ภูเขาไฟ Tangkuban Perahu ที่มา: bandunghotelbooking.com
บันดุงเมืองเก่าเมืองแก่ย้อนกลับไปนับพันปีในยุครุ่งเรืองของอาณาจักรโบราณชาวซุนด้าบนฝั่งตะวันตกของเกาะชวา สร้างอยู่ในหุบเขาที่ราบกว้างใหญ่ล้อมด้วยภูเขาไฟโดยรอบบนความสูงกว่า 700 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เป็นปราการธรรมชาติชั้นดีปกป้องชาวเมืองจากการรุกรานของศัตรูภายนอก ระดับความสูงขนาดนี้จึงทำให้อากาศเมืองบันดุงเย็นสบายตลอดทั้งปี
บันดุงเป็นเมืองใหญ่อันดับต้นๆของประเทศ ตัวเมืองอยู่ห่างจากเมืองหลวงกรุงจาการ์ต้าขับขึ้นเขาไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราวร้อยห้าสิบกิโลเมตรใช้เวลาสองสามชั่วโมง หรือจะเลือกใช้บริการรถไฟขบวนยาว “kereta api เกอเรตา อาปี้” นั่งฟังเสียงล้อเหล็กบี้บดรางไปเพลินๆ ทอดสายตาผ่อนอารมณ์ลัดเลาะคดเคี้ยวไปตามไหล่เขาสะพานสูงข้ามโตรกผาในเวลาไม่เกินสามชั่วโมงก็น่าสนใจ....ทางอากาศก็มีแต่ไม่ขอสนับสนุน
ถึงจะอยู่บนเกาะชวาที่มีความกว้างจากทะเลใต้ถึงทะเลชวาไม่ถึงร้อยห้าสิบกิโลเมตร หากได้กลิ่นสาบสางจากภูเขาไฟมากกว่ากลิ่นไอเกลือจากท้องทะเล นิสัยใจคอของคนซุนด้ากำพืดบันดุงจึงดูลึกลับเป็นส่วนตัวมากกว่าทางคนชวา และเป็นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตรวมถึงผู้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะแห่งภูเขาไฟจะรู้สึกถึงความไม่มั่นคง พยายามไขว่คว้ามองหาเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ การเคารพกราบไหว้บูชาในสิ่งที่ยิ่งใหญ่และเหนือกว่าจึงเป็นวิถีทางที่ดำเนินเรื่อยมา
เช่นการให้ความเคารพในภูเขาไฟยิ่งใหญ่ประจำเมือง “Tangkuban Perahu” อ่านว่า “ตังกูบัน เปอราฮู่” แปลว่าเรือคว่ำ ภูเขาไฟอะไรไปเกี่ยวกับเรือคว่ำ เป็นเรื่องเล่าในตำนานแต่ครั้งโบราณถึงที่มาแห่งหุบเขาเร้นรักของพระนางโฉมงามองค์หนึ่งที่ต้องพลัดพรากจากลูกชายตั้งแต่เล็กจำความไม่ได้ จนเติบใหญ่ในต่างแคว้นแล้วเดินทางกลับถิ่นเกิดมาพบรักกับหญิงสาวสูงศักดิ์ ซึ่งภายหลังกลายเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดตัวเอง แต่ก่อนจะถึงวันเข้าพิธีผู้เป็นแม่เกิดจำรอยตำหนิได้ว่าคือลูกชายผู้พลัดหลง จึงออกอุบายให้ชายหนุ่มสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำและสร้างเรือข้ามฟากให้เสร็จภายในหนึ่งคืนก่อนพระอาทิตย์ขึ้น
ชายหนุ่มผู้เก่งกาจร่ายเวทมนต์สร้างคนมาช่วยเหลือจนงานทั้งสองอย่างจวนเสร็จก่อนรุ่งสาง ผู้เป็นแม่เห็นท่าไม่ดีสั่งให้ผู้คนแต่งชุดและติดผ้าสีแดงสว่างไปทั้งเมือง ชายหนุ่มหลงกลว่าถึงเช้าแต่งานยังไม่แล้วพาลโกรธเกรี้ยวกระโจนถีบเขื่อนพังทลายจนน้ำเข้าท่วมเมืองและเตะเรือกระเด็นไกลลอยคว่ำไม่เป็นท่าเป็นที่มาของภูเขาไฟชื่อตังกูบันเปอราฮู่นี้ ส่วนพระนางก็เสียน้ำตาไหลเป็นสายน้ำลงมาจากยอดภูเขาไฟ เป็นความเชื่อปรัมปราของชาวบ้านซุนด้าในย่านนี้มายาวนาน
เมื่อขับรถลงเขาเวียนหัวได้ที่จวนเจียนระบายของเก่ามื้อเช้าออกทางปาก เปิดกระจกแย้มสัมผัสบรรยากาศแรกบันดุง (ราวยี่สิบปีที่แล้ว) อารมณ์ก็เปลี่ยนแปร”เกษมสันต์” ปลอดโปร่งขึ้นมาในเกือบจะทันที บ้านเรือนสไตล์โคโลเนี่ยลและต้นไม้ใหญ่ริมถนนยืนเรียงราย ถนนวิ่งขึ้นบ้างลงบ้างไปตามประสาไม่พลุกพล่านจอแจแบบกรุงจาการ์ต้า ถนนเส้นใหญ่ๆหกเลนแปดเลนยังมาไม่ถึง
เป็นเมืองที่มีมหาวิทยาลัยเก่าแก่อันดับต้นๆของประเทศอยู่หลายแห่ง เช่น UPI UNPAD และ ITB ซึ่งมีช้างเอราวัณทรงขลังเป็นสัญลักษณ์ เป็นเมืองที่มีศิลปินหลากหลายสาขาเข้ามาอยู่อาศัย เป็นเมืองศูนย์กลางวัฒนธรรมซุนด้าสั่งสมพัฒนานานนับพันๆปี แม้แต่ดัชท์เจ้าอาณานิคมสมัยจักรวรรดิเรือปืนก็ยังอยากย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่นี่
หนุ่มสาวขี่รถมอเตอไซค์ซ้อนหลังกอดแน่นกันร่าเริงส่ายร่อนไปทั่วเมือง ในย่านตัวเมืองถนนช้อปปิ้งยังแบบตึกคูหาหรือบ้านไม่เกินสามชั้นและไม่ใช่ในแบบไชน่าทาวน์ ขับรถเปิดกระจกรับลมเย็นไม่ต้องเปลืองแอร์ ส่งสายตาชำเลืองความงามและสูดกลิ่นสดชื่นของเมืองเร้นรัก จอดรถลงเดินทอดน่องทำความรู้จักแวะพักหย่อนขาพาชมดอกไม้ริมถนนจนสุดแรง ค่อยลิ้มรสละมุนละไมซึมซับเนิบนานคล้อยค่ำ
เป็นชั่วอารมณ์ที่ไม่เคยได้ลอง บางแห่งเพียงคลับคล้ายแถวเชียงใหม่ถอยไปซักยี่สิบปี กลับโรงแรมริมชายเขาหลังอิ่มเอมทางสายตาและอาหาร “คาสซุนด้า” ซึ่งแทบไม่ต้องกิน เอนหลังนอนในแบบโอเพิ่ลแอร์ดกดึกเย็นวาบจนต้องซุกซ่อนในผืนผ้าห่ม....ไม่แปลกใจเลยที่ทูลกระหม่อมบริพัตรจะเลือกเมืองนี้เป็นที่ประทับลี้ภัยเมื่อค่อนศตวรรษที่แล้ว
ถึงทุกวันนี้บันดุงจะเปลี่ยนไปในท่วงทำนองเดียวกับมหานครเชียงใหม่ แต่เสน่ห์ของพระนางโฉมพรั่งสะบัดน้ำตาเมื่อครั้งโน้นก็ยังประทับวนเวียนในห้วงอารมณ์ ดึงดูดกระแสคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่จากเมืองกรุงเข้าไปสำรวจสัมผัสรส ไม่เว้นแม้แต่คนมากประสพการณ์ที่ยังตัดไม่ขาดจากเธอผู้นั้น
ปล. ขากลับจากบันดุงแนะนำให้ลงทางปุนจัคก่อนถึงพื้นราบ แวะพักตรงไร่ชาปลูกลัดเลาะไปตามไหล่เขาติดต่อกันหลายลูกเขา สั่งสะเต๊ะแพะจิบน้ำชาไล่เลือดลมถ่ายรูปสูดอากาศสดดิบชื้นปนสายเมฆหลังฝนพัดต่ำละเลียดพื้นซักครู่พอหายง่วงจึงค่อยซิ่งรถลงเขากันต่อไป....
จันทบุรี 06 สิงหาคม 2557

สวยงามแบบธรรมชาตินะคะ .... น่าไปเที่ยงจังเลยค่ะ
ขอบคุณค่ะ