กรุงแตก,พระเจ้าตากฯและประวัติศาสตร์ไทย

เมื่อครั้งเรียนป.โท ไทยศึกษารามคำแหง วิชาระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์ ในช่วงเรียนระเบียบวิธีวิจัยทางประวัติศาสตร์ กับท่าน ผศ.พรรณงาม เง่าธรรมสาร ท่านมอบหมายงานมาหนึ่งชื้น คือวิจารณ์หนังสือ ซึ่งผมเลือกหนังสือของ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์อันเลื่องชื่อ หนังสือ กรุงแตก,พระเจ้าตากฯและประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งอ่านแแล้วชอบมาก ดังนั้น บันทึกแรก จึงจะนำงานที่วิจารณ์หนังสือเล่มนี้มาให้เพื่อนๆพี่ๆ ครูบาอาจารย์ได้ลองอ่านและ วิจารณ์ดู

.

.

.

.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นับเป็นนักประวัติศาสตร์ที่สร้างพลวัตในแวดวงวิชาประวัติศาสตร์ไทย ในการตั้งคำถามและคำตอบทางวิชาการที่แหลมคม ท้าทายแนวความคิดเก่าอันเป็นผลจากการผลิตแนวทางวิชาประวัติศาสตร์ของ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตั้งแต่สมัยเรียนระดับปริญญาโท ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยการเขียนบทความเรื่อง ลัทธิบูชาเสด็จพ่อ ร.5 ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมต่อผู้นับถือสมเด็จพระปิยะมหาราชจำนวนมาก และเมื่อสำเร็จการศึกษาระดับ ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกาและได้เข้ามาสู่แวดวงการศึกษาประวัติศาสตร์ในสถาบันอุดมศึกษาของไทย นิธิ เอียวศรีวงศ์ ยังได้ผลิตผลงานทางวิชาการที่ท้าทายกับแนวความคิดเดิม อันทำให้วงวิชาการประวัติศาสตร์เกิดการโต้เถียงซึ่งเกิดการตั้งคำถามกับเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เรียนรู้มาแต่ดั้งเดิมนั้น เช่นในเอกสารเรื่อง พงศวดารกรุงศรีอยุธยาในประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ชี้ให้เห็นว่า พงศาวดารที่ชำระในสมัยรัตนโกสินทร์นั้น ชี้เหตุผลหลายประการถึงการล่มสลายของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาซึ่งเป็นผลมาจากการปกครองจากราชวงศ์บ้านพลูหลวงที่มีการสร้างความเดือดร้อนนานาปการ และลักษณะพระอุปนิสัยที่ผิดปกติบางประการของกษัตริย์ราชวงศ์นี้ซึ่งทำให้กรุงแตกและเป็นเหตุผลให้ราชวงศ์ที่ขึ้นมาปกครองใหม่มีความชอบธรรม เป็นต้น ซึ่งงานวิชาการของนิธิ เองทำให้เกิดปัญญาได้ขบคิดถึงกระบวนการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่เรียนมา นิธิ เอียวศรีวงศ์ ยังตอกย้ำความอ่อนด้อยทางวิชาการของผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ซึ่งยังไม่พัฒนาเต็มที่ นิธิ จะพอใจที่จะใช้คำเรียกนักประวัติศาสตร์ว่า “นักเรียนประวัติศาสตร์”( ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ, 2553:14) เพื่อเตือนให้ตัวเองและผู้อ่านพัฒนาตัวเองอยู่เสมอหนังสือกรุงแตก, พระเจ้าตากฯและประวัติศาสตร์ไทย ว่าด้วยประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์นิพนธ์ นี้เป็นหนังสือที่บทความที่ลงตีพิมพ์ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ซึ่งประกอบด้วยบทความจำนวน 8 เรื่องด้วยกันคือ 

.

1.200 ปี ของการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยและทางข้างหน้า

2.ท่านจันทร์ฯกับประวัติศาสตร์ล้านนา

3.เมื่อไม่มีตำแหน่ง “แม่ขุน” ก็ไม่มีตำแหน่ง “พ่อขุน

4.กรุงแตก : ราชอาณาจักรอยุธยาสลายตัว</li><li>

5.จากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีถึงสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ</li><li>

6.พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯจากอีกแง่มุมหนึ่ง</li><li>

7.จากรัฐชายขอบถึงมณฑลเทศาภิบาล: ความเสื่อมสลายของกลุ่มอำนาจเดิมในเกาะภูเก็ต</li><li>

8.นครศรีธรรมราชในราชอาณาจักรอยุธยา</li><li>

.

บทความที่ 1 200 ปี ของการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยและทางข้างหน้า เป็นบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารศิลปวัฒนธรรม เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2529 ผู้เขียนได้เขียนถึงประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยนั้นเป็นสมบัติของชนชั้นสูงสองกลุ่ม คือ ชนชั้นสูงทางศาสนา และ ชนชั้นสูงทางการเมือง คือ วัดและราชสำนักเท่านั้น ซึ่งในช่วง200 ปีที่ผ่านมานี้ แวดวงประวัติศาสตร์ได้ผ่านการจังหวะที่คึกคัก 3 ครั้งด้วยกันคือ เมื่อต้นรัตนโกสินทร์ เมื่อช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงสมัยสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และสมัยประมาณ ปี พ.ศ. 2500 ถึง พ.ศ. 2525 ซึ่งสมัยต้นรัตนโกสินทร์นั้นผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า หลังจากการเสียกรุงศรีอยุธยาเป็นภาวการณ์ที่เร่งเร้าให้ค้นหาตนเองในหมู่ชนชั้นนำ ว่าอะไรคือคือความเข้มแข็งของอยุธยาที่ต้องรักษาไว้ และอะไรคือความอ่อนแอของอยุธยาที่ต้องขจัดออกไป ซึ่งนับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้มีการคัดลอกพระราชพงศาวดารของเก่าขึ้นเก็บไว้(ฉบับหลวงประเสริฐ) และชำระพระราชพงศาวดารครั้งใหญ่แล้ว เช่น พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ และสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้มีการชำระพระราชพงศาวดารอยุธยาขึ้นใหม่คือฉบับพันจันทนุมาศ สองครั้ง ในปลายรัชกาล พระราชพงศาวดารก็ได้มีการชำระจนสำเร็จสิ้นรัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรีและการขึ้นครองราชสมบัติ คือฉบับบริติชมิวเซียมหรือฉบับพระพนรัตน์ ซึ่งสมเด็จพระพนรัตน์ ได้มีงานประวัติศาสตร์เรื่องสำคัญคือ จุลยุทธกาลวงศ์ ซึ่งมีการใช้หลักฐานในภาษาบาลี ที่แต่งขึ้นทางภาคเหนือ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผนวกจารีตของประวัติศาสตร์นิพนธ์คือ จารีตของวังคือพระราชพงศาวดาร และ จารีตของวัดคือตำนาน เข้าด้วยกัน ซึ่งผู้เขียนมองว่า เป็นพัฒนาการในการขยายแหล่งข้อมูลของพระราชพงศาวดารให้ครอบคลุมและมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ในสมัยจักรวรรดินิยมตะวันตก อยู่ในยุคสมัยที่ต้องผจญกับการขยายแสนยานุภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของตะวันตก ผู้เขียนมองว่า ในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสังคม การแต่งตัว หรือการส่งฑูตไปยุโรปในยุคนี้ได้นำเอาวัฒนธรรมตะวันตกมาปรับใช้มากมาย เป็นการสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งความสนใจในอดีตนั้น เริ่มขึ้นจากการค้นพบและให้ความสนใจศิลาจารึกหลักที่ 1 ตั้งแต่ยังขึ้นครองราชย์สมบัติ และยังโปรดให้ชำระพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีผู้ร่วมชำระด้วยคือกรมหลวงวงศาธิราชสนิท ซึ่งนักประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่สองพระองค์คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าและสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้มีงานพระนิพนธ์ในวชิรญาณ, วชิรญาณวิเศสและเทศาภิบาล งานประชุมพงศาวดาร โดยมีงานค้นคว้าที่สำคัญ คือไทยรบพม่า ตำนานการเลิกบ่อนเบี้ยและหวย ตำนานวังหน้า ตำนานพุทธเจดีย์สยาม ฯลฯ ในช่วงประวัติศาสตร์ไทยที่ถูกจักรวรรดินิยมคุกคามนั้น ผู้เขียนได้ตั้งข้อสังเกตว่า ปัญญาชนที่ทำงานด้านประวัติศาสตร์ล้วนแต่เป็นนักเรียนใน ไม่ว่าจะเป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, กรมหลวงวงศาธิราชสนิที,พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว , สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ก.ศ.ร.กุหลาบ(หรืออาจนับสมเด็จฯกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ) พระยาโบราณราชธานินทร์ และพระยาประชากิจวรจักร ซึ่งผ่านการศึกษาแบบเก่าก่อนหน้าการปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 5 ผู้เขียนอธิบายว่าเป็นช่วงที่เหล่าผู้นำไทยกำลังเผชิญวิกฤติทางเอกลักษณ์ ที่เป็นผลพวงมาจากจักรวรรดินิยมตะวันตก หลังจากนั้น หลัง พ.ศ. 2475 แนวการเขียนหนังสือก็เปลี่ยนไป บางเล่มเชิดชูรัชกาลที่ 7 โจมตีคณะราษฎร ฯลฯ ซึ่งเป็นผลพวงจากการปฏิวัติ แต่ก็ยังมี ขุนวิจิตรมาตราที่ เขียนความเป็นมาของชาติ ใน “หลักไทย” และในช่วงดังกล่าว จนถึงปี พ.ศ. 2500 กล่าวได้ว่าเป็นช่วงภาวะซบเซาทางการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย แต่ก็มีบุคคลที่โดดเด่นคือ กรมหมื่นพิทยลาภพิทยากร และพระยาอนุมานราชธน ซึ่งก็มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับนักปราชญ์ยุคก่อนหน้านั้น และบุคคลที่โดดเด่นที่สุดอีกคนคือ หลวงวิจิตรวาทการ งานประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ในยุคนี้จะเป็นผลงานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ยุโรป งานประวัติศาสตร์ไทยก็ลอกของเก่า โดยแทรกการปลุกใจและบูชาวีรบุรุษชาติ ในจังหวะที่สาม เสี้ยวแรกของศตวรรษที่ 26 เป็นช่วงที่มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับสหรัฐอเมริกา และมีนักเรียนไปศึกษาต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยนั้นก้าวหน้า โดยมีนักประวัติศาสตร์ยุคแรกๆผลิตผลงานออกมาตั้งแต่ ปี 2500 เป็นต้นมาเช่น ศ.ขจร สุขพานิช , ศ. ประเสริฐ ณ นคร การจัดสัมมนาทางประวัติศาสตร์ครั้งแรกของกรมศิลปากร โดยการนำของธนิต อยู่โพธิ์ อธิบดีในสมัยนั้น แนวทางการศึกษาตำนานของมานิต วัลลิโภดมหรือการลงสำรวจพื้นที่จริงของ รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม และแนวทางการวิเคราะห์ประวัติสาสตร์แนวใหม่ก็อยู่ในยุคนี้ เช่นจิตร ภูมิศักดิ์ เป็นต้น กล่าวคือในช่วงยุคสมัยการศึกษาตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2500 เป็นต้นมาได้เจริญก้าวหน้า เป็นอันมาก ไม่ว่าจะมองในด้านหลักฐาน การวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์ เนื้อหาทางประวัติศาสตร์หรือด้านวิธีทางประวัติศาสตร์</li><li>

.

.
บทที่
2 ท่านจันทร์กับประวัติศาสตร์ล้านนาเป็นบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารศิลปวัฒนธรรม เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2535 ซึ่งเขียนร่วมกับ ศ.สรัสวดี อ๋องสกุล บทความที่นำเสนอเรื่องของ หม่อมเจ้าจันจิรายุ รัชนี ในการศึกษาประวัติศาสตร์ล้านนา โดยบทความชื่อ สำรวจศิลาจารึกในแง่อวิชชา ซึ่งเป็นบทความในการสำรวจลำดับกษัตริย์ล้านนาและสุโขทัย ซึ่งท่านจันทร์ทรงใช้จารึกสุวรรณมหาวิหาร จังหวัดพะเยา ีจารึกวัดพระยืน จังหวัดลำพูน ตรวจสอบลำดับกษัตริย์ ของล้านนายุคต้นๆของราชวงศ์มังราย โดยพบว่า กษัตริยืที่ทรงพระนามคำพู หรือคำฟูน่าจะมีสองพระองค์ เนื่องจาก วัดสุวรรณมหาวิหารมีตอนหนึ่งว่า “ มังรายกินเมืองเนื่องมาเถิงเจ้าคราม ตามต่อท้าวแสนพู คำฟู ผายู ท้าวกิลนา” และงานพระนิพนธ์อีกชิ้นที่น่าสนใจที่ทำร่วมกับพระธัมมทัตโตภิกขุ คือตำนานต้นผีไทย โดยรวบรวมคำสัมภาษณ์ผู้สูงอายุในภาคเหนือ โดยเป็นเรื่องราวปรัมปราคติ ปรัมปรานิทานของภาคเหนือ การกำเนิดมนุษย์ กำเนิดโลก ฯลฯ โดยจุดเริ่มต้นของการศึกษาต้นผีไทย นั้นอาจจะบอกเล่าถึงความเป็นมาของคนไทย ที่ท่านจันทร์ทรงเสนอว่าคนไทยคงมีถิ่นเดิมอยุ่ที่แถวราชบุรี กาญจนบุรี และนครปฐมโดยอ้างกระเบื้องจารภาษาไทยที่พบที่วัดราชบุรี ท่านทรงใช้ตำนานต้นผีไทย มาเป็นเครื่องยืนยันว่าคนไทยมีความเชื่อเรื่องผีมานานแล้ว เพราะเห็นความสัมพันธ์เรื่องผี หรือเทพบางองค์ที่ไทยภาคกลางและล้านนานับถือ เช่นชื่อปู่สังกสา ย่าสังกไส้ ซึ่งการวิจารณ์งานของท่านจันทร์ของผู้เขียนเอง มีความน่าสนใจคือ การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของท่านจันทร์ที่มีแนวทางที่นำไปสู่การค้นหาคำตอบถึงความเป็นมาของคนไทย</li><li>

.

.บทที่ 3 เมื่อไม่มีตำแหน่ง “แม่ขุน” ก็ไม่มีตำแหน่ง “พ่อขุน” เป็นบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารศิลปวัฒนธรรม เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2530 ผู้เขียนได้วิเคราะห์ว่า ตำแหน่งพ่อขุนมีใช้อยู่ศิลาจารึกสองหลักเท่านั้นคือ จารึกหลักที่ 1 และหลักที่2 ซึ่งคำว่าพ่อขุนมี สองนัยยะคือ เป็นชื่อตำแหน่งอธิราชซึ่งปกครองเมืองหลวงในสมัยราชวงศ์พระร่วง สะท้อนการปกครองแบบพ่อเป็นใหญ่ในครัวเรือนซึ่ง มักจะเรียกกันว่า ขุน ไม่ใช่พ่อขุน และกษัตริย์ทั่วไปมีตำแหน่งขุน แต่กษัตริย์ที่ครองศรีสัชนาลัยสุโขทัยเป็นกษัตราธิราช คือเป็นขุนเหนือขุนทั้งหลายจึงเรียกว่า พ่อขุน ผู้เขียนตั้งข้อสงสัยคือ ในภาษาเมื่อต้องการจะต้องการให้หมายถึงผู้ที่เป็นหลักหรือเป็นประธานกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มักจะใช้คำว่า แม่นำหน้า เช่น แม่ทัพ แม่กอง แม่น้ำ เป็นต้น เพราะฉะนั้นตามหลักประธานของบรรดาขุนทั้งหลายของสุโขทัย น่าจะเรียกแม่ขุน มากกว่า พ่อขุน และในตอนท้ายของบทความ ผู้เขียนได้ตั้งคำถามให้ขบคิดว่า เหตุใดจารึกหลักที่ 1 จึงเป็นที่เดียวซึ่งออกพระนามพระยารามราชว่า “รามคำแหง”</li><li>

.

.บทที่ 4 กรุงแตก: ราชอาณาจักรอยุธยาสลายตัว เป็นบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารศิลปวัฒนธรรม เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2529 บทความนี้นับว่าน่าสนใจอย่างยิ่งที่ ผู้เขียนเอง ได้เปิดประเด็นทางวิชาการเกี่ยวกับการเสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อ ปี พ.ศ. 2310 มีปัจจัยคือ ระบบป้องกันตนเอง กล่าวคือเมื่อครั้งการเสียกรุงครั้งที่ 1 นั้น ได้มีหัวเมืองเหนือ เช่น สุโขทัย พิษณุโลก ไว้ตีกระหนาบข้าศึก นั้นใช้ไม่ได้ผล จากหลักฐาน ในพ.ศ.2285 นั้นโปรดให้สมุหกลาโหมเกลี้ยกล่อมเฉพาะในแขวงหัวเมืองใกล้กรุงศรีอยุธยา เช่น วิเศษไชยชาญสุพรรณบุรี นครไชยศรี พรหมบุรี อินทรบุรี ฯลฯ ก็ปรากฏได้เลกมาเป็นหลายหมื่น หรือเมื่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เสด็จประพาสก็พบการซ่องสุมผู้คนของ นักโสม หรือนักโสน จึงต้องส่งคนไปปราบ ยิ่งหลัง</li><li>ศึกอลองพญา ที่มอญอพยพก่อกบฎ ยกกำลังเข้าตีเมืองนครนายก ทางกรุงฯจึงส่งกำลังไปราบปรามเหตุการณ์สะท้อนความไร้ประสิทธิภาพในการควบคุมกำลังหัวเมือง ซึ่งเป็นระบบป้องกันตนเองของอยุธยาล่มสลายไปด้วย ซึ่งสงครามครั้งนี้พม่าได้มีการเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี มิได้ที่มาอย่างกองโจรอย่างที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าทรงมีพระวินิจฉัย ซึ่งพม่าได้แบ่งทัพเป็นทางเหนือและทางใต้รอเวลาทีกระหนาบ เหนือใต้ ซึ่งด้วยระบบป้องกันตนเองจากหัวเมืองที่ล้มเหลว อีกทั้งการระดมไพร่พลที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้เห็นสภาพการตั้งตนเป็นกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มชาวบ้านบางระจัน หรือกลุ่มที่มีอำนาจทางการเมือง ได้หนีต่อมาตั้งตนเป็นชุมนุมต่างๆหลังจากเสียกรุงไปแล้วซึ่งบ้านเมืองเข้าสู่ยุคแบ่งฝักแบ่งฝ่ายหลายกลุ่ม เกิดการปล้นสะดมไปทั่ว ซึ่งการเสียกรุงครั้งนี้ เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่ราชอาณาจักรแตกสลายลงอย่างสิ้นเชิง</li><li>

.

.

.บทที่ 5 จากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ถึงสมเด็จนกรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารศิลปวัฒนธรรม เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2528 บทความนี้เป็นบทความตอบโต้บทความเรื่อง พระราชพงศาวดารเชื่อถือได้หรือไม่ ของ วิมล พงศ์พิพัฒน์ที่ตีพิมพ์ในวารสารศิลปวัฒนธรรมเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2528 ซึ่งอ้างตามพระราชพงศาวดารว่า พระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงมีสัญญาวิปลาส ผู้เขียนได้วิจารณ์การใช้หลักฐานเช่น พระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ ว่าเป็นฉบับที่เป็นต้นแบบในการชำระพระราชพงศาวดารในสมัยราชวงศ์จักรีทุกฉบับ อีกทั้งช่วงปลายรัชสมัย การกล่าวเหตุการณ์ต่างๆ อย่างรวบรัดนำไปสู่การการจราจลและ เสียพระจริตฟั่นเฟือนไป ซึ่งเชื่อว่าเนื้อความย่อๆนั้นมาเพิ่มเติมสมัยราชวงศ์จักรีซึ่งพึ่งพาไม่ได้มาก เฉกเช่น ฉบับบรติชมิวเซียม ฉบับพิมพ์หมอบรัดเลย์ ที่เนื้อความคล้ายกับฉบับพันจันทนุมาศ และโดยเฉพาะ ฉบับพระราชหัตถเลขาซึ่งผู้เขียนกล่าวว่า “เชื่อถือได้ยากที่สุด” ซึ่งอาจารย์วิมลได้กล่าวว่า “หลักฐานอันดับแรกที่ควรจะยึดถือไว้ก่อนก็คือพงศาวดารหรือจดหมายเหตุ” ผู้เขียนชี้ว่า เอกสารในหลายๆชิ้นถูกครอบงำด้วยการเมืองในสมัยราชวงศ์จักรี จึงควรมีการระมัดระวังในการใช้ข้อมูลเหล่านี้ ผู้เขียนเปิดประเด็นที่ว่า “น่าประหลาดที่ว่า พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ เองและผู้นำไทยในต้นรัตนโกสินทร์” จนถึงรัชกาลที่ 3 มิได้พยายามที่จะปิดบังเลยว่า เจ้าพระยาจักรี ชิงราชสมบัติ จากพระเจ้ากรุงธนบุรี ซึ่งถูดรียกในสมัย นั้นหลายอย่างเช่น ขุนหลวงตาก อีตาตาก เจ้าที่ล่วงลับไปแล้ว พระยาตาก ไม่เคยพบที่ใดเรียกพระองค์ในสมัยรัชกาลที่ 1 ว่าพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ซี่งคำเรียกที่ส่อความไม่เคารพเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า มีเหตุผลอันสมควรที่เจ้าพระยาจักรีจะแย่งราชสมบัติจากพระเจ้ากรุงธนบุรี ซึ่งอีกประเด็นหนึ่งที่ ตอบโต้อาจารย์วิมลคือ บทความในตอนท้ายของอาจารย์วิมลได้เขียนบทความโดยการกล่าวว่าผลงานของนักประวัติศาสตร์รุ่นเก่าไม่มีคุณค่าและล้าหลัง ผู้เขียนมองว่า สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพก็ทรงสำนึกถ่อมพระองค์ในเรื่องของประวัติศาสตร์ นักเรียนประวัติศาสตร์ไม่ควรจะวิจารณ์โจมตีพระองค์โดยควรเลือกจะเอาสืบทอดสิ่งดี เพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการศึกษาประวัติศาสตร์</li><li>

บทที่ 6 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ จากอีกแง่มุมหนึ่งเป็นบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารศิลปวัฒนธรรม เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2526ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าพระราชพงศาวดารฉบับที่ถูกชำระโดยสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ นั้น ได้ทรงแก้ไขเอกสารที่ด้วยกัน การแก้คำ การตัดออก เช่น ปี พ.ศ. 2333 จับได้ว่าสนมคนหนึ่งกับทาสจะจุดไฟเผาวังหลวง รัชกาลที่ 1ก็โปรดให้เอาไปครอกเสียทั้งเป็น ความตอนนี้ฉบับสมเด็จฯกรมพระยาดำรงก็ไม่มีกล่าวไว้ ซึ่งเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านการชำระนั้น ทำให้การมองภาพผู้ปกครองเป็นไปในรูปแบบที่ต้องการ ผู้เขียนสรุปไว้ว่า 1. เอกสารทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ถูกชำระ ผู้เขียนเรียกว่า ฉบับ สกปรก ควรจะมีการตีพิมพ์เพื่อ ให้นักประวัติศาสตร์ได้ตรวจสอบความเที่ยงแท้ เพื่อความละเอียด 2. การให้เสรีภาพแก่การศึกษาประวัติศาสตร์ นั่นคือเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่ถูกชำระ โดยไม่มีรัฐบาลหรือหน่วยงานทางการเมืองเข้ามาแทรกแซง เพื่อความกว้างขวางและความเข้าใจทางวิชาการในเรื่องที่ศึกษาในบริบทที่แตกต่าง</li><li>
บทที่
7 จากรัฐชายขอบถึงมณฑลเทศาภิบาล: ความเสื่อมสลายของกลุ่มอำนาจเดิมในเกาะภูเก็ตเป็นบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารศิลปวัฒนธรรมเดือนมีนาคม พ.ศ.2528 ผู้เขียนศึกษาว่า การปกครองจากศูนย์กลางเสมือนเทียนที่จุดในห้องมืด ยิ่งอยู่ใกล้แสงเทียน ความสว่างก็ย่อมมากแต่ ถ้ายิ่งไกลแสงเทียนหรือพระราชอำนาจก็ยิ่งมืดลง ในขณะเดียวกัน ก็มีแสงเทียนอีกดวงจุดขึ้นซึ่งตรงที่แสงสลัวชนกัน คือดินแดนแห่งความขัดแย้งซึ่งเรียกว่ารัฐชายขอบคือสภาพของภูเก็ตหรือถลางที่ปกครองอยู่กับราชอาณาจักรอยุธยา แต่ความเป็นรัฐชายขอบค่อยๆสลายลงเมื่อรัฐบาลกรุงเทพฯได้ทำการปฏิรูปการปกครอง ซี่งเป็นครั้งแรกที่ตัวแทนของอำนาจส่วนกลางได้ปรากฏชัดเจนในเกาะภูเก็ต ด้วยความที่ภูเก็ตมีทำเลที่ตั้งอยู่ไกลจากเมืองหลวงมากทำให้ภูเก็ตมีกลุ่มอำนาจท้องถิ่น ซึ่งผู้เขียนได้ตั้งข้อสังเกตว่า 1. แม้ว่าจะมีความผันผวนทางการเมืองอย่างใหญ่ที่กระทบภูเก็ตในรอบสองร้อยปีที่ผ่านมาเช่น การเสียกรุง พ.ศ. 2310 ซึ่งทำให้ดุลอำนาจถลางสลายลงชั่วขณะ การยึดครองของไทรบุรี ศึกพม่าปี พ.ศ. 2328 การสถาปนาอำนาจใหม่คืออังกฤษในช่องแคบมะละกา ฯลฯ กลุ่มเครือญาติที่สืบทอดอำนาจไว้ก็สืบทอดเช่นนี้ 2.เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้สามารถทำได้ไม่น่าจะเกิดเพราะการได้รับมอบหมายอำนาจในการควบคุมผู้คนในระบบไพร่ซึ่งได้รับจากนครศรีธรรมราชหรือเมืองหลวง แต่น่าจะมาจากฐานอำนาจทางเศรษฐกิจของกลุ่มอำนาจนี้ 3.การสืบทอดอำนาจของกลุ่มเครือญาตินี้อาศัยผู้หญิงมาเป็นตัวกลางสำหรับการแผ่อำนาจ เช่นท้าวเทพกระษัตรีเองเป็นตัวกลางผ่านอำนาจของจอมร้างไปยังพระยาพิมล ฯลฯแต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ 4. ภูเก็ตมีประชากรหลากหลายทั้งชาติพันธ์ วัฒนธรรม ศาสนาและภาษา การสืบทอดอำนาจโดยกลุ่มเครือญาติใดเครือญาติหนึ่ง โดยผ่านสายผู้ชายคือจากพ่อมาหาลูกไปเรื่อยๆ จะทำให้กลุ่มเครือญาตินั้นฝังตัวเองลงในผลประโยชน์ของกลุ่มประชากรใดประชากรหนึ่งอย่างแนบแน่น และย่อมเกิดความตึงเครียดทางสังคมจนกระทั่งมีผลต่อเสถียรภาพของกลุ่มเครือญาตินั้นเอง 5. กลุ่มอำนาจเดิมของถลางอาศัยความเป็นรัฐชายขอบกีดกันอำนาจภายนอกที่ยังมิได้เป็นสมาชิกกลุ่มได้แทรกแซงผลประโยชน์และอำนาจของตน คนแรกเช่นพระยามนตรีสุริยวงศ์ข้าหลวงที่ถูกส่งจากกรุงเทพฯไปภูเก็ต ซึ่งได้ร่วมมือกับเจ้าเมืองภูเก็ตได้อย่างสนิทกลมเกลียม เพราะพระยามนตรีสุริยวงศ์เองก็มีเชื้อสายกลุ่มเครือญาติถลางและตนได้สมรสกับกลุ่มเครือญาติถลางด้วย ซึ่งกลุ่มอำนาจนี้มีฐานะทางเศรษฐกิจได้เพราะมีทรัพยากรสำคัญคือ ดีบุก จนเมื่อปฏิรูปการปกครองแบบเทศาภิบาล ประกอบกับการเข้าไปทำเหมืองของคนจีน การเข้าแทรกแซงการประมูลดีบุก และการค้าแบบทุนนิยม เป็นผลให้กลุ่มอำนาจเดิมของถลางเสื่อมและสูญเสียอำนาจไป</li><li>

บทที่ 8 นครศรีธรรมราชในราชอาณาจักรอยุธยา เป็นบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารอยู่เมืองไทย เป็นการรวมบทความทางสังคม การเมืองเพื่อเป็นเกียรติแก่ศาสตราจารย์ เสน่ห์ จามริก ปี พ.ศ.2530 เป็นบทความวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของนครศรีธรรมราชกับกรุงศรีอยุธยาที่เปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยสิ่งแวดล้อม ปลายพุทธศตวรรษ ที่19 เมื่อสถาปนาอำนาจของรัฐอโยธยาเป็นราชธานีแคว้นหนึ่งของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าใจว่าได้รับสิทธิการเป็นเจ้าประเทศราชนครศรีธรรมราช เพราะตามกฏมรเฑียรบาลในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้แยกเมืองขึ้นเป็นสองประเภทคือ เมืองที่กษัตริย์ถวายดอกไม้เงินดอกไม้ทอง และเมืองที่ถวายดอกไม้เงินดอกไม้ทองและถือน้ำพิพัฒน์ด้วย ซึ่งนครศรีธรรมราชเป็นประเภทหลัง ซึ่งหลักฐานของชาวโปรตุเกส ทิโม พิเรส์ ได้กล่าวถึงเจ้าครองนครศรีธรรมราชว่า </li><li>ที่สองรองจากพระเจ้าแผ่นดิน คืออุปราชเมืองละคร เรียกท่านผู้นี้ว่าพ่ออยู่หัว ท่านเป็นผู้ปกครองจากปะหังถึงอโยธยา และอุปราชคนนี้เป็นบุคคลที่มั่งคั่งมาก และสำคัญมากเกือบจะสำคัญเท่าอุปราชคนหนึ่งคือ อุปราชเมืองกำแพงเพชร </li><li>ซึ่งชี้ให้เห็นว่า นครศรีธรรมราชมีอิสระในการปกครองมาก มีปัญหาในช่วงสมเด็จพระเจ้าปราสาททองที่ วัน วลิต กล่าวถึงการกำจัดออกญาเสนาภิมุข ให้พ้นวิถีการเมืองของพระองค์ โดยการส่งออกญาเสนาภิมุขและกองกำลังทหารญี่ปุ่นไปเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช การส่งทหารที่ไม่มีรากฐานความเป็นท้องถิ่นเข้าปกครองนครศรีธรรมราชซึ่งวัน วลิตอธิบายว่า เชื้อสายเจ้าเมืองเก่า ได้วางอุบายฆ่าออกฐาเสนาภิมุขซึ่งเป้นคำตอบที่ชี้ให้เห็นว่า อำนาจท้องถิ่นค่อนข้างเข้มแข็งและการแทรกแซงจากส่วนกลางเป้นสิ่งที่ทำได้ยาก ซึ่งปัจจัยที่ชี้ให้เห็นความอ่อนแอของนครศรีธรรมราชคือ 1. บทบาททางการค้าระหว่างประเทศของนครศรีธรรมราชในครึ่งหลัง ศตวรรษที่ 22 คือเปลี่ยนจากศูนย์กลางการส่งผ่านมาเป็นการผลิตผลพื้นเมืองเพียงไม่กี่อย่าง คือพริกไทย และดีบุก และนครศรีธรรมราชเป็นท่าสำหรับการส่งออกเท่านั้น ซึ่งการเปลี่ยนบทบาททำให้กระทบต่อรายได้ ของกลุ่มอำนาจท้องถิ่นในนครศรีธรรมราช 2. การขาดกำลังทางเศรษฐกิจ การอุดหนุนทางวัฒนธรรมก็น่าจะเสื่อมด้วย การขาดเมืองบริวารซึ่งเป็นรากฐานในทางเศรษฐกิจและการเมืองหนุนหลัง นครศรีธรรมราชจึงโดดเดี่ยวไม่สามารถรวบรวมพลังมาต่อต้านการแทรกแซงจากกรุงศรีอยุธยาได้อีกทั้งปัญหาการปล้นสะดมของแขกสลัด การกบฏของพระยายมราชสังข์ปัญหาภายในและภายนอก เมื่อสงครามเสียกรุงปี พ.ศ.2310 นครศรีธรรมราชและหัวเมืองภาคใต้ลงต่ำไปปลีกตัวแยกออกจากราชอาณาจักรอยุธยาภายใต้การนำของอำนาจท้องถิ่นกลุ่มย่อยในนาม “ชุมนุมเจ้านคร”</li><li>ดังจะเห็นได้ว่า งานเขียนบทความของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ทั้งหมดจะเขียนก่อนปี พ.ศ.2535 เป็นช่วงสมัยที่ผลิตงานเขียนที่น่าสนใจโดยข้ามผ่านเรื่องการเมืองเรื่องสี ซึ่งล้วนแต่ตั้งคำถามกับการเรียนประวัติศาสตร์แบบชาตินิยมแบบเดิม โดยการใช้หลักฐาน และตีความในแง่มุมที่น่าสนใจต่อการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ส่วนกลาง กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้และขบคิดถึงเรื่องราวที่เรียนทางประวัติศาสตร์โดยอ้างถึงหลักฐานและการใช้หลักฐานอย่างมีแนวทางที่ระมัดระวังเช่น พงศาวดาร นับได้ว่าเป็นหนังสือที่น่าอ่านและควรมีไว้อ้างอิง</li><li>

หนังสืออ้างอิง</li><li>นิธิ เอียวศรีวงศ์. กรุงแตก,พระเจ้าตากฯและประวัติศาสตร์ไทย.กรุงเทพฯ:มติชน,2553.</li></ul>