ช่วงบ่ายวันที่ 3 พย.49 น้องนก(วราภรณ์) ICN ได้นัดเจ้าหน้าที่ของเรา ซึ่งผลการทดสอบหาภูมิต่อเชื้อวัณโรคทางผิวหนัง เป็นบวก (จากที่ทดสอบครั้งก่อนเป็นลบ) จำนวน 16 คน (พร้อมผลเอกซเรย์) มาพบหมอนาฎพธู ซึ่งหมอได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการติดเชื้อวัณโรคแก่กลุ่มเจ้าหน้าที่ ทำให้ดิฉันซึ่งนั่งทำงานไปด้วยฟังคุณหมอไปด้วยได้ความรู้ว่าผู้ที่ได้รับเชื้อทุกคน ไม่จำเป็นต้องเป็นวัณโรคทุกคน หลังจากได้รับเชื้อประมาณ 2-8 สัปดาห์หากร่างกายแข็งแรงสามารถทำลายเชื้อได้หมด โดยเมื่อทดสอบผิวหนัง PPD skin test จะให้ผลบวก หมายถึงได้ติดเชื้อแล้วแต่ไม่เกิดโรคเรียก Latent infection ซึ่งผู้รับเชื้อกลุ่มนี้ไม่สามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้
วัณโรคไม่ติดต่อทางสัมผัส ไม่ติดต่อทางเสื้อผ้า หรือเครื่องใช้ จะมีเชื้อบางส่วนอาศัยอยู่ในเม็ดเลือดขาว จนกระทั้งร่างกายอ่อนแอ หรือมีโรค เช่นภูมิคุ้มกันบกพร่อง เชื้อจึงจะเจริญเติบโตและเกิดโรคได้ คาดประมาณว่าร้อยละ10 จะเป็นวัณโรค โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยโรคเอดส์, ผู้ป่วยเบาหวาน, ผู้ป่วยที่ได้รับยา prednisolone หรือยากดภูมิคุ้มกันเป็นเวลานาน หรือเปลี่ยนไต, ผู้ป่วยที่ไตวายเรื้อรัง, ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ทั้งนี้อัตราการติดเชื้อขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง เช่น  ระยะเวลาที่สัมผัส กล่าวคือหากอยู่กับผู้ป่วยวันละ 8 ชั่วโมง(เวลาทำงานนั้นเอง) จะมีโอกาสติดเชื้อสูง,  ผู้ป่วยไอมาก ,  ผู้ป่วยที่รักษาไม่ครบ , ห้องที่อยู่แคบ และถ่ายเทอากาศไม่ดี  ระบบระบายอากาศเป็นระบบปิดไม่มีการเปลี่ยนอากาศใหม่ เพื่อเจือจางอากาศ ซึ่งหากกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวได้รับยา INH กินวันละครั้ง เป็นเวลา 6 เดือนก็จะสามารถลดอัตราการเกิดวัณโรคได้ร้อยละ 5 (แต่ต้องขึ้นอยู่กับว่ามีความคุ้มในการกินป้องกันหรือไม่ )
เป็นที่น่าสังเกตว่า มีเจ้าหน้าที่เอกซเรย์ปีนี้ ผลบวก 3 ราย จะเกี่ยวข้องกับระบบระบายอากาศหรือไม่  ส่วนเวลาทำงานปกติต้องสัมผัสกับผู้รับบริการอยู่แล้ว เป็นโจทย์ของทีม IC และสิ่งแวดล้อมต้องสืบสวนต่อไป