กรรมใด ใครก่อ กรรมนั้นย้อนคืน

                                                 


                 ในปัจจุบัน ชาวพุทธไม่ค่อยรู้เรื่อง อาชีพที่ต้องห้าม สำหรับดำเนินชีวิตในทางที่ถูกต้อง เพราะต้องการเงินไม่ว่าจะได้มาทางไหนก็ตาม จึงทำให้วิถีชีวิตต้องเสี่ยงในการสร้างกรรมไปตลอดชีวิต และในภาคหน้าเขาจะประสบผลอีกด้วย เมื่อเราไม่รู้ และไม่ตระหนักในเรื่อง การดำเนินชีวิต จึงเสี่ยงสร้างกรรมในที่สุด กระนั้น ก็ไม่รู้ว่า ทำไมต้องเผชิญกับผลต่างๆของชีวิตเช่นนี้ 

                 หากพิจารณาในแง่เหตุผล ชีวิตย่อมมีเงื่อนไขต่างๆ ที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลง ส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมในแต่ละวันที่สะสมนี่เอง อีกส่วนมาจากการตัดสินใจลงมือดำเนินชีวิตไปตามอาชีพที่ฝัน ที่เชื่อว่า จะทำให้ร่ำรวย มีเงินทอง มีฐานะมั่นคง โดยไม่ได้คำนึงถึงหลักการศาสนาที่ห้ามไว้ ทั้งนี้ ก็เพื่อมิให้ชีวิตเราตกอบายหรือทำร้ายสิ่งมีชีวิตอื่นนั่นเอง

                อาชีพที่พระพุทธศาสนาห้าม มี ๕ อาชีพ เรียกว่า "มิจฉาวณิชชา" คือ การค้าขายที่ผิดศีลธรรม หมายถึง บุคคลไม่ควรค้าขายสิ่งเหล่านี้ ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อเพื่อนมนุษย์ต่อสัตว์และต่อสภาพแวดล้อมด้วยคือ-

               ๑)  "สัตถวณิชชา" คือ การขายอาวุธ เช่น อาวุธปืน อาวุธเคมี ระเบิด นิวเคลียร์ อาวุธอื่น ๆ อาวุธเหล่านี้หากมีเจตนาเพื่อทำร้ายกัน จะก่อให้เกิดการทำลายล้างซึ่งกันและกัน โลกจะไม่เกิดสันติสุขเลย
               ๒) "สัตตวณิชชา" หมายถึง การค้าขายมนุษย์ เช่น การค้าขายเด็ก การค้าทาส ตลอดจนการใช้แรงงานเด็กและสตรีอย่างทารุณ
              ๓) "มังสวณิชชา" หมายถึง ค้าขายสัตว์เป็น สำหรับฆ่าเพื่อเป็นอาหารเป็นการส่งเสริมให้ทำผิดศีลข้อที่ ๑
              ๔) "มัชชวณิชชา" หมายถึง การค้าขายน้ำเมา ตลอดจนการค้าสารเสพติด สารยาฆ่าสัตว์ทุกชนิด
              ๕) "วิสวณิชชา" หมายถึง การค้าขายยาพิษ ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ รวมทั้งเป็นอันตรายต่อสัตว์

                   อาชีพเหล่านี้ เป็นอาชีพที่ต้องห้ามสำหรับชาวพุทธ เพราะจะเอื้อให้เกิดการสร้างกรรม ให้ชีวิตไม่รู้จบสิ้น มองในแง่การเป็นเหตุ เป็นผลที่เชื่อมโยงกัน ถือว่า เราสร้างกรรมร่วมกันนั่นแล เช่น การขายอาวุธปืน แม้ว่าผู้ขายจะมีใบอนุญาตการขายได้ แต่ในแง่หลักศาสนาถือว่า ไม่ควรส่งเสริมให้เกิดการแสวงหาอาวุธทำร้าย ฆ่าฟันกัน 

                   นอกจากนี้ หากพิจารณาตามกรอบศาสนา ที่มุ่งเน้นมิให้มนุษย์เบียดเบียนกัน หรือส่งเสริมกันทำชั่ว แม้ไม่ได้มีเจตนาก็ตาม ยังมีอาชีพที่อยู่ในข่ายดังกล่าวอีกจำนวนมาก ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

                    ๑) อาชีพราชการทหาร ตำรวจ ซึ่งดูผิวเผิน ไม่น่าจะเป็นอาชีพที่เสี่ยงการสร้างกรรมใดๆ ตรงข้าม น่าจะเป็นการดีที่ป้องกันประเทศชาติมิให้ใครรุกรานที่อยู่ ที่อาศัยของตน หน้าที่ทหาร ตำรวจ คือ ผู้ที่หล่อหลอมมาให้สามารถฆ่าคน ฆ่ามนุษย์คนใดก็ได้ หากเกิดสงคราม ซึ่งเราจะยอมรับไหมว่า เป็นบาปกรรมต่อตนเอง เมื่อสิ้นกรรมไป กรรมเหล่านี้ ย่อมส่งผลแน่นอน ทางที่ควรเลี่ยงชาวพุทธก็ไม่ควรเป็นทหาร ตำรวจ นี่เป็นเรื่อง ที่มีข้อโต้แย้งกันมาก

                      ๒) อาชีพผู้พิพากษา เป็นอาชีพที่เสี่ยงในการสร้างกรรม หากไม่มีความยุติธรรม กระนั้น ก็ไม่พ้นที่จะก่อกรรม ที่ถูกกฎหมาย แต่ย่อมผิดกฎกรรมแน่นอน ยิ่งผู้พิพากษาเห็นแก่ผลประโยชน์ ไม่มีคุณธรรม ย่อมง่ายที่สร้างกรรมนี้ อย่างไรก็ตาม แม้เขามีคุณธรรม มีความยุติธรรม ก็ใช่ว่าจะถูกต่อบาปกรรม ในกฎแห่งกรรม เพราะการตัดสินฆ่าประหาร ตัดสินผู้ทำผิด นี่ก็เป็นอาชีพที่มีข้อโต้แย้งกันเช่น

                      ๓) ผู้นำต่างๆ ตั้งแต่นายกฯ ผู้ว่าฯ หัวหน้าหน่วยงาน องค์กร เจ้าอาวาส ฯ ล้วนแต่เสี่ยงทั้งสิ้นในการสร้างกรรม เนื่องจาก ผู้นำอาจใช้อำนาจในตำแหน่งในทางมิชอบได้ ซึ่งเสี่ยงในการก่อกรรมแก่ตนและคนอื่นได้เสมอ เมื่ออาชีพใดที่เป็นทำหน้าที่หัวหน้า ย่อมเสี่ยงนำพาผู้คนไปในทางที่ผิดหรือสร้างกรรมได้ 

                       ๔) ร้านอาบ อบนวด ผับ บาร์ ที่มีสิ่งมึนเมา สิ่งล่อลวง ค้ากาม แม้ว่าท่านจะบอกว่า ถูกกฎหมาย แต่มันมันผิดกฎกรรม ที่นำมนุษย์ไปบริการ ล่อลวงให้ผู้คนลุ่มหลงในกามคุณ หมกมุ่นอยู่กับกิเลส ตัณหา อันจะทำให้จิตตกต่ำ ผลกรรมที่ทำย่อมจะสร้างรอยด่างในชีวิต ที่ท่านไม่คาดคิด ผลกรรม ย่อมจะส่งผลทั้งชาตินี้ และชาติหน้า เพราะสร้างทุกข์ให้มนุษย์ มิใช่สร้างสวรรค์บนโลกอย่างที่คิด

                       ๕) อาชีพเลี้ยงสัตว์ ขายสัตว์ ขังสัตว์ สวนสัตว์ เพื่อให้สัตว์เลี้ยงตน เป็นการแสวงหาความอยู่รอดบนความทุกข์หรือชีวิตสัตว์อื่น ท่านเองก็ไม่อยากถูกขุน เพื่อให้คนอื่นฆ่าท่าน หรือเลี้ยงท่านให้อยู่กรงขังแคบๆ ใช่ไหม ความรู้สึกสัตว์ที่ไร้สิทธิ์ ก็ไม่ต่างจากเรา การไม่เบียดเบียนสัตว์ คือ การส่งเสริมให้ศีลข้อ ๑ สมบูรณ์มากขึ้น ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เคารพชีวิตอื่นๆ และไม่ควรทรมานสัตว์นั่นเอง

                      ๖) หมอดู ร่างทรง องค์เทพ หมอเถื่อน ฯ บุคคลเหล่านี้ ไม่มีพื้นฐานความจริง มีแต่ความหลอกลวง หาผลประโยชน์ทั้งสิ้น การที่พวกเขากล่าวว่า บำบัดทุกข์ ช่วยเหลือผู้คน นั่นเป็นการสร้างเหตุผลที่ให้ซ่อนความหลอกลวง ทำให้ผู้คนหมกมุ่นอยู่กับสิ่งโง่งมงาย จอมปลอม ที่มนุษย์มีทางออกที่ใช้สติ ปัญญาที่ดีกว่านี้ นี่เป็นการส่งเสริมให้ผู้คนไม่ช่วยพัฒนาตัวเอง มีแต่จมอยู่กับคำลวงที่ชวนฝัน ในจินตนาการ

                      ๗) นักร้อง นักเต้นรำ นักแสดง ฯ เหล่านี้ล้วนแสดงมายา หลอกลวงผู้คนให้จมอยู่ในภาพมายาของโลก จนโง่เขลา ร้องให้ ดีใจ โศกเศร้า รันทด หดหู่ไปกับบทบาทของละคร ที่สร้างมายาหลอกคนดู จริงอยู่เป็นสิ่งจรรโลงมิให้คนเครียด เป็นทุกข์ในเรื่องชีวิต แต่ควรมองการแก้ปัญหาที่ถาวรและยั่งยืน เป็นการยัดเยียดความมัวเมา ให้เร้าใจ ตื่นเต้น สนุกสนานเฮฮา นี่คือ เหตุผลหนึ่งที่ศาสนาพุทธไม่ค่อยส่งเสริมเรื่อง ดนตรีขับร้อง บรรเลง เพราะเป็นการสร้างกรรม นำพาผู้คนให้ตกต่ำ

                        ๘) นักสื่อสารมวลชน คนเผยแผ่ ข่าวสาร เป็นกลุ่มที่เสี่ยงในการสร้างกรรม ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เพราะบิดเบือน ความจริงของคนต้นเรื่อง ทำให้ผู้คนหลงผิด เชื่อตามสื่อ จนกลายเป็นการกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจต่างๆ มากมาย เช่น หลงเชื่อ หลงตาม หลงกล จนนำไปใช้กับชีวิตที่ผิดได้ ดังในฆษณานั่น ล้วนสร้างมายา หน้าลวง ทั้งสิ้น และยังเป็นการส่งเสริมให้ผิดศีลข้อ ๔ อีกด้วย เช่น รายการต่างๆ ที่ด่าทอ ตำหนิ โพสต์คลิป สารพัด ล้วนนำไปสู่การสร้างวาทกรรม ทั้งเพ

                       ๙) สำนักงานสลากกินแบ่ง แหล่งคาร์สิโน การชิงโชค หลอกขาย หลอกเสี่ยงดวงฯ ล้วนเป็นกระบวนที่หล่อหลอมให้สังคมจมจ่ออยู่กับความไม่แน่นอน ไม่ได้สร้างสรรค์ให้เกิดการใช้ศักยภาพปัญญา ความสามารถของสมอง สองมือ สองเท้าของมนุษย์ ให้ยั่งยืนและถาวรเลย รัฐคือ ตัวการที่นำพาสังคม มนุษย์ให้ดำเนินไปสู่การสร้างพหุกรรมร่วมกันทั้งมวล 

                       ๑๐) บริษัท ต่างๆ ที่รับสัมปทาน การตัดไม้ทำลายป่า ทำลายธรรมชาติ เช่น รีสอร์ต โรงแรม ฯ ที่สร้างรุกร้ำ ก้ำเกินระบบธรรมชาติ ซึ่งเป็นการสร้างกรรมที่ยิ่งใหญ่ต่อมนุษยโลก และกฎธรรมชาติ ให้วิปริต พิศดาร ต่อกลไกการทำงานที่เสียระบบนิเวศของโลก ผลที่เราเห็นในเชิงประจักษ์หรือกรรมทันตาคือ โลกร้อน น้ำท่วม โรคระบาด ฯ

                       ยังมีอีกมากมายในอาชีพที่ไม่เหมาะสม ในการสร้างรายได้ อยู่บนฐานความทุกข์ยาก ความเดือดร้อนของคนอื่น สิ่งอื่น แม้ว่าเราอาจมองกันต่างมุม แต่อย่าลืมว่า ทุกกรรม ทุกระบบ ล้วนเชื่อมโยงผลมาสู่กันได้หมด พระพุทธศาสนาจึงส่งเสริมให้มนุษย์อยู่ในโลกอย่างเข้าใจระบบองค์รวมของมัน และเข้าใจความรู้สึกเจ็บ ปวด ทุกข์ ร้อน ของสรรพสัตว์ที่เราเบียดเบียน ทำลาย ทรมาน กักขัง  ผลกรรมทั้งหมดของสัตว์โลก ที่กระทำต่อกัน ย่อมจะเกิดผลกรรมต่อกันอย่างไม่สิ้นสุด  เราจึงมักแผ่เมตตา อย่าเป็นโทษ เป็นภัยต่อกัน กับเจ้ากรรม นายเวรทั้งหลาย  ที่แท้จริงคือ เราเองนั่นแหละคือ เจ้า (ของ) กรรม นาย (จอง) เวร จึงต้องรับผลกรรมร่วมกันไปชั่วชีวิต

                        เมื่อรู้เช่นนี้ จงระวังและตระหนักในผลกรรมอันน้อยนิด ที่สะสมไว้ในชีวิต จวนเวลาใกล้ตาย จึงจะหวาดกลัวกับความชั่วนั้น แล้วจะมีประโยชน์อะไรหรือ เมื่อรู้เช่นนี้ จงหาทางดำเนินชีวิต ด้วยอาชีพที่บริสุทธิ์จากกรรมเถิดหนาท่านเอ๋ยยยย

---------------------(๒๗/๗/๕๗)--------------------------