เป็นกิจกรรมที่แม่ดาวสมัครไปเข้าร่วมการอบรมค่ะ มี 2 วัน แต่ขอเริ่มที่วันแรกกันก่อนเนาะ

วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม 2557

วิทยากร : B.K. ศุภลักษณ์ ทัดศรี

ครูด้านจิตวิญญาณ พัฒนาจิตใจ และยกระดับจิตวิญญาณ
แห่งบ้านพินทุ ศูนย์การเรียนรู้ บราห์มากุมารี มหาวิทยาลัยทางจิตของโลก

สร้างบริบท แรงบันดาลใจ วางรากฐาน ปรับมุมมอง เสริมพลัง ปลูกปัญญา สัมผัสแง่งามแห่งความคิด จิตใจ และจิตวิญญาณ ในการเป็นพ่อแม่ผู้รับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ เพื่อสร้างลูกๆที่เต็มไปด้วยพลัง ความรับผิดชอบและวินัยในตน โดยครูป้อม แห่งบ้านพินทุ ศูนย์การเรียนรู้ของ บราห์มา กุมารี มหาวิทยาลัยทางจิตของโลก

-วินัยเชิงบวกคืออะไร สำหรับใคร และสำคัญอย่างไร จะสร้างได้อย่างไร
-อยากให้ลูกมีวินัย ต้องทำอย่างไร
-ที่ผ่านมา ลำบากลำบนกับการเคี่ยวเข็ญลูก เราทำอะไรผิดไปหรือ
-คุณค่าภายใน และแรงบันดาลใจ สิ่งที่หายไป จะนำกลับคืนมาได้อย่างไร
-วินัย กับกฏเกณฑ์ กติกา รางวัล การลงโทษ
-เราถูกขับเคลื่อนด้วยความรัก หรือ ความกลัว
-Love and Law


ข้อความข้างต้นที่ทุกท่านได้อ่าน เป็นข้อความที่แม่ดาวคัดลอกมาจากหน้ากระดานกิจกรรมที่เป็นการเชิญชวน เป็นแรงดึงดูดใจให้แม่ดาวไปเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ อ่านแล้วมีใครรู้สึกเฉย ๆ ไหมค่ะ เชื่อว่าหากเป็นพ่อแม่ที่มีปัญหา หรือเป็นพ่อแม่ที่อยากจะพัฒนาศักยภาพของตัวเองต้องเกิดอาการอยากๆๆ จะไปแบบแม่ดาวแน่ ๆ และหากใครพลาด หากมีโอกาสครั้งหน้าอยากชวนว่าอยากให้ลองไปสัมผัสกิจกรรมนี้ด้วยตัวคุณเอง ส่วนตัวชอบและประทับใจมาก ๆ ค่ะ

มาถึงความรู้ ความคิด ที่เก็บมาฝากกันบ้าง คงเป็นการถ่ายทอดแบบฉบับแม่ดาวเนาะ เป็นการรับข้อมูล และนำมาถ่ายทอดตามความเข้าใจในแบบตัวเอง เริ่มจากวันที่ 12 ก.ค. วิทยากรคือ ครูป้อม ตามรายละเอียดข้างต้น และมีผู้ช่วยอีกท่านคือ ครูแย้ม ทันตแพทย์หญิงอารยา พรายแย้ม ตั้งแต่ต้นจนจบเหมือนในเข้าห้องเรียนแห่งความสุขและความตื่นรู้ ภาษาและถ้อยคำที่ครูป้อมใช้เป็นอะไรที่งดงาม ไพเราะ เห็นภาพตาม นั่งไปนี่จินตนาการตามเห็นความงดงามและรู้สึกเบิกบานใจตอนเข้า ขอเอาหัวข้อตามคำโปรยข้างบนมาแบ่งปันความรู้และความคิดเป็นข้อ ๆ ตามลำดับนะคะ

1.วินัยเชิงบวกคืออะไร

วินัยเชิงบวก = วิถีการใช้ชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติ

**วิถีอันเป็นธรรมชาติ ควรเลื่อนไหล ไม่ใช่กักขัง ลองนึกถึงน้ำ นึกถึงตอนน้ำท่วมก็ได้นะคะ เรายิ่งไปกั้นไปกักขัง พยายามฝืนต้าน สุดท้ายเป็นเช่นไร

วินัยเชิงบวก เกิดจาก ปัญญาที่แท้จริง+ความสุข+ความรัก

วินัยเชิงบวก เกิดจาก แรงบันดาลใจ+การรู้ค่า+ความรู้สึกชื่นชม

2.สำหรับใคร สำคัญอย่างไร และจะสร้างให้ลูกได้อย่างไร

ทุกคนควรมีวินัย เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างมีความสงบสุข และสำหรับคนที่อยากให้ลูกมีวินัยเชิงบวก ก่อนที่อยากจะให้ลุกมีวินัย พ่อแม่ต้องมีสิ่งนี้ก่อน (ต้นแบบที่ดี)

3.อยากให้ลูกมีวินัยต้องทำอย่างไร

พ่อแม่ต้องมีวินัยก่อน ต้นแบบสำคัญกว่าการสั่งสอนด้วยการพูด ทำให้ลูกเห็น เป็นให้ลูกดู ให้ความรักด้วยความเมตตากรุณา มองลูกด้วยความรักเปี่ยมไปด้วยความเมตตา พูดกับลูกด้วยคำพูดที่แสดงถึงความรัก ความปรารถนาดี ความมีเมตตา ด้วยภาษาที่งดงามจากใจจริง ๆ ของเรา เขาจะมองเห็นความงดงามในตัวเขาเอง พ่อแม่มีหน้าที่ให้ความรัก สร้างแรงจูงใจ ไม่ดุด่า ตำหนิ ทำโทษ หรือสายตาที่ส่งกระแสความรู้สึกในแง่ลบไปสู่ลูก เช่น ความโกรธ ความไม่พอใจฯลฯ หากลูกมีวินัยจากใจเขาเอง บทลงโทษ หรือกฎเกณฑ์ใด ๆ ก็ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น

ฟังแล้วรู้สึกได้ถึงความ “งดงามและอ่อนหวาน” และมีความคิดผุดแวบในใจว่า “แต่ชีวิตจริงมันยากจัง” มันเป็นโจทย์ที่แม่ดาวเห็นมานาน “วินัยต้องเกิดจากใจ ไม่ใช่การบังคับ” ถึงจะเป็นวินัยที่แท้จริงเ เรื่องที่ครูป้อมพูดนั้น มันตรงใจแม่ดาวมากๆ นะคะ เป็นคำพูดเหล่านี้เหมือนเป็นการสนับสนุนกับความคิดในใจตัวเอง เราควรเป็นผู้สนับสนุน จูงใจ ให้ลูกเกิดวินัยจากใจลูกเอง เขาต้องเห็นความสำคัญสิ่งนั้นด้วยใจเขาเองไม่ใช่เราไปบอกไปสั่ง หรือบังคับให้เขาทำ ส่วนตัวมองเห็นเรื่องนี้จากประสบการณ์ตัวเอง และจากการที่เห็นคนรอบข้างอื่น ๆ ที่เรารู้จัก เช่น บางคนอยู่โรงเรียนประจำ ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำที่มีชื่อเสียงมากด้วย ตอนอยู่โรงเรียนก็มีวินัยอยู่ พอออกมานอกรั้วโรงเรียนก็กลายเป็นอีกแบบ เพราะใจมันไม่ยอมรับ ต่อต้าน อาจไม่เห็นด้วยใจว่า “จะทำไปทำไม” ไม่เห็นประโยชน์ที่แท้จริงกับวินัยที่ทางโรงเรียนบังคับให้ทำ

หรือจากตัวแม่ดาวเอง เมื่อก่อนแม่ดาวเป็นคนนอนตื่นสายมากหากเป็นช่วงปิดเทอม ไม่เห็นประโยชน์ของการต้องตื่นเช้าๆ ไม่ว่าจะโดนพ่อแม่ดุรุนแรงขนาดไหน คนรอบข้างตำหนิ ประชดประชันเท่าใด ก็ไม่รู้สึกว่า ตัวเองทำอะไรผิด ตื่นสายก็ได้ ฉันก็รับผิดชอบหน้าที่ในส่วนของตัวเองได้นี่นา สมัยเรียนต้องบอกก่อนนะคะว่า แม่ดาวนี่คุณหนูมาก ไม่ใช่ว่าบ้านมีฐานะร่ำรวย ออกจะตรงกันข้ามด้วยซ้ำ แต่ด้วยความรักของแม่ก็เลยทำทุกอย่างให้ลูกแทบทั้งหมด หลักมีหน้าที่คือ กิน เรียน เล่น นอน อาจมีงานเสริมบ้างเช่น เลี้ยงน้อง ช่วยงานบ้านหากแม่สั่งให้ทำ ไม่ได้มีการมอบหมายหน้าที่อะไรจริงจัง เป็นการให้ช่วยตามโอกาส ในเวลาที่แม่ไม่ไหวกับชีวิตแล้ว และทำแบบขอไปที ไม่มีใจ เท่าไหร่ บางทีเห็นแม่เหนือย ๆ มีใจอยากจะช่วย ตั้งใจแล้ว ว่าจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ จังหวะไม่ดี ตั้งใจดี แต่เจอแม่ออกคำสั่งให้ทำสิ่งที่เราตั้งไว้ในใจและมีแถมบ่นนำสร้างภาพให้เรามองตัวเองว่า เราแย่ เราไม่มีความรับผิดชอบ จากที่อยากทำ พังเลยค่ะ ไม่อยากจะทำ รู้สึกไม่พอใจที่ถูกออกคำสั่ง

ชวนกันทบทวนเหตุการณ์ในชีวิตของเราเอง หรือเป็นชีวิตของใครสักคนที่เรารู้จักมักคุ้น เกี่ยวกับเรื่องวินัย กฎระเบียบต่าง ๆ ในชีวิตที่เคยประสบพบมากันนะคะ

จากที่ตัวเองนั่งฟังก็เป็นเพียงการสนับสนุนความคิด คำถามในใจก็ยังคงอยู่ “แล้ววิธีการล่ะ ทำอย่างไร” มันคิดวิธีการไม่ออก เหล่านี้เป็นแนวให้คิด แต่วิธีปฏิบัติมันยังไม่เห็นชัด เมื่อเกิดคำถามในใจ มันจะสะกัดกั้นหน้าต่างโอกาสในการเปิดรับข้อมูลความรู้ของตัวเราให้แคบลง หรืออาจจะปิดลงก็ได้ในบางรายฮ่าๆๆ รู้คิด รู้ทัน ก็วางคำถามนั้นลง กลับมารู้สึกตัวทั่วพร้อม ฟังต่อไป อยากบอกว่าคำถามนี้มันเด้งขึ้นมาเป็นระยะ ๆ อาจไม่ตลอดเวลา รู้แล้ววางความคิดลง ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ตลอดการอบรม

ขอนำมาแบ่งปันความคิดกัน 3 ข้อหลัก ๆ ที่เหลืออยากให้ทุกท่านที่อ่านทบทวนและหาคำตอบกันด้วยใจของตัวเอง แต่จะเก็บเป็นประเด็น ๆ ที่คิดว่าเด็ด ๆ โดนตามความคิดเห็นส่วนตัวอีกนั่นแหละ

- พอได้ยินคำว่า “ระเบียบวินัย” คุณรู้สึกอย่างไร

ส่วนตัวแม่ดาวรู้สึกอึดอัด ไม่ชอบ หากถามความคิดเห็นว่า การมีระเบียบวินัยดีไหม ตอบได้เลยค่ะ ดี ทุกคนควรมีวินัย เห็นไหม รู้ว่าดี แต่ ก็ไม่ค่อยจะถูกใจเนาะ ส่วนตัวมันจะรู้สึกว่าถูกบังคับ ด้วยการคาดโทษเอาไว้ อันนี้เป็นความคิดสมัยก่อนนะคะ ปัจจุบันเริ่มชอบคำนี้มาสักระยะแล้วค่ะ

มีคำพูดประโยคหนึ่งที่ครูป้อมพูดแล้วแม่ดาวตีความไว้คือ การสอนให้เด็กมีวินัย ควรทำเด็กๆ ควรรู้สึกดีใจ ภูมิใจ รู้สึกได้รับการปกป้อง ประมาณว่า วินัย คือเกราะปกป้องความชั่วร้าย สิ่งไม่ดีต่าง ๆ ที่พ่อแม่ตั้งใจมอบให้เราแบบนั้น ย้อนถามตัวเองกันนะคะว่า วินัยที่เรากำลังสร้างให้ลูกนั้น เรามอบความรู้สึกแบบนั้นไปให้ลูกไหม หรือตรงข้าม

เก็บมาฝากไว้เป็นข้อความเร้าสติ สร้างปัญญาเนาะ

-ความรักที่ดี ต้องไม่มีความก้าวร้าว ไม่รุนแรง ไม่โกรธ

-วินัยที่ดี ไม่ควรเกิดจากการล่อหรือลวงใจ หรือความกลัว เช่น การเขาของมาล่อใจให้ทำ การกำหนดบทลงโทษ

-เด็ก ๆ จะได้รับผลของการกระทำของตัวเองที่ผิดพลาดอยู่แล้ว จึงไม่ใช่หน้าที่ของพ่อแม่ที่จะลงโทษลูก

-พ่อแม่ควรมีความเข้าใจ รอคอย ซาบซึ้งกับเป้าหมาย สำคัญนะคะ พ่อแม่ต้องมีเป้าหมายในการเลี้ยงลูกด้วย ขอให้มีความสุขทุกขณะที่ก้าวไป ระหว่างทางก่อนจะถึงจุดหมาย ไม่ต้องรอให้ถึงจุดหมายก่อนค่อยมีความสุขเนาะ

-พ่อแม่ส่วนมากอยากได้วินัย แต่มักขาดความเข้าใจ

-จิตใจทีดี คือ สงบ รู้สึกปลอดภัย มั่นคง ละเอียดอ่อน งดงามภายใน

-ก้าวร้าว คือ ความเปราะบาง หวั่นไหวง่าย แต่ควบคุมไม่ได้

-เมื่อใดที่ลูกหรือใครสักคน แสดงอาการก้าวร้าว ตะโกน หยาบคาย หมายถึงเขากำลังอ่อนแอเป็นเวลาที่พ่อแม่ต้องให้ความรักและความเมตตา

-เมื่อลูกตะโกน เสียงนั้นไม่ควรปลุกความโกรธใสตัวเรา แต่ควรปลุกความรักความเมตตาให้ตื่นขึ้นมาทำงาน

-จิตใจ คือ เพื่อนที่ดีที่สุด และเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดเช่นกัน

-เรามักจัดการกับลูกด้วยการ React มากกว่า Response

-เรามักใส่ใจกับพฤติกรรมที่ได้เห็น แต่ลืมใส่ใจกับจิตวิญญาณข้างในของลูก

ในช่วงบ่ายเป็นการแนะแนวการสร้างความคิดบวกๆ และให้ฝึกทดลองปฏิบัติ เพื่อให้ตระหนักเห็นถึงพลังของความคิดของตัวเรา ครูป้อมยกตัวอย่าง ให้ทดลอง โดยครูป้อมก็เริ่มบรรยายเพื่อช่วยให้เราสร้างภาพจินตนาการตามคำบอกของครูป้อม สั้น ๆ คือ ครูป้อม ให้จินตนาการถึงทุ่งดอกไม้กับช้างสีชมพู โดยบรรยายแบบละเอียดมากเพื่อช่วยให้เราสร้างภาพได้ง่ายขึ้น ปกติแม่ดาวนี่สร้างภาพในสมองไม่เป็น และไม่เห็นภาพได้เลย พอมาเจอครูป้อมบรรยาย ภาพปรากฎชัดให้เห็นได้จริง ๆ เคยอ่านหนังสือหรือฟังเกี่ยวกับพวกการสร้างภาพในความคิดในจินตนาการเพื่อสร้างสิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้นจริงในอนาคต ก็เคยลองพยายามจะทำแต่ก็ไม่เห็นภาพฮ่าๆๆๆ

จากนั้นครูป้อมบอกให้ทำอีกครั้ง ครั้งนี้ ห้ามคิดถึงช้างสีชมพู จะคิดอะไรก็ได้ แต่ห้ามไม่ให้คิดถึงช้างสีชมพู ต้องไม่มีภาพช้างสีชมพูมาปรากฎให้เห็น ลักษณะการพูดคือ พูดย้ำ ๆ ว่า ห้าม อย่า ไม่ได้ และจากนั้นให้อยู่ในความเงียบสงบ ให้เรานั่งดูความคิดตัวเองสักระยะ คนเราส่วนมากมักไม่มีปัญหาเรื่องการสร้างความคิด แต่มีปัญหาคือการหยุดความคิด มันเป็นปกติทั่วไป เพราะด้วยปัจจัยสิ่งแวดล้อมสังคมต่างๆ ก็สร้างให้เราเป็นเช่นนี้ได้ง่าย

จากนั้นครูป้อมถามให้ยกมือว่า ใครบ้างที่เมื่อสักครู่ ไม่มีช้างสีชมพูโผล่มาให้เห็น ก็มีหลายท่านที่ทำได้ บางท่านก็ทำไม่ได้ จากนั้นครูป้อมก็ถามว่า ทำอย่างไร ถึงไม่มีภาพช้างสีชมพูขึ้นมาให้เห็น บางท่านบอกว่าเอาสติมารู้อยู่กับลมหายใจ บางท่านก็บอกว่าลืมตามองปลั๊กไฟ จ้องที่ปลั๊กไฟ นี่คือวิธีการขจัดความคิดที่ไม่พึงปรารถนา หาที่ยึดเหนี่ยวให้จิต ส่วนตัวแม่ดาวใช้ทั้งดูลมหายใจ และการรู้ตัวทั่วพร้อม คือ ดูกายว่า เรานั่งท่าไหน อย่างไร มือถือปากกา ฯลฯ อันนี้คือ เรามีสติ เพราะเรารู้ตัวล่วงหน้าเนาะว่าครุต้องการให้เรากำจัดความคิด พอรู้ก็ตั้งสติ ในชีวิตจริงคงยากที่จะมีใครมาบอกไว้ล่วงหน้าก่อนว่า อีกสักครู่ข้างหน้านะจะเกิดเหตุอะไร เราควรต้องทำใจ ต้องคิดอย่างไร

หากเป็นเมื่อก่อนที่แม่ดาวยังไม่เคยฝึกใจ ฝึกคิด ฝึกหยุดความคิด แม่ดาวก็คงต้องเห็นช้างสีชมพูน่ารักโผล่มาแน่ ๆ ดีที่แม่ดาวได้ผ่านการฝึกฝนมานานพอสมควร สัก 3 ปีกว่าได้ การทดสอบนี่จึงผ่าน ไม่มีช้างสีชมพูโผล่มาให้เห็น แต่ไม่ใช่ว่าจะทำตลอดรอดทุกเหตุการณ์นะคะ ก็แค่คนธรรมดาที่พยายามฝึกฝนตนเอง ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์เนาะฮ่าๆๆๆ

เด็กๆ ก็เช่นกัน ลองสังเกตุนะคะว่า เวลาที่เราสั่ง ห้าม อย่า ไม่ หยุด ฯลฯ เด็ก ๆ มักจะทำตรงข้ามกับสิ่งที่เราบอกอยู่บ่อย ๆ เพราะอะไร ครูป้อมชี้ให้เห็นว่า เช่น เราสั่งว่า “อย่าปิดประตูเสียงดัง” แล้วเด็กๆ มักจะ ปิดประตูเสียงดัง นั่นเพราะ คำพูดของเราไปสร้างภาพให้เขาเห็นในความคิดเห็นถึงการปิดประตูเสียงดัง แล้วจะแก้ไขอย่างไร วิธีการคือ บอกถึงสิ่งที่เราอยากให้ลูกทำแทน เช่น ”ลูกช่วยปิดประตูเบา ๆ นะคะ” อีกเหตุผลนึงอันนี้คิดเองส่วนตัว คือ พอโดนห้าม แล้วอยากจะต่อต้าน อยากเหนือกว่า ไม่ชอบการถูกสั่ง บังคับ อันนี้เกิดจากความรู้สึกตัวเอง

ครูป้อมสอนให้เราแก้ไขที่ตัวเราเอง กลับมามีอำนาจที่ตัวเราเองก่อน ให้จัดการกระบวนคิดของตัวเอง ความรู้สึก อารมณ์ ให้เข้าไปจัดการกลไลทางจิตใจของตัวเอง สร้างสมดุลระหว่าง หัว (ความคิด) กับ หัวใจ (จิตใจ)

ความคิดเป็นตัวสร้างประสบการณ์ทางความรู้สึก หากเราคิดดี เราก็จะได้ความรู้สึกดี ๆ ประสบการณ์ดี ๆ และหากตรงข้ามเราคิดร้าย คิดไม่ดี เราก็มักจะได้ผลตอบแทนเป็นประสบการณ์ร้าย ๆ ไม่ดี ครูป้อมถามว่า “ในห้องนี้มีครูป้อมกี่คน” พอถามคำถามนี้ตอนแรกก็งง ว่าครูต้องการจะสื่อถึงอะไร สักพักครูก็เฉลย “ในห้องนี้มีครูป้อมตามจำนวนผู้เข้าร่วมอบรม” คือ 32 คน แต่ละคนมีความคิดที่แตกต่างกันจึงสร้างประสบการณ์การรับรู้ที่แตกต่างกัน โอ้.....ชัดเลย และใช่ตรงใจอีกแล้ว

ยกตัวอย่าง มีชาย 2 คน เดินทางไกลตากแดดและกระหายน้ำมาก เดินมาจนได้เจอกับชายชราใจดีผู้หนึ่งมอบน้ำให้คนละ 1 แก้ว ปริมาณน้ำในแก้วนั้นคือ มีอยู่ครึ่งแก้ว ทั้ง 2 ใบ ชาย 2 คน ได้ดื่มน้ำจากชายคนเดียวกัน และปริมาณน้ำเท่ากัน แต่ชายคนแรกนั้นรู้สึกพอใจจอย่างยิ่งกับน้ำที่ได้รับ รู้สึกซาบซึ้ง ขอบคุณชายชราผู้นั้นมาก ส่วนชายคนที่ 2 กลับรู้สึกโกรธ ไม่พอใจ รู้สึกว่าน้อยไป ในใจคิดตำหนิชายชราผู้นั้น

ครูป้อมพูดถึงการเกิดความคิด คือ ความคิดเกิดขึ้นจากผัสสะ การกระตุ้น หรือถูกกระตุ้นให้คิด พวกความคิดแบบนี้เราจะตกเป็นทาสความคิด หากเราอยากอยู่เหนือความคิด เป็นนายไม่ตกเป็นทาสความคิด เราต้องฝึกสร้างความคิดดี ๆ ที่เราต้องการ โดยการไตร่ตรอง คัดเลือกเอาไว้ในกล่องความคิด คล้าย ๆ เป็นชุดข้อมูลใหม่ที่เราจะใส่ให้กับสมองของเรา ใส่ไว้แทนทีชุดข้อมูลเดิม ๆ ที่ไม่ได้เรื่อง ไร้สาระ กลไกของพฤติกรรมเกี่ยวโยงอย่างยิ่งกับการสร้างความคิดของเรา ครูป้อมยกตัวอย่างครั้งหนึ่งที่ไปภูกระดึง ได้ไปเดินป่ากับเพื่อน ๆ และเป็นป่าปิด ไม่มีแผนที่ต้องมีพรานพาเดินทางเข้าไป ปรากฎว่าทางขาด พรานเดินสำรวจเส้นทางพบว่ามีทางหนึ่งสามารถเดินไปได้ แต่ต้องเดินข้ามห้วยโดยมีต้นไม้ต้นหนึ่งที่ล้มพาดห้วยนั้น ตกลงกันตามนั้น ปรากฎว่ามีเพื่อนคนหนึงในกลุ่มกลัวความสูงมาก เจรจาขอเป็นเส้นทางอื่นได้ไหม เพราะไม่ไหว อีกทั้งพาแฟนมาด้วยกลัวเสียหน้า หากแสดงอาการกลัวออกมาให้เห็น คุยไปมาตัดสินใจว่า มีทางเดียว และเพื่อนคนนั้นขออาสาเดินเป็นคนแรก เพราะจะได้ไม่ต้องเห็นอาการคนอื่น ๆ ทำให้กลัวหนักกว่าเก่า จากนั้นเขาก็ก้าวเท้าไป เพียงก้าวแรก ก็หยุดและทรุดลงด้วยความกลัวความสูงอย่างยิ่ง ยอมแพ้ต่อความกลัวที่มีในใจ เหตุที่เขากลัวความสูงมากนั้นเกิดจากประสบการณ์เก่าสมัยเด็กๆ เคยตกต้นไม้ได้รับบาดเจ็บสาหัสมากมาก่อน ความทรงจำเดิม ๆ ความคิดร้าย ๆ เก่า ๆ ก็กลับมาทำร้ายเขาอีกครั้ง

จะเห็นได้ว่าความตั้งใจดี มุ่งมั่นแล้ว ก็ยังล้มเหลวได้ เพราะอะไร เพราะจิตสำนึกนั้นมีอิทธิพลต่อตัวเรา แค่ 10% ที่เหลืออีก 90% นั้นเป็นพลังจากจิตใต้สำนึกที่บ่งการให้เราทำอะไร ๆ ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องฝึกที่จะสร้างความคิด เตรียมข้อมูลความคิดดี ๆ ไว้ให้จิตใต้สำนึกด้วย เป็นการเตรียมประสบการณ์ล่วงหน้า โดยการสร้างภาพความคิดในจินตนาการ เช่น

ตอนเช้าเมื่อเราตื่นนอนให้เราสร้างความคิดล่วงหน้าเอาไว้ ว่าวันนี้เราจะให้สิ่งดี ๆ อะไรเกิดขึ้นกับเรา เช่น เห็นภาพเหตุการณ์ว่า ลูกตื่นนอนเอง รับผิดชอบตัวเอง กินข้าว แต่งตัวเอง เรายิ้มอย่างมีความสุข และทุก ๆ คนในบ้านก็ยิ้มอย่างมีความสุข ต้องสร้างแบบให้เห็นภาพปรากฎชัดประหนึ่งมันเกิดขึ้นจริง ๆ ซ้อมคิดสร้างประสบการณ์ทางจิตบ่อย ๆ แบบนี้ เป็นการเตรียมข้อมูลให้จิตใต้สำนึก หรือจะทำก่อนเข้านอนก็ไม่มีใครว่าเนาะ ที่ครูป้อมแนะนำตอนเช้า คิดว่าน่าจะเพราะก่อนนอนในแต่ละวันเหมือนเราจะเหนื่อยล้ามามากแล้ว เพลียแล้ว นอนก่อนแล้วค่อยตื่นมาสร้างความคิด ***ในการสร้างสร้างความคิดต้องระวังความคิดให้อยู่บนพื้นฐานความรัก ความปรารถนาดี อย่างบริสุทธิ์*** และหากเราไม่สามารถจินตนการสร้างความคิดได้ ครูป้อมให้ใช้ภาพถ่าย ภาพวาด ภาพจริง ๆ มาดูและค่อย ๆ สร้างจินตนาการตาม

จิตใจของพ่อแม่ สายตาของพ่อแม่เปรียบเสมือนแว่นขยาย เราเลือกได้ว่าเราจะขยายส่วนดี หรือส่วนไม่ดีของลูก ต้องบอกให้เต็มว่าหากเรามีสติเราเลือกได้นะคะ ถ้าขาดสติเมื่อไหร่อารมณ์ครอบงำเลือกผิดตลอด ภาพข้างนอกที่เราเห็นลูก มันเป็นภาพสะท้อนภาพภายในใจเราที่มีต่อลูก นึกถึงเวลาเราส่องกระจก เราเห็นผมเรายุ่งเหยิง เราอยากจะให้มันเรียบ เราไปจัดการหวีผมในกระจกให้เรียบได้ไหมค่ะ สิ่งที่ทำได้คือ เราต้องหวีผมตัวเราให้เรียบร้อยสวยงาม ภาพที่ให้ได้กระจกก็จะเปลี่ยนไปจริงไหม

ข้อความเร้าสติ อย่างที่บอกนะคะ เป็นการฟังและรับมาตีความ บางข้อ บางคำ อาจไม่ได้ตรงเป๊ะตามคำครูป้อม เป็นการถ่ายทอดความคิดผ่านตัวแม่ดาวเองด้วยส่วนหนึ่ง

-เริ่มต้นแก้ไขที่ตัวเราความคิดของเราก่อน

-ต้องมีความเชื่อ มีศรัทธา แต่ไมใช่แบบงมงาย

-บางทีแค่เพียงดวงตาพ่อแม่ที่มองมา พฤติกรรมลูกก็เปลี่ยน อย่าลืมว่าดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ จิตใจเราถูกเปิดเผยผ่านดวงตา

-อยากเห็นจิตใจลูกให้มองไปที่ดวงตา เช่นกันหากอยากให้ลูกรับรู้ถึงความรักของเราก็แสดงผ่านดวงตา

-ความรักของพ่อแม่ต้องไม่มีเว้นวรรค ควรอ่อนโยน อ่อนหวาน งดงามเสมอ

-การเห็นและการมองดูต่างกัน การเห็นเกิดจากดวงตา แต่การมองดูเกิดจากดวงใจ

-การได้ยินกับกับการได้ฟังต่างกัน การได้ยินเป็นเรื่องของหู การได้ฟังเป็นเรื่องของการรับรู้ด้วยหัวใจ

-เด็กไม่ใช่ผ้าขาว แต่เป็นผ้าที่มีการแต่งแต้มสีมาก่อนแล้ว ก่อนจะมาเกิด แม่ดาวก็เชื่อเช่นนี้ พุทธศาสนาที่แม่ดาวรู้ว่าก็เชื่อเช่นนี้ค่ะ หากเราเข้าใจแบบนี้ เราจะยอมรับในตัวตนที่แท้จริงของลูกได้ ด้วยความรักและเข้าใจ เจอกับตัวเองเลยค่ะว่า นิสัยบางอย่างที่ไม่มีในเรา แต่มีในตัวเขา ทั้ง ๆ ที่เราก็เลี้ยงมาเองด้วยตัวเอง

-ความดีในตัวเรามีอยู่จริง ความไม่ดี ความอ่อนแอ ความเลวไม่มีอยู่จริง เช่นเดียวกับที่ไอสไตน์ได้พูดถึงว่าความมืดไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงปรากฎการของการหายไปของแสงสว่างต่างหาก ไม่มีแหล่งกำเนิดของความมืด ต่างจากแสงสว่างที่มีต้นกำเนิดจากดวงอาทิตย์

-ดวงวิญญาณทุกดวง เดิมทีเป็นจิตประภัสสร แต่ถูกห่อหุ้มไปด้วยกิเลสมากมายในแต่ละภพแต่ละชาติ เรามีความดีอยู่ในตัวอยู่แล้ว เพียงแต่ปลุกตัว “ผู้รู้” ที่หลับไหลให้ตื่นขึ้น

-วินัยเกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทุกคนมีอยู่แล้ว ไม่ต้องไปหาที่ไหนมาใส่ไว้ เด็ก ๆ ก็เช่นกันเขามีอยู่แล้วในตัวเอง เรามีหน้าทีทำอย่างไรให้วินัยตื่นขึ้นมาทำงาน

-จิตวิทยาในการเลี้ยงลูกที่ดี ยังไม่พอ พ่อแม่ต้องมีหัวใจ จิตใจที่ดีและจริงใจด้วย

-บรรยากาศ สำคัญกว่าสิ่งแวดล้อม แม่ดาวเคยอ่านเรื่องราวของด็อกเตอร์ท่านนึงที่เติบโตมาจากครอบครัวที่แตกแยก อาชีพของแม่คือเก็บขยะขาย ด้วยพลังความรักของแม่ที่ส่งผ่านกระแทกทำลายความชั่วร้ายต่าง ๆ ให้หลุดออกไปจากใจเขา เขาได้รับรู้ถึงความรักอันบริสุทธิ์ของแม่ แต่ทำให้เขามีพลังขับเคลื่อนจากเด็กเหลือขอ เป็นด็อกเตอร์ มีหนังสือด้วยนะคะ ใครสนใจไปหาอ่านกันได้ ด็อกเตอร์จากกองขยะ หรือจะหาดูย้อนหลังจากรายการเจาะใจก็ได้ ดร.กุลชาติ จุลเพ็ญ ได้ทุนจบจากประเทศญี่ปุ่น เป็นเรื่องเล่าเร้าสติมาก ๆ ค่ะ ส่วนตัวเรื่องนี้มองได้คือ แม่เขาก็มีพลังความรักส่วนหนึ่ง และตัวเขาเองด้วยที่สามารถมองเห็นได้ จึงเป็นจุดเปลี่ยนในการดำเนินชีวิต เรื่องมันยาวเล่าคงยืดค่ะ ไปหากันเองนะคะ ถ้าใครสนใจ

กิจกรรมสุดท้ายก่อนกลับ คือ การหยิบบัตรคุณธรรม ครูป้อมว่า แม่นยำ 100 % ให้หยิบทั้งหมด 6 ใบ โดยในแต่ละครั้งที่จะหยิบ ครูป้อมจะพูดเพื่อให้เราเข้าใจ นำความคิด ว่าแต่ละใบที่จะหยิบหมายถึงอะไร โดยในแต่ละใบจะพูดนำ และมีเพลงบรรเลงประกอบคลอสร้างอารมณ์ เอ...หรือสร้างสตินะ ใบแรก คือ พื้นฐานชีวิต ใบที่2 คือการแสดงออก ใบที่ 3 คือความสัมพันธ์ ใบที่4 คือ รักษาดุล ใบที่5 คือการให้ประโยชน์ ใบสุดท้าย คือ ผลลัพธ์ ครูป้อมว่าให้เราพยายามกำหนดจิตให้นิ่งแล้วหยิบในแต่ละครั้ง อยู่กับตัวเองอย่าสนใจสิ่งรอบข้าง

ตั้งแต่ใบแรกจนใบสุดท้าย ของแม่ดาว ตรงค่ะ แม่นมากค่ะ ขำเลย นึกถึงการเล่นไพ่ยิบซีเนาะ แต่ก็มีบางท่านที่บอกว่าไม่ตรง ครูป้อมบอกว่า สัจจะของครูป้อมคือ “ตรง” ใครได้ตรงก็จะได้รู้ว่าตัวเองควรจะใช้พลังคุณธรรมใดในการเหนี่ยวนำชีวิต ส่วนใครที่ตรงข้าม ฮ่าๆๆๆๆ หมายถึง เรามีคุณธรรมข้อนี้ในตัวเรา เพียงแต่เราไม่นำมันมาใช่ เป็นเรื่องที่ดีมาก ที่ได้รู้ และขุดพลังตรงนี้ออกมาใช้ให้ได้ เพื่อสร้างศักยภาพให้ตัวเราเอง

สรุป จากการเข้ารับการอบรมในวันนั้น 12 ก.ค. 57 ก่อนอบรมแม่ดาวก็ไปแบบใจโปร่ง ๆ กระหืดกระหอบเล็กๆ เพลียหน่อยๆ เพราะต้องนั่งรถจากกาญจนบุรี กลับเข้ามากทม. เหนื่อยกายแต่ไม่เหนื่อยใจเลยค่ะ อบรมตั้งแต่เช้าจรดเย็น 17.00 น.ได้ ยังสบายๆ เบาๆ ไม่รู้สึกหนักหัวแต่อย่างใด เป็นความรู้ที่ฟังแล้วสบายใจ สบายสมองเนาะ หากมีกิจกรรมนี้เกิดขึ้นอีก แนะนำอยากให้ใครที่ยังไม่เคยไปเข้าร่วมฟัง ลองไปสัมผัส เปิดรับประสบการณ์ด้วยตัวเองนะคะ คนฟังต่างกัน ครูคนเดียวกัน ฟังในวันและเวลาเดียวกัน ก็ได้ความรุ้สึก ความคิดนึกต่างกัน ต้องลองไปแล้วจะรู้ ส่วนตัวประทับใจมาก ๆ ค่ะ ครูป้อมมีพลังความรัก เมตตา รู้สึกอบอุ่นปลอดภัย และเป็นมิตรมาก ๆ ต้องขอบคุณผู้จัดคุณพิณ ครูป้อม ครูแย้ม เพื่อน ๆ ที่เข้าร่วมอบรม สามี ลูกและตัวเอง ที่ทำให้สิ่งดี ๆ นี้เกิดขึ้น

***ยังมีอีก 2 เรื่องเล่าของ ครูป้อมที่อยากแบ่งปัน แต่เวลามันหมดแล้วค่ะ ไว้โอกาสหน้า ถ้าไม่ลืมนะคะฮ่าๆๆๆ เป็นคนขี้ลืมซะด้วย