ครูไทยในศตวรรษที่21
ลักษณะครูดี ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันได้พระราชทานโอวาทแก่ครูอาวุโสเมื่อ 29ตุลาคม 2522 มีความเกี่ยวข้องกับครูที่ดี 3 ประการ กล่าวคือ ปัญญา คือความรู้ดี แน่นแฟ้นกระจ่างแจ้งในใจ รวมทั้งฉลาดที่จะพิจารณา ความดี คือ ความสุจริต ความเมตตากรุณา เห็นใจปรารถนาดีต่อผู้อื่นโดยเสมอหน้า และประการสุดท้าย ความสามารถที่จะเผื่อแผ่และถ่ายทอดความรู้ความดีของตนไปยังผู้อื่นอย่างได้ผล ท่านพุทธทาสได้กล่าวถึงครูดีไว้ว่า ครูดีต้อง 3 สุ ได้แก่ สุวิชาโน มีความรู้ดี สุสาสโน สอนดีมีเทคนิค ตั้งใจสอน สุปฏิปันโน มีความประพฤติดี และต้องมี 4 เต็ม ได้แก่ สอนให้เต็มหลักสูตร เต็มเวลา สอนด้วยความเต็มใจ และเต็มความสามารถ นฤมล บุลนิม (2544.)ได้ศึกษาคุณลักษณะและกระบวนการถ่ายทอดของครูไทยในอดีตและปัจจุบัน พบว่า ครูไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน สั่งสมความเป็นครูมาตั้งแต่วัยเด็ก ได้ถูกหล่อหลอมจากครอบครัว สังคมและสิ่งแวดล้อม จนมีภูมิแห่งครูที่เป็นพื้นฐานไปสู่การเป็นครูดี ในภูมิแห่งครูกล่าวคือ การนำภูมิรู้กับภูมิธรรมมาสอนบูรณาการเข้าด้วยกันหรือมักจะได้ยินคำว่า ครูต้องมีทั้งศาสตร์และศิลป์ ในการจัดการเรียนรู้วิชาการและชีวิตมนุษย์ ซึ่งครูแต่ละคนนำนิสัยและพฤติกรรมที่ดีของตนเองมาใส่ในตัวนักเรียน ดังนั้นนักเรียนหนึ่งคนถูกหล่อหลอมบุคลิกภาพจากครูหลายคน เพราะครูคือผู้ที่ให้ความรู้ที่ไม่จำกัด เป็นผู้เติมเต็ม เป็นผู้มีเมตตา เป็นผู้เต็มไปด้วยความรู้ และรู้จักขวนขวายหาความรู้ใหม่ ๆ สะสมความดี มีจิตวิญญาณของความเป็นครู สามารถให้คำแนะนำเพื่อความเจริญของศิษย์
ยนต์ ชุ่มจิต(2541 :22-23) ได้แบ่งประเภทของครูตามลักษณะของงานเป็น 4 ปะเภทประเภทแรกคือ ครูประจำบ้าน ซึ่งได้แก่ พ่อ แม่ ซึ่งถือว่าเป็นครูคนแรกของลูก ประเภทที่สอง คือครูประจำโรงเรียน ได้แก่ครูอาจารย์ที่สอนนักเรียนตามโรงเรียนหรือสถานศึกษาต่าง ๆ จะกระทำโดยจิตสำนึก ประเภทที่สามคือครูประจำวัด คือพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาหรือนักบวชในศาสนานั้น ๆ ทำหน้าที่เผยแพร่หลักธรรมคำสอนให้ประชาชนมีศีลธรรม คุณธรรมประจำใจ และประเภทที่สี่ ครูประจำโลก ได้แก่พระบรมศาสดาของพระพุทธศาสนาและศาสดาของศาสนาต่าง ๆ ที่ได้ค้นพบหลักธรรมคำสอนอันประเสริฐแล้วนำมาเผยแพร่อบรมให้มนุษย์ในโลกได้รู้ได้เข้าใจและนำไปประพฤติปฏิบัติเพื่อความสุข ความเจริญและความร่มเย็นแห่งชีวิต ในความแตกต่างของครูในอดีตและปัจจุบันที่เห็นได้ชัดเจน คือ ครูในอดีตสอนสิ่งที่ตนเองมีอยู่แล้ว รู้แล้วอย่างเชี่ยวชาญ แต่ครูสมัยใหม่มีวิชาที่สอนมาก ต้องสอนในสิ่งที่ตนยังไม่เคยมีและไม่เชี่ยวชาญมาก่อน เพราะฉะนั้นการเตรียมครูจะต้องคำนึงถึงเงื่อนไขที่ว่า ครูต้องสอนสิ่งที่เคยรู้มาก่อน ดังนั้นเพื่อที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้ครูได้ปรับเปลี่ยนบทบาให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต การเตรียมครูในอนาคตต้องเน้นหนักในเรื่องการเข้าสู่ความรู้ การคำนึงถึงผู้เรียนและเจตจำนง ที่จะส่งผลดีให้กับผู้เรียน การฝึกให้ครูดีจะต้องเป็นการบูรณาการวิชาการกับวิชาชีวิตโดยพิจารณาถึงผู้เรียนเป็นสำคัญ การเรียนรู้ร่วมกัน การเรียนรู้วิธีการเรียนและการใฝ่รู้ใฝ่เรียน ศาสตราจารย์กิตติคุณสุมน อมรวิวัฒน์ ราชบัณฑิตประเภทสังคมศาสตร์ สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ ได้กล่าวถึงบทบาทครูในศตวรรษที่ 21 ว่าครูต้องรู้จักปรับเปลี่ยนการจัดการเรียนรู้ เปลี่ยนบริบทการเรียนรู้ ที่ให้นักเรียนสามารถรู้จักหาคำตอบและตั้งคำถามด้วยตัวเอง อาจจะผ่านสื่อที่มีอยู่รอบตัว รู้จักคิดเชิงบวก มีเหตุมีผล คิดวางแผนต่อไปในอนาคตเป็น เนื่องด้วยเด็กทุกคนเกิดมามีทุนติดตัวที่ไม่เท่ากันทั้งการอบรมเลี้ยงดู สภาพแวดล้อมที่เขาเกิด ครูจึงมีหน้าที่เสริมเติมเต็มให้เด็กเขามีกำไรในชีวิตโดยเฉพาะทักษะชีวิตที่ต้องให้เพราะการดำรงชีวิตของคนเราไม่เหมือนเดิม ทั้งสภาพแวดล้อม สังคม และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
จากแนวคิดหลายๆคนที่ได้กล่าวมาพอสรุปได้ในมุมมองที่ตนเองเป็นครูไทยที่พร้อมที่จะก้าวสู่ความเป็นครูในโลกยุคใหม่เพื่อสร้างอนาคตของการศึกษาไทย ได้มองเห็นถึงเรื่องทักษะชีวิตที่เป็นเรื่องที่ท้าทายและเห็นว่ามีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ซึ่งได้แก่ความเป็นผู้นำ ความมีจริยธรรม การรู้จักรับผิดชอบ ความสามารถในการปรับตัว การรู้จักเพิ่มพูนประสิทธิผลของตนเอง ความรับผิดชอบต่อตนเอง ทักษะในการเข้าถึงคน ความสามารถในการชี้นำตนเอง และความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งทักษะชีวิตเป็นความสามารถของบุคคลที่จะจัดการกับปัญหาต่างๆรอบตัวในสภาพสังคมปัจจุบันและเตรียมพร้อมสำหรับการปรับตัวในอนาคตเพราะการพัฒนาเสริมสร้างทักษะชีวิตเป็นภูมิคุ้มกันชีวิตให้แก่เด็กและเยาวชนจึงเป็นภารกิจสำคัญที่จะต้องมีการจัดการเรียนรู้ซึ่งสอดคล้องตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยเสริมสร้างทักษะชีวิตในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โดยใช้กิจกรรมที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมค้นพบความรู้หรือสร้างความรู้ด้วยตนเองซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะชีวิตในด้าน การคิดอย่างมีวิจารณญาณ ในการบูรณาการหรือสอนแทรกทักษะชีวิตใน กลุ่มสาระการเรียนรู้ ที่พัฒนาทักษะชีวิตด้วยเทคนิคคำถาม R – C – Aโดยครูหรือผู้จัดกิจกรรม เป็นผู้ตั้งคำถามหลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเปิดเผยตัวเอง ผ่านการสะท้อนความรู้สึกหรือมุมมอง(Reflect)ได้คิดเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับประสบการณ์เดิมของผู้เรียน(Connect)และได้ประยุกต์ความรู้นั้น(Apply) ไปใช้ในชีวิตจริงของผู้เรียน ที่ครูได้ทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ในการสร้างเยาวชนไทยให้มีความรู้ สร้างชาติไทยให้เข้มแข็งและก้าวหน้าด้วยพื้นฐานการศึกษา รวมถึงเป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุน กระตุ้นให้สังคมเปี่ยมด้วยคุณธรรมจริยธรรม ด้วยกิจกรรมที่เกิดจากภูมิรู้และภูมิธรรมของครูที่เตรียมพร้อมในการจัดการเรียนรู้สู่อนาคต ไปช่วยพัฒนา ต่อเติมและประยุกต์ให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนและเพิ่มความสามารถในการปรับตัวให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกด้วยทักษะชีวิตด้านการคิดได้อย่างรอบด้านและสร้างสรรค์
จากการที่ได้กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าบทบาทของความเป็นครูไทยในศตวรรษที่ 21 ต้องรู้จักสอดแทรกทักษะชีวิตในบทเรียน เพื่อเสริมทักษะการเรียนรู้และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ให้กับนักเรียน ในการแยกแยะข้อมูลข่าวสาร ปัญหา และสถานการณ์รอบตัว วิพากษ์วิจารณ์และประเมินสถานการณ์รอบตัวด้วยหลักเหตุผลและข้อมูลที่ถูกต้อง รับรู้ปัญหา สาเหตุของปัญหา หาทางเลือกและตัดสินใจแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ทำให้รู้จักการรู้คิดซ้อนคิด (Metacognition) และการเรียนเพื่อเรียนรู้ ซึ่งในเด็กระดับประถมศึกษาต้องสามารถควบคุมขั้นตอนการเรียนรู้ของตนเองได้ ว่าอะไรที่พวกเขารู้บ้าง อะไรบ้างที่เขายังไม่รู้ และเมื่อไม่รู้จะต้องทำอย่างไร ขั้นตอนเหล่านี้จะเป็นลักษณะของจิตนิสัย ในด้านความมุมานะ การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การรู้จักสังเกต และรู้จักปรับเปลี่ยนระบบการเรียนได้จากประสบการณ์ที่หลากหลายที่ได้สอดแทรกอยู่ในหลักสูตรใหม่ภาพของโรงเรียนจะเปลี่ยนจากการเป็นสิ่งก่อสร้างเป็นภาพของการเป็นศูนย์รวมประสาท (nerve centers) ที่ไม่จำกัดอยู่แต่ในห้องเรียน แต่จะเชื่อมโยงครู นักเรียนและชุมชน เข้าสู่ขุมคลังแห่งความรู้ทั่วโลก