัดไป  มข. เป็นเจ้าภาพ อ.หมอ JJ บอกว่าได้เตรียมการไว้บ้างแล้ว  จึงมีรายการคุณขอมาขึ้นบัญชีไว้เพี๊ยบ  บ้างก็ขอจองที่นั่ง  บ้างก็เสนอรายการอาหาร  ที่พักผ่อนหลังประชุม ที่ดูงาน ฯลฯ  ดิฉันก็ขอจองด้วยคนนะคะ

          งานเวทีจริงเลิกแล้ว  แต่งานเวทีเสมือน ยังไม่เลิก ยังมีกลิ่นอายของสุโขทัยตามติด Blog มาด้วย  และจะติดอยู่ตลอดไป......