เดิมคณะสี่สหายนัดกันว่าวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๗ จะไปกินอาหารแถวถนนข้าวสาร แต่ "ฉัตรทิพย์ชวนชิม" ไปดูลาดเลาแล้วสรุปว่าบรรยากาศไม่เหมาะ เปลี่ยนไปเป็นอาหารสวิสที่ร้าน Chesaสุขุมวิท ๒๐ ตรงข้ามโรงแรมวินเซอร์ พอเข้าซอยไปหน่อยเดียวก็เห็นป้ายชื่อร้านอยู่ทางซ้ายมือ เลี้ยวรถเข้าไปได้เลย มีที่จอดรถ “ฉัตรทิพย์ - จรรยา ชวนชิม” ไปชิมมาแล้ว รับรองว่าอร่อย
เมื่อผมไปถึงเวลา ๑๑ น. สามสหายรออยู่ก่อนแล้ว สองท่าน คือ ศ. ดร. วิสุทธิ์ ใบไม้ กับ ศ. ดร. วิชัย บุญแสง สั่งเบียร์สวิส ชื่อWeihenstephaner Wheat Beer เต็มแก้วใหญ่ วางรออยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้ดื่ม ผมจึงสั่งเบียร์สวิสอีกชนิดหนึ่งมาลอง ชื่อ Erdinger Wheat Beer ส่วน ศ. ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา สั่งโซดาใส่มะนาว เรื่องเบียร์ทั้งสองยี่ห้อนี้ มีแยกเป็นชนิดสีเหลือง กับชนิดสีน้ำตาลเข้ม และตอนหลังเราสั่ง Weihenstephaner ชนิดสีเหลืองมาอีก ๑ แก้ว แบ่งกันสามคน ผมจึงพบว่า Weihenstephaner มีรสขมถูกปากผมมากกว่า Erdinger
ตอนที่ผมกลับมาค้นหาใน กูเกิ้ลทำความรู้จักกับเบียร์ทั้งสองชนิด ผมพบว่า ทาง เว็บไซต์ เขาให้เราแสดงตัวว่าอายุเกิน ๑๘ หรือ ๑๖ จึงจะให้เข้าชมเว็บไซต์เรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ เป็นการทำธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่มอมเมาผู้เยาว์ น่าชื่นชม และผมได้ความรู้ว่า เบียร์ทั้งสองชนิดนี้เป็นเบียร์เยอรมัน
เราสั่งอาหารแบบ exotic จน ศ. ฉัตรทิพย์ ผู้ไม่นิยมอาหารแปลกๆ ขยาด คือสั่งอาหารเนย ๒ อย่าง คือ ชีสฟองดู (เข้าใจว่าเป็น Moitie – Moitie Kase Fondue) กับเนยแข็งย่างที่เรียกว่า Raclette cheese (Gourmet Raclette Kase) และอาหารเนื้อ ๑ อย่างซึ่งก็เป็นฟองดูอีกคือ Fondue Bourguignonne ซึ่งภายหลังเราสั่งเนื้อลูกแกะมาเพิ่มอีก ๑ จาน แค่นี้ก็กินกันเหนื่อยแล้ว และอาหารอร่อยทุกอย่าง แต่สาวไทยที่ให้บริการ บอกว่าถ้ากินกับไวน์ขาวจะอร่อยกว่านี้
อาหารที่ทำยากที่สุดคือ Raclette ที่ต้องเอาเนยแข็ง (ชนิดพิเศษ) ใส่กระทะเล็กๆ ที่ทำพิเศษเพื่อการนี้ เอาไปตั้งไฟบนเตาที่ทำพิเศษเหมือนกัน (ดูรูปที่ ๖) จนเนยแข็งละลาย เขาก็ขูดเนยออกมาใส่จาน ให้เรากินกับมันฝรั่งหัวเล็กต้ม มะเขือเทศสด กระเทียมดอง และแตงกวาชนิดเล็กดอง อร่อยเหมือนที่ผมไปกินของหมอสุวิทย์ ๑ คำ ที่เล่าไว้ ที่นี่
ส่วน ชีส ฟองดู กินง่ายที่สุด เพราะเขาเอาเนยแข็งใส่หม้อตั้งไฟไว้ให้เรียบร้อย และมีขนมปังตัดเป็นชิ้นพอคำใส่กระจาด มาให้ วิธีกินก็เอาซ่อมก้านยาวจิ้มขนมปัง ๑ ชิ้น จุ่มลงในหม้อเนยที่ละลายแล้วและเดือดปุดๆ คนๆ ให้ทั่วก้นหม้อแล้วยกขึ้น หมุนซ่อมกันเนยหยด เอามาที่จานของเรา รอสักครึ่งนาทีให้เย็นลงแล้วจึงกิน นี่ก็เหมือนกับที่ผมกินบนเขาที่เมือง อ๊านซีที่เล่าไว้แล้ว รสชาติเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน
ศ. ฉัตรทิพย์ กินอยู่อย่างเดียว คือฟองดูเนื้อ (Fondue Bourguignonne) เขามีหม้อน้ำมันต้มบนเตาไว้ให้ (ดูรูปที่ ๘) เราเอาซ่อมก้านยาวจิ้มเนื้อใส่ลงไปในหม้อน้ำมันที่เดือดอยู่ สัก ๑๕ วินาทีก็ยกออก จะได้เนื้อที่สุกระดับ medium มีอยู่ชิ้นหนึ่ง ผมจุ่มลงไปแล้วมัวคุยเพลิน คงจะแช่อยู่สัก ๕ นาที เนื้อแข็งเป็นถ่าน กินไม่ได้
ฟองดูเนื้อนี้ กินกับน้ำจิ้มสารพัดชนิดตามชอบ และมีเครื่องเคียงมากมาย โปรดดูรูปที่ ๓ และ ๘ เมื่อเนื้อ (วัว) ใกล้หมด เราสั่งเนื้อลูกแกะ (lamb) มากินเพิ่ม ศ. ฉัตรทิพย์ไม่กินเนื้อแกะ ผมขยั้นขะยอให้ลองกินดู รับรองว่าไม่มีกลิ่น และเนื้อนุ่มมาก ท่านกินแล้วอุทานว่า เนื้อนุ่มจริงๆ
แต่จริงๆ แล้ว เรากินแกล้มคุยมากกว่า ศ. ฉัตรทิพย์ เอาวีซีดี ละครเวทีเรื่องเพื่อชาติ เพื่อ Humanityมาให้ และคุยกันเรื่อง ศ. วิชัย จะซื้อเอาไปแจก ๔๐ ชุด ทำให้ ศ. ฉัตรทิพย์ดีใจมาก ว่าตามปกติงานเชิงวิชาการเช่นนี้ ขายยาก
เราคุยกันเรื่อง บวท. จะจัดการประชุมระดมความคิดเสนอ คสช. ว่า ประเทศไทยควรมียุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ แบบก้าวกระโดด โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือหรือพลังขับ ได้อย่างไร
เรานัดแนะกันว่า คราวหน้าวันที่ ๖ พฤศจิกายน ไปกินที่ร้านอาหารสแกนดิเนเวียน อีกครั้ง แล้ว ศ. ฉัตรทิพย์จะไป ลองชิมอาหารอิสลาม ที่ซอยเจริญกรุง ๓๘ และจะวางแผนไปทัวร์ประวัติศาสตร์ที่จังหวัดใกล้ๆ เช่นลพบุรี นครปฐม พร้อมกับกินอาหารไปด้วย
ไปคราวนี้ ผมลืมจดชื่ออาหาร ต้องกลับมาค้นชื่อจาก เว็บไซต์ แถมตอนของหวาน ก็ลืมถ่ายรูปเสียอีก เราสั่งของหวาน ๓ อย่าง เอามากินด้วยกัน จำได้ว่าอย่างหนึ่งเป็น Rhubarb Compote สาวบริกรบอกว่ารสเปรี้ยวช่วยแก้เลี่ยน หลังกินชีสมากๆ อีกอย่างหนึ่งคือ Chestnut puree with meringue, vanilla ice cream and whipped cream
สรุปได้ว่า เป็นอาหารสวิสแท้ อร่อย
วิจารณ์ พานิช
๔ ก.ค. ๕๗
เป็นความสุขอีกแบบหนึ่งเลยนะครับอาจารย์วิจารณ์ครับ
ผมเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของอาจารย์ ที่ทำให้ผมรู้สึกเช่นนั้น
..
ด้วยความเคารพรัก
เห็นแล้ว..คิดถึ.ง ปลาทู..ตัวเท่านิ้วมือ..ราคาเข่งละยี่สิบห้าบาท.กับน้ำพริกกระปิ..บัวสายต้มจิ้มแกล้ม..บังเอิญยังมีบ่อหลังบ้าน...กินกันสามพ่อแม่ลูก..คงอร่อยพอเพียง..จริงๆ..ของชาวบ้านเมืองเรา..ถ้าเทียบกับ..ฟองดู..มื้อ..นี้