ผมยังหวังว่าเวทีครั้งนี้จะทำให้น้องๆ ทีมกระบวนกรรู้จักทักษะต่างๆ ของตนเองมากกว่าที่ผ่านมา

ผมมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า สถานการณ์จะสร้างวีรบุรุษ สถานการณ์จะทำให้แต่ละคนรู้ว่าตนเองมีศักยภาพมากน้อยแค่ไหน


กรณีดังกล่าวนี้ ผมไม่ได้เดินทางไปร่วมโครงการพัฒนาแผนและยุทธศาสตร์การพัฒนานิสิตระหว่างวันที่ ๒๓-๒๕ กันยายน ๒๕๕๗ ณ พันล้านรีสอร์ท จังหวัดหนองคาย

ครับ-ไม่ได้ไป ทั้งๆ ที่คิดและขีดเขียนโครงการนี้กับมือตนเอง




ก่อนการเดินทาง ผมนั่ง “สอนงาน” ให้กับผู้รับผิดชอบหลัก เพื่อให้เป็น “แกนกลาง” ในการถ่ายโอนงานไปยังคนอื่นๆ ด้วยการยึดหลักการทำงานคือการเชื่อมประสานให้คนอื่นๆ มาช่วยงานให้มากที่สุด และให้พยายามใช้คนให้ตรงกับงาน พร้อมๆ กับการย้ำเน้นว่าขอให้เวทีนี้เป็นเวที “พัฒนาศักยภาพ” บุคลากรในองค์กรไปในตัว

ครับ-ผมอธิบายกระบวนการในเชิงหลักคิดและวิธีการอย่างละมุนละม่อม เป็นการสอนงานแบบไพเราะที่สุดเท่าที่ผมเคยสอนคนมา  มิหนำซ้ำก่อนเลิกงานยังขีดเขียนกระบวนการให้ไปศึกษาอีกรอบว่าจะเปิดเวทีอย่างไร  รวมถึง (ควร)  จัดวางกระบวนการในแต่ละห้วงตอนอย่างไร เพื่อรองรับการเรียนรู้ร่วมกันให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะพึงกระทำได้





ขอยืนยันตรงนี้ว่า  เป็นการออกแบบกระบวนการตามประสบการณ์ตรงของผม  แต่ไม่ใช่การ "ครอบงำ" ว่าต้องทำแบบนี้  ตรงกันข้ามกลับย้ำอย่างหนักแน่นว่า "ขอให้ทำความเข้าใจและปรับประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสม จะใช้ทั้งหมด หรือเลือกเอาไปใช้เพียงบางส่วนก็ได้ ทุกอย่างขอให้ดูสถานการณ์ และทุกอย่างให้เน้นกระบวนการเป็นหัวใจหลัก กระบวนการดี ย่อมได้ผลลัพธ์ที่ดี  หรือหากยังไม่สามารถวิเคราะห์หยั่งลึกและเชื่อมโยงอันใดได้ - เดี๋ยวกลับมา ผมจะเติมเต็มให้อีกที"

และหนึ่งในกระบวนการที่น้องๆ นำไปใช้ก็คือ “รู้จักฉันรู้จักเธอ” ...




พวกเขาเปิดเวทีด้วยกิจกรรมนันทนาการสร้างความตื่นตัวเหมือนที่เคยทำมา จากนั้นก็ให้แต่ละคนวาดภาพในหัวข้อ "ความสุข" ผ่านพื้นที่ 4 ช่อง หรือ 4 สถานีชีวิตที่ประกอบด้วย "อดีต ปัจจุบัน อนาคต และอะไรก็ได้"  เมื่อวาดเสร็จ ให้จับกลุ่มบอกเล่าเรื่องราวสู่กันฟัง  สลับกลุ่มไปตามห้วงเวลาที่มี

กิจกรรมดังกล่าวเป็นการละลายพฤติกรรมในแบบฉบับ "บันเทิงเริงปัญญา" บูรณาการศาสตร์หลากแขนงเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งการวาดภาพ (ทัศนศิลป์) เล่าเรื่อง (วาทะศิลป์)  รวมถึงการผูกโยงหลักของการสร้างทักษะแห่งการฟัง การจับประเด็น การสื่อสารสร้างสรรค์ ทักษะการคิด ฯลฯ

นอกจากนี้ "รู้จักฉันรู้จักเธอ" ยังซ่อนนัยสำคัญของให้แต่ละคนได้ทบทวนชีวิตตนเอง ชำระร่องรอยบางอย่างของตนเองผ่านงานศิลปะ (ศิลปะบำบัด) และเชื่อมร้อยเข้าสู่การเปิดเปลือยตัวเองให้คนรอบข้างได้เข้ามาเรียนรู้ อันเป็นกลยุทธแห่งการแบ่งปัน อาทร






รู้จักฉันรู้จักเธอ- คือกระบวนการที่ลุ่มลึกในทางจิตวิญญาณ  หากใช้เวลามากๆ กับกิจกรรมนี้ จะทำให้สัมผัสถึงความงดงามของชีวิต  สัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลง (Transformation) อย่างสร้างสรรค์ร่วมกัน  และเป็นการช่วยให้ผู้เข้าร่วมเวทีผ่อนคลาย สนิทกันมากขึ้น ง่ายต่อการขับเคลื่อนการเรียนรู้ในเวทีนั้นๆ...

ผมไม่ได้อยู่ในเวทีดังกล่าว แต่ก็เชื่อว่าน้องๆ จะทำหน้าที่กระบวนกรกันได้ไม่ขี้เหร่นัก ดีไม่ดีอาจทำได้ดีมากกว่าผมเสียด้วยซ้ำ

หรือถ้าจะมีจุดอ่อนบ้างก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของการวิเคราะห์เชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆ เข้ามาเป็นโจทย์ชวนคิดชวนเสวนาเสียมากกว่า  เพราะพวกเขายังขาดทักษะกระบวนคิดเช่นนั้นอยู่มาก...

          เช่นเดียวกับหากพวกเขาสามารถวางทีมงานนั่งประจำเป็น (เสมือน) กระบวนกรในกลุ่มย่อม เฝ้าฟังและสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วมต่อเรื่องที่แต่ละคนกำลังเล่า  แล้วจับประเด็นว่าเป็นเรื่องอะไร สำคัญอย่างไร เหมือนและต่างกันอย่างไร-ผมว่าตรงนั้นแหละ คือเสน่ห์ในทางเนื้อหาที่ซ่อนรูปในกระบวนการรู้จักฉันรู้จักเธอ





ครับ-รู้จักฉันรู้จักเธอ  ไม่เพียงทำให้ผู้เข้าร่วมกระบวนการรู้จักตัวเอง รู้จักคนรอบข้างและรู้จักการแบ่งปันเรื่องราวต่อกันและกัน  รวมถึงการรู้จักทักษะต่างๆ ดังที่กล่าวข้างต้น ผมยังหวังว่าเวทีครั้งนี้จะทำให้น้องๆ ทีมกระบวนกรรู้จักทักษะต่างๆ ของตนเองมากกว่าที่ผ่านมา

แน่นอนครับ-ผมเพียงแต่ลุ้นๆ ว่าสถานการณ์ที่ไม่มีผม  คงช่วยให้พวกเขาได้ยินเสียงอันกังวานใสในตัวเองได้มากขึ้น หรือพูดง่ายๆ ก็คือการที่พวกเขาจะได้รู้จักตนเอง รู้จักทักษะแห่งการเป็นกระบวนกรในตัวเองมากยิ่งขึ้นนั่นเอง




๒๔ กันยายน ๒๕๕๗
หนองคาย