๑๐ ข้อสังเกตในการวิ่งมหิดลวันนี้ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๗
๑ สมองโปร่งโล่งสบาย เพราะงานยักษ์เสร็จสิ้นไปแล้ว ไม่หนักหัวแล้ว วันนี้จึงมาวิ่งแบบปลดปล่อย
๒ คณบดีคณะแพทย์ไม่ได้มาเปิดงานและร่วมวิ่ง เพราะว่าท่านต้องเข้าประชุมสภามหาวิทยาลัยที่บางกอก
๓ คนมาร่วมงานเท่าๆปีที่แล้ว น่าจะเกิน ๒๐๐๐ คน เสื้อวิ่งปีนี้สีเขียว เพราะวันมหิดล ๒๔ กันยายน ๒๕๕๗ ตรงกันวันพุธ (คิดในใจ ใครเป็นผู้บัญญัติสีประจำวันวะ ใครเป็นคนบอกว่า หนึ่งวันอาทิตย์สีแดง สองวันจันทร์สีเหลือง สามวันอังคารสีชมพู สี่วันพุธสีเขียว ห้าวันพฤหัสบดีสีแสด หกวันศุกร์สีฟ้า เจ็ดวันเสาร์สีม่วง)
๔ และเนื่องจากคณบดีไม่อยู่ ท่านรองกันยิกาจึงต้องมาเป็นประธาน ในช่วงกล่าวเปิดงานผมรู้สึกสงสารอาจารย์มาก เพราะคนจัดเขาเขียนบทมาให้หน้าหนึ่งเต็มๆ คงอ่านกันจนเมื่อย แต่อาจารย์เป็นคนเปรื่องปราด ท่านอ่านสาระตอนต้น แล้วข้ามมาบทสุดท้ายอย่างได้ใจความครบถ้วน นั่นเพราะท่านคงรู้ว่าเขาต้องเริ่มวิ่งตอน ๖ โมงเป๊ะ ถ้าอ่านหมดมันก็จะเกินเวลา จึงจัดการรวบรัดได้อย่างเหมาะเจาะ เสียอย่างเดียว ท่านกล่าวเปิดงานปุ๊บก็เดินมาตีโหม่งทันที เล่นเอาพิธีกรงงจนห้ามไม่ทัน เพราะเขาอยากนับถอยหลัง สาม สอง หนึ่ง โหม่ง แล้วออกวิ่งพร้อมกัน แต่ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อยพวกกลุ่มฟันรันได้นับถอยหลังครับ
๕ แทบไม่เห็นเด็กอ้วนเลยในการวิ่งวันนี้ ช่างต่างกับการวิ่งของเทศบาลหาดใหญ่ ที่จัดขึ้นทุกปีเหมือนกัน จำได้ว่าเคยบ่นๆเมื่อปีก่อน "ว่าเด็กอ้วนเยอะมาก และมันวิ่งกันไม่ค่อยไหว" แต่แปลก วันนี้กลับไม่มีเด็กอ้วนเลย มาฉุกใจคิดได้ ว่าเด็กๆเหล่านั้นไม่ได้มาวิ่งนี่นา ไม่เป็นเพราะปิดเทอมก็คงติดช่วงสอบ คงอ่านหนังสือกันจนดึก เด็ก มอ.ว.ก็ไม่มาวิ่ง รวมทั้งลูกสาวผม เพราะพรุ่งนี้สอบ และเก็บแต้มสำหรับเทอมนี้ครบแล้ว มันเป็นช่างตลกจนน้ำตาเล็ด โรงเรียนอยากให้เด็กออกกำลังกาย แต่เลิกเรียนเสียจนเกือบค่ำ บางช่วงเวลาเรียนคาบศูนย์ เด็กเรียนพิเศษกันหัวหมุน ข้อสอบบางวิชาไม่ได้สอนก็ออกมาให้เด็กทำ ลูกผมไม่ได้เรียนพิเศษ แต่ก็กระท่อนกระแท่นผ่านการสอบมาได้ อยากให้เด็กออกกำลังกายโดยสั่งเก็บแต้ม พ่อแม่ต้องมาวิ่งด้วยซ้ำเพื่อช่วยกันเพิ่มแต้มลูก เด็กยุคอนาคตต้องใช้แต้มล่อให้ออกกำลังกาย นึกในใจ คราวหน้าจะไม่ช่วยเก็บแต้มลูกแล้ว รู้สึกตลกจนตดแตกเลยเชียว เด็กไทยก็เลยขยันอ้วนกันต่อไปนะลูก
๖ เจ๊จินสวมเสื้อเขียว รองเท้าสีแดงแปร๊ดออกมาวิ่ง ทำท่าขยันขันแข็ง วิ่งบ้าง เดินบ้าง (แต่คงเดินเสียเป็นส่วนใหญ่) มีบางช่วง แกวิ่งนำผมไป อาศัยการมองรองเท้าสีแดงสดของแก ผมก็พอจะกะระยะทางที่แกนำผมไปได้ แต่บางครั้งแกหายไปจากลานสายตา หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ในใจนึกว่าแกคงฟิตเปรี๊ยะวิ่งนำออกไปแล้ว ส่วนผมก็ยังคงรักษาจังหวะให้คงที่เข้าไว้ และเพียงไม่นานก็เห็นป้ารองเท้าแดงวิ่งอยู่ตรงหน้า อ๋อ...แท้จริงแล้ว แกไม่ได้ไปไหนไกลหรอก เพียงแต่ตัวแกเล็กจนคนที่อยู่ข้างหลังบังมิดเลย
๗ ป้าแต คนที่โพสต์รูปอ่างน้ำบ่อยมาก บ่อยเสียจนผมคิดว่าท่านคงจะเข้าเส้นชัยก่อนผมไปได้อย่างสบาย ปอดแกคงแกร่งกว่าผมเป็นแน่แท้ ที่ไหนได้ ตั้งแต่ออกเริ่มวิ่งจนถึงเส้นชัย จนผมกินข้าวต้มหมด จนผมกลับบ้าน ยังไม่เห็นหน้าป้าแตอีกเลย
๘ วัฒนธรรมการวิ่งยุคใหม่ จะต้องมีการหยุดถ่ายภาพตัวเองกันเป็นระยะๆ ถ่ายเดี่ยวบ้าง หมู่บ้าง ต้องขอบคุณความทันสมัยนะครับ บางคนต้องให้เห็นเหงื่อโชกๆ บางท่านทำท่าขึงขัง ยกนิ้วโป้งกดไลค์ บางคนถ่ายบางมุมของหน้าเพื่อบังรูปลักษณ์ส่วนเกินที่แท้จริง บางท่านเตรียมไม้เซลฟี่มาด้วย เรียกได้ว่า วิ่งที่นี่ เหนื่อยไปถึงอเมริกาเชียวครับ
๙ แต่ก็ยังคงมีวัฒนธรรมดั้งเดิมให้เห็นอันเป็นเสน่ห์ของการวิ่งอยู่ นั่นคือการดื่มน้ำแล้วทิ้งแก้วเกลื่อนถนน คนวิ่งเหยียบดังแกรกกราก ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องทิ้งบนถนน ทำไมไม่ทิ้งในถังขยะ แต่วันนี้ไม่มีถังขยะครับ หรือว่าแม้เตรียมมาก็ไม่ทิ้งลงถัง เพราะประเพณีการวิ่ง ต้องทิ้งลงบนถนนเท่านั้น มิน่า ทุกสัปดาห์ พี่โอ๋เจ้าแม่แลปเค็มจึงต้องมาเดินเก็บขยะที่เกลื่อนม.อ. ก่อนหน้านี้แกเก็บได้เต็มถุงทุกครั้ง แต่สัปดาห์ล่าสุดเก็บไปไหวเสียแล้ว เพียงครึ่งถุงก็หน้ามืด คนอายุมากขึ้นมาเดินก้มๆเงยๆก็ได้เรื่องเลย เดี๋ยวจะเอาเรื่องนี้ไปเสนอ ผอ.โรงเรียนมอ.ว.ให้ครับ ให้เด็กเก็บแต้มทำดีโดยการเดินเก็บขยะในม.อ.ทุกสัปดาห์ ผมกลัวอย่างเดียว เดี๋ยวท่านบอกนักเรียนให้พ่อแม่มาร่วมเก็บแต้มด้วยอีก งานนี้เอิกเกริกแน่ๆ
๑๐ วันนี้อากาศดีมากครับ ตลอดการวิ่งมีลมเย็นพัดมาปะทะหน้าตลอดเลยครับ ผ่านอ่างน้ำก็มีหมอกปกคลุมหนามาก นึกในใจพร้อมความตื้นตัน นี่ฉันไม่ได้เห็นภูมิทัศน์งดงามในม.อ.เช่นนี้มานานเท่าไหร่แล้ว ตั้งแต่ย้ายบ้านออกไปอยู่ข้างนอก ก็แทบเป็นคนแปลกหน้าสำหรับอ่างน้ำม.อ.รูปหัวใจนี้ไปเลย ส่องมองผ่านหน้าเฟซของเพื่อนๆก็ไม่ค่อยเห็นหมอกแบบนี้ วันนี้จึงเป็นวันที่ดีอีกวันหนึ่ง ครั้นเมื่อวิ่งเสร็จก็พบว่า หมอกนั้นเราทำได้ เพราะผู้จัดเขาบริการพัดลมพ่นไปน้ำ ๒ ตัวไว้ตรงทางเดินเข้าตึกแดง ทั้งเย็นทั้งชื้นสบายตัว ขอบคุณนะครับ ชื่นใจจริงๆ หนำซ้ำ เช้าวันนี้พระอาทิตย์ก็ถูกกลบบดบังไปด้วยกลุ่มหมอกหนาทึบจนเราเห็นเป็นดวงสีเงิน อาเจ๊รองเท้าแดงท่านถามว่า "นั่งดวงจันทร์หรือดวงอาทิตย์กันแน่นะ"
๑๑ เป็นข้อแถม ระหว่างวิ่งช่วงหนึ่ง ผมแอบตดดัง "ปุ๊ด" อ่านดีๆนะครับ ปุ๊ด ไม่ใช่ ปู๊ด มันจึงเป็นเสียงที่เล๊ดลอดออกมาอย่างเบาๆและไม่ใคร่เต็มใจเท่าไหร่นัก ไม่รู้ว่าจะมีคนได้ยินหรือไม่ อันที่จริงก็ไม่อยากตดหรอก เพียงแต่ช่วงนี้ผมกินยา augmentin เพื่อรักษาอาการติดเชื้อในไซนัส ท้องไส้มันจึงปั่นป่วนมากหน่อย แต่ด้วยผลจากยา มันเลยทำให้ตดไม่เหม็น ขี้ไม่เหม็น ปากไม่เหม็น ขอโทษคนที่วิ่งด้านหลังนะครับ อิอิ
งานวิ่งหมิดล เป็นงานประเพณีของคณะแพทย์ แต่ละปีมีคนมาร่วมงานมากมาย วิ่งไปได้บุญไป เพราะเงินที่ได้รับมาจากค่าสมัครจะสมทบทุนเข้ากองทุนมูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เพื่อใช้ประโยชน์แก่ผู้ป่วยต่อไป
ขอบคุณนะครับ ที่มาวิ่งกัน
ธนพันธ์ ชูบุญเพื่อการวิ่งออกกำลังกายเสริมสุขภาพ
๒๘ กันยายน ๒๕๕7
อยากเห็นภาพ
เจ๊จินสวมเสื้อเขียว รองเท้าสีแดงแปร๊ด