เราเกิดมาบนโลกได้ เพราะโลกมีสิ่งเอื้อต่อการกำเนิด แต่โลกไม่ได้มีจิตวิญญาณ มีเป้าหมาย เพื่อสรรพสัตว์ใดๆเลย หากแต่มันดำรงในฐานะบริวารของระบบสุริยะเท่านั้น ประกอบกับความสมดุลระหว่าง "ร้อนกับหนาว" จึงเป็นปัจจัยให้สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการและปรับตัวเองให้เข้ากับโลกได้ ทั้งหมดนี้อยู่บนการรับรองของกาลเวลาทั้งสิ้น
สิ่งมีชีวิตเป็นผลมาจากที่โลกสงบลง และเกิดการสะสมอินทรีย์ต่างๆภายใน ทำให้จุลชีพเริ่มกลายพันธุ์ โดยมีแสงเป็นสิ่งกระตุ้นให้สิ่งมีชีวิตขยับตัว และดิ้นรน เพื่อตอบสนองโลก (แรงดึงดูด) ด้วยเหตุนี้ สิ่งมีชีวิตจึงออกกำลังระบบภายใน เพื่อต่อสู้กับระบบภายนอก จนเกิดกระบวนการตอบสนองโลกอย่างเป็นเอกเทศ
สิ่งมีชีวิตวิวัฒน์ตัวเองมาด้วยการต่อสู้กับแรงกดดันของโลก (หัวใจ) การตอบสนองต่อแสง (มีตา) การอยู่รอด (สืบพันธุ์) การปรับตัว (สีผิว) และการสะสม (เวลา) เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความทรหดบนโลกอันโหดร้ายนี้ สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่อยู่บนโลกตอนนี้ ล้วนเป็นเผ่าพันธุ์มาจากบรรพบุรุษทั้งสิ้น และนั่นคือ ผลจากการวิวัฒน์มาหลายล้านปี
นอกจากการปรับตัวดังกล่าวแล้ว สิ่งมีชีวิตยังต้องปรับตัว เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม ที่อยู่ของตนด้วย และที่ถือว่าเป็นกลไกในการอยู่รอดอย่างสร้างสรรค์คือ การเปลี่ยนแปลงตนเอง เพื่อตอบสนองกันเอง เช่น สัตว์ย่อมอยู่กันเป็นกลุ่ม เป็นฝูง การหาคู่ การสืบพันธุ์จึงต้องหาคู่ที่ดี มีคุณภาพ โดยค้นหา แสวงหา แลหา กลุ่มกันเองว่าใคร ตัวใด โดดเด่น มีคุณสมบัติที่ดี ต่อการเป็นพ่อแม่พันธุ์
ความต้องการนี้ เหมือนจะรู้โดยผู้ถูกเลือก ผู้ถูกเลือกจึงตอบสนองด้วยการทำตัวให้เด่น เช่น มีสีสัน มีความแข็งแรง มีความสามารถ ฯ อันเป็นคุณสมบัติของการถูกเลือก บทบาทนี้ แล้วแต่ชนิดของสัตว์จะเลือกฝ่ายใดให้แสดงบทบาทจนกลายเป็นการสืบทอดพฤติกรรมนี้เรื่อยมา เราจึงไม่แปลกใจใช่ไหมว่า ทำไมสัตว์ตัวผู้จึงแข็งแรง ทำไมสัตว์ตัวเมียจึงสวยงาม แต่ก็ไม่แน่เสมอไป อาจมีการสลับหน้าที่นี้ได้ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมที่ถ่ายทอดมาตั้งแต่ต้น เช่น นก ปลา งู ปู เป็นต้น
จากเหตุผลในทางธรรมชาติหรือพฤติกรรมสัตว์โลก ที่ดำเนินมาเช่นนี้เป็นเวลายาวนาน ทำให้เราเห็นความจำเป็นและความอยู่รอด ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงภายในและใช้กลไกทางสังคมเป็นเครื่องนำพา เนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงภายในคือ การตอบสนองตัวเองและการตอบสนองสัตว์อื่น เพื่อให้ตนเป็นฝ่ายถูกเลือกมาที่สุด จนกลายเป็นกลุ่ม ชุมชน แล้วจึงเกิดการแข่งขัน เพื่อพัฒนาสายพันธุ์ที่ดีที่สุดตามมา
มรดกที่ตกทอดมาสู่สัตว์และกลุ่มมนุษย์ทุกวันนี้ จึงทำให้เรา ต้องแสดงบทบาทนี้อยู่ จะแตกต่างกันในระยะแรกเริ่ม (ในป่า) และแตกต่างกันในสายพันธุ์ ในปัจจุบัน เราทิ้งพฤติกรรมที่เคยทำมาบางอย่างไป ในขณะสัตว์ยังคงดำเนินวิถีนี้อยู่อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่า เรามีพฤติกรรมที่เพี้ยนไปจากสัตว์ เพราะเราสร้างนวารยธรรมขึ้นมา ในขณะสัตว์ดำรงไปอย่างตรงไปตรงมาเหมือนเดิม
การสร้างกลไกใหม่ขึ้นมาของเรา เราอาจมีวัตถุประสงค์แตกต่างจากสัตว์ เพราะเราต้องการจะหนีคำว่า เยี่ยงสัตว์ และพัฒนาเป็นมนุษย์ แต่เรากลับใช้จุดนี้ไปในทางที่หาผลประโยชน์แก่ตน หรือใช้เป็นเครื่องมือหลอกล่อ ตบตาหาเงินทอง ซึ่งต่างกับสัตว์ที่ไร้มายา และกล้าเป็นอย่างเช่นเคย
สิ่งที่น่าทึ่งคือ เราพบว่าสัตว์ได้พัฒนาพฤติกรรมของตน โดยการเปลี่ยนแปลงภายในจนเป็นที่น่าสนใจ โดดเด่น เตะตาเพศตรงข้ามอย่างสร้างสรรค์ กลายเป็นศิลปะที่งดงามประจำตัวเพื่อแสดงบทยั่วได้อย่างได้ผล พฤติกรรมนี้ได้ถ่ายทอดไปทางดีเอ็นเอของสัตว์มาหลายล้านปี เราจึงพบว่า สัตว์ที่มีสีสันสวยงามนั้น สร้างสรรค์ผลงานมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ไม่ทำให้เจตจำนงดั้งเดิมตกหล่นเลย
มองให้ลึกต่อไปว่า สัตว์ที่รังสรรค์ผลงานเช่นนี้ เพื่อจุดหมายอย่างเดียวคือ ดึงดูดเพศตรงข้ามเท่านั้นหรือ คำตอบคือ ไม่ใช่ เพราะสัตว์หลายชนิดไม่ใช้สีสันเพื่อดึงดูดเพศตรงข้าม แต่เพื่อพรางตาศัตรู ข่มขู่ศัตรู และต่อสู้ เช่น หนอนสีต่างๆ งูที่มีสีสัน กบป่าอเมซอน หมึก ปลา ด้วง ฯ แสดงให้เห็นว่า ไม่ได้มีจุดหมายเดียว
สัตว์ที่ใช้สีสันเพื่อล่าเซ็กส์โดยตรงก็พอเห็นอยู่ทั่วไปในบรรดาสัตว์ป่า สัตว์ตามธรรมชาติ ซึ่งพอประมวลได้ดังนี้
๑) "นกปักษาสวรรค์" มีขนสวยงาม มีสีสัน ฉูดฉาด โดดเด่น สีนี้มีไว้เพื่อดึงดูดเพศเมียโดยเฉพาะ วิธีการเกี้ยวตัวเมียคือ พวกมันจะเต้นโชว์ขนของตนเองด้วยลีลา ท่าทางไปมา เพื่อทำให้ตัวเมียพอใจ ราวกับจะบอกว่า ดูสิผมเต้นสวยมั๊ย! หากตัวเมียพอใจก็จะกระโดดลงเล่นด้วยหรือมองด้วยความสนใจ จากนั้น ตัวผู้ก็จะได้รางวัลคือ ผสมพันธุ์
๒) "นกบาวเวอร์" ใช้สีสันของธรรมชาติ ที่มีสีต่างๆ เก็บรวบรวมมาวางเรียงกันให้เห็นเด่นตา อาจมีสีต่างๆ หรือสีใดๆ สีหนึ่ง วางรอบรังเทียมที่สร้างไว้บนพื้น ที่ทำความสะอาดแล้ว เพื่อการนี้โดยเฉพาะ เมื่อตัวเมียมาสำรวจ พอใจก็จะกระโดดลงมาที่รัง ตัวผู้ก็จะทำการผสมพันธุ์ทันที หากไม่พอใจ ตัวเมียก็จะบินหนีไป
๓) "นกยูง" ตัวผู้จะมีแพนหางยาว สวยงาม มันจะแสดงหาง ก็ต่อเมื่อมันเกี้ยวตัวเมีย มันจะสั่นหางคลอเคลียอยู่ข้างๆ วนรอบๆ จนกว่าตัวเมียจะสนใจ และพอใจ ทั้งนี้ก็เพื่อหาโอกาสผสมพันธุ์นั่นเอง
๔) "ไก่ฟ้าพระยาแล" หรือไก่แจ้ เป็นไก่ตระกูลไก่ปา ตัวผู้จะมีสีสันสวยงาม โดยเฉพาะขนที่หาง เหตุที่มันมีขนงาม ก็เนื่องจากเป็นกลยุธในการเอาชนะคู่ต่อสู้ และเพื่อดึงดูดตัวเมีย ไก่แจ้ได้ชื่อว่า ไก่เจ้าชู้ เนื่องจากว่า มักจะชอบผสมพันธุ์บ่อยๆ การมีขนงาม ก็เพราะต้องการดึงดูดเพศเมียให้มาผสมพันธุ์เช่นกัน
๕) "กิ้งก่า" เป็นสัตว์เลี้อยคลาน มักปีนต้นไม้ทั่วไป มีหลายชนิด ตัวผู้มักจะมีสีสันสวยงาม สะดูดตา มีหงอนเป็นแผง มีเขียว ฟ้า สีน้ำตาล เหลือง ดำ สีเหล่านี้ จะแสดงออก เมื่อเห็นเพศเมีย เพื่อดึงดูดให้มาสนใจ ใกล้ชิด จากนั้น หากตัวเมียสนใจก็จะยอมให้ผสมพันธุ์ด้วย
๖) "ปลากัด" เป็นปลาที่มีสีสัน สวยงาม ตัวผู้จะมีหางเป็นแพ มีสีต่างๆ เหตุผลของมัน ก็เพื่อต้องการดึงดูดปลาตัวเมีย ใครเลี้ยงย่อมจะเห็นลีล่า ท่าทาง หยอกเย้า เคล้าคลอตัวเมีย ท่าทางน่ารักของมัน จึงเป็นที่นิยมของนักเลี้ยงปลา นอกจากนั้น ปลากัดตัวผู้ ยังเก่งในด้านการกัดตามชื่อด้วย แล้วสาวไหนจะไม่รักละ (เฉพาะปลากัดเท่านั้น มิใช่คน)
๗) "ลิง" ลิงมีหลายชนิด มีลิงชนิดหนึ่ง ตัวผู้มีหน้าสีแดง เมื่อโตเต็มที่ บ่งบอกว่า มันพร้อมที่จะผสมพันธุ์ได้ การที่หน้ามีสีเช่นนั้น สะท้อนให้เห็นความสมบูรณ์ทางสายพันธุ์และร่างกาย
๘) "พืช" เป็นสิ่งมีชีวิตที่ถือว่าชำนาญในการใช้สีสัน เพื่อดึงดูดแมลงให้มาผสมเกสรให้ พืชใช้กลยุธในการเอาชนะแมลงได้ เหมือนกับมันเรียนรู้จิตวิทยาแมลงว่าต้องการอะไร มันจึงผลิตน้ำหวานให้ ถือว่า เป็นการสร้างสรรค์มายาที่ไม่เอาเปรียบผู้อื่น กระนั้น พืชหลายชนิดที่เห็นประโยชน์ตนฝ่ายเดียว ใช้สีเป็นมายาพรางตาสัตว์ให้หลงกลมรณะ เช่น หม้อข้าว หม้อแกงลิง กาบหอยแครง
๙) "หมึก" เป็นสัตว์ที่ถือว่า มีความลึกลับด้านสติปัญญา อารมณ์ ที่ซับซ้อนมาก สิ่งที่พวกมันทำเสมอคือ แปลงร่างได้ เปลี่ยนสีได้ เมื่อเวลาตกใจ กลัว หรือเห็นศัตรู มันจะเปลี่ยนสีทันที มันสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมหรือเปลี่ยนสีฉูดฉาด เพื่อขู่ศัตรูได้ และเมื่อเวลาเห็นตัวเมียมันจะเปลี่ยนสีได้หลากสีมาก เพื่อดึงดูดตัวเมีย นอกนั้น บางชนิดยังสามารถปลอมตัวเป็นเพศตรงข้ามตนเองได้ด้วย
๑๐) "มนุษย์" เป็นสัตว์ที่ยอมรับว่า มีสมองที่ฉลาดกว่าสัตว์ทุกชนิด แต่ต้องได้รับฝึกฝน เพราะความฉลาดของตนเองนี่แหละ ทำให้มนุษย์ใช้มายาหรือใช้กลลวง หลอกกันเอง อย่างแนบเนียน ผู้หญิงมีความสวยงามในตัว จึงเรียกว่า (fairy sex) ผู้ชายมีความเข็งแรงในตัว ธรรมชาติของเพศเมีย มักจะมีจุดเด่น ดึงดูดเพศตรงข้ามเสมอแต่ทำไมผู้หญิงจึงต้องแต่งตัว เช่น ทาปาก ทาเล็บ ใส่ชุดหญิงจ๋า ท้าทายสายตาเพศผู้อย่างเรา (อิๆๆ)
หากย้อนไปเมื่ออยู่ในป่า เราไม่จำเป็นต้องแต่งตัวขนาดนั้น เพราะไม่มีเหตุอันใดที่จะต้องยั่วเพศตรงข้าม เพราะไม่มีใครหล่อเหมือนเจมจิอยู่แล้ว สันนิษฐานน่าจะมาจากการอพยพมาสู่ชุมชน เป็นกลุ่ม เป็นเผ่ากันมากเข้า จนกระทั่งเป็นเมืองเต็มที่ คู่เลือกก็มาก คู่แข่งก็มาก สิ่งเติมเสริมสร้างก็มาก จึงอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้าง จนอาจกลายเป็นค่านิยมในที่สุดก็ได้
อย่างไรก็ตาม ขอให้คิดจุดกำเนิดว่า สัตว์วิวัฒนามาในรูปแบบที่สมดุล เมื่อมีปริมาณมากขึ้น สัตว์ และมนุษย์จึงต้องแข่งขัน ชิงชู้ คู่กัน กลายเป็นว่า เพศชายก็ต้องแข่งเพศชาย เพื่อชัยชนะคู่ครอง เพศหญิงก็ต้องแข่งสวย แข่งงาม เพื่อดึงดูดเพศตรงข้ามดังกล่าว ในที่สุดก็เกิดพัฒนาการความงามขึ้น สัตว์ก็งามอย่างสัตว์ (ทั้งตัวผู้ ตัวเมีย) ในขณะมนุษย์ก็แข่งขันกันทั้งชายและหญิง จนเกินขอบเขต ในที่สุดก็เกิดเพศที่สามตามมาอิๆๆ
สิ่งที่ตามมาในเรื่องเพศ ที่ผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติคือ มนุษย์ใช้เพศภาวะของตนเกินความจำเป็นของธรรมชาติ จนกลายเป็นการเบียดเบียนตนเอง เกิดโรคต่างๆตามมา ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ ผิดกฎ ผิดศีลธรรมในสังคม ทำให้เราต้องหลอกลวง เล่นชู้ หลอกลวงกัน รังแกกัน ข่มเหงกัน ข่มขืนกันและฆ่ากัน ในที่สุดก็กลายธุรกิจค้ากาม ตามบาร์ ตามซ่อง ในรูปแบบอาบ อบ นวด ใช้ไฟสีและสีเครื่องสำอางแต่งตัวเอง แต่งร้าน อาคารด้วยสีแสงต่างๆ ยั่งยวนสายตา บอกนัยว่า ที่นี่คือ แหล่งสถานบันเทิงเริงอารมณ์ จุดหมายคือ เพศสัมพันธ์ จุดหมายแท้ๆคือ แพร่พันธุ์
ในขณะสัตว์ตามธรรมชาติ พัฒนาแรงกระตุ้นทางเพศไปตามเดิม จนเกิดผลผลิตมีลูกมีหลาน จนกลายเป็นอาหารให้เราจับเขากิน ให้เราได้กินดอก กินผล ของพืชต่างๆ เพราะเขายังใช้เพศแบบสร้างสรรค์จรรโลงโลกให้โสภาน่ามอง ไม่เหมือนมนุษย์ใช้สีแสง เป็นมายาลวงกัน ฆ่ากัน นี่หรือคือ สัตว์ที่เรียกตนว่า ฉลาดเฉลียว แถมยังบอกตัวเองว่า ประเสริฐอีก
กระนั้นก็ตาม ในกลุ่มที่แสดงตัวตนให้โดดเด่นดังกล่าว ก็อาจมีสัตว์หรือพืชอื่นๆ แสดงพฤติกรรมดังกล่าวคือ เลียนแบบ หลอกตา ลวงตา ศัตรูได้ เป็นเรื่องน่าทึ่งที่สัตว์อื่น เรียนรู้จากสัตว์ต้นแบบเหล่านั้น ได้อย่างแนบเนียนได้อย่างไร เช่น แมงมุมเลียนสีดอกไม้ ผีเสื้อเลียนตาสัตว์อื่น ต่อเทียมเลียนสีต่อแท้ นกเลียนเสียงสัตว์อื่น หรือแม้แต่พืชเลียนสี เลียนกลิ่นสัตว์อื่นได้ จนแมลงหลงกลมายานี้ ฯ
ดังนั้น ในโลกใบใหญ่นี้ ยังมีกลยุธต่างๆ มากมายที่เราไม่รู้ ไม่เห็น การมอง การเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวเราอาจไม่ใช่อย่างที่เป็น อย่างที่เป็นก็ได้ ด้วยเหตุนี้ การเรียนรู้ การเข้าใจกลไกของธรรมชาติ สังคมสัตว์ และมนุษย์ คือ สิ่งที่สอนให้เรามองเห็นภาพที่แท้จริงและเป็นเครื่องเตือนเราได้เช่นกัน
---------------------(๓/๗/๕๗)--------------------












สัตว์อื่นๆ เห็นตัวผู้เป็นสีสันไว้ดึงดูดตัวเมีย แต่...
ทำไมมนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐกลายเป็นผู้หญิงมีสีสันไว้ดึงดูดผู้ชาย....
555... เดียงนี้มนุนย์มีเพศอื่นๆๆอีก นะคะ .... ไม่รู้ใช้อะไรดึงดูดกันนะคะ ...
ขอบคุณบันทึกดีดีนี้ค่ะ
สวัสดีครับอาจารย์ ผมมาตอบคำถามเรื่องผักกูด ผมไม่แน่ใจว่าตอนนี้อาจารย์อยู่ที่ไหน และเดินทางไปทางไหนบ้าง เรื่องผักกูดเคยเห็นบันทึกของครูมะเดื่อเขียนไว้ก็มีที่ เพชรบุรี...
http://www.gotoknow.org/posts/569146
"บ้านดิน เขากลิ้ง" น่าไปเที่ยวชมเหมือนกันนะครับ...นอกจากนี้สถานที่ใดที่เป็นโครงการในพระราชดำริก็น่าจะมีเหมือนกันนะครับ เช่น วัดมงคลชัยพัฒนา สระบุรี เป็นต้น หรือไม่ก็ลองถามร้านที่เขาขายกล้าไม้ใน กทม. ก็น่าจะมีอยู่บ้างเหมือนกัน ถ้าไม่ขายก็ขอเอามาสัก ๒-๓ กอ ปลูกแล้วมันก็แตกขยายไปตามรากครับ...
หากผ่านมาทางอุตรดิตถ์บ้านผม ก็โทรสั่งไว้ก่อนก็ได้เดี่ยวให้คนเก็บผักขายเขาเตรียมไว้ให้ หรือไม่ก็เอาข้างบ้านผมก็ได้มีหลายกออยู่...แบ่งให้สัก ๓ เหง้าครับ...ถ้าผ่านมา
ขอบคุณที่สนใจนะครับ
คนเราเกิดมาเพื่อเรียนรู้ไงค่ะ เรียนรู้เพื่อให้อยู่รอด เรียนรู้เพื่อให้รู้ไว้และเก็บเป็นบทเรียน เรียนรู้เพื่อให้เกิดการพัฒนา ฯลฯ :)
ขอบคุณบันทึกดีๆครับ...
ขอบคุณทุกท่านที่แสดงทัศนะนะครับ นี่คือ กำลังใจที่จะผลิตความคิดต่อสังคมครับบบ
ขอบคุณสำหรับสาระน่าเรียนรู้ พร้อมทั้งภาพประกอบที่งดงามมากของสัตว์ทุกชนิดค่ะ