วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗
เมื่อวันที่ ๒๘-๒๙ เมษายน ๒๕๕๗ เข้ารับการอบรมที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เรื่อง การเขียน การผลิต และการเผยแพร่ตำรา หนังสือ และบทความวิชาการ จัดโดย ศูนย์หนังสือ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ร่วมกับ ศูนย์หนังสือแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วิทยากรแต่ละท่านถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ได้น่าประทับใจมากๆ เนื้อหาสาระที่สรุปไว้ต่อไปนี้ เป็นแค่เพียงเรื่องเล็กน้อยซึ่งไม่อาจถ่ายทอดความประทับใจออกมาได้อย่างใจคิด
๑. การเขียนตำรา
ศาสตราจารย์ ดร.ณัชชา พันธ์เจริญ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกเล่าประสบการณ์การเขียนตำราและข้อคิดสำหรับการเขียนตำราไว้ดังนี้
- อาจารย์มี ๔ ประเภท คือ ๑) ความรู้ดี ชอบสอน ๒) ความรู้ดี ไม่ชอบสอน ๓) ความรู้ไม่ดี ชอบสอน ๔) ความรู้ไม่ดี ไม่ชอบสอน- คุณสมบัติของอาจารย์ คือ มีความรู้ดี ชอบค้นคว้า ชอบสอน เตรียมการสอน ปรับปรุงการสอน ตรวจการบ้าน ตรวจข้อสอบ พัฒนาเอกสารประกอบการสอน-เอกสารคำสอน-ตำรา
- ใช้พลังให้คุ้มค่า ผู้ใหญ่ที่ไม่ให้กำลังใจและนักศึกษาที่ไม่เอาใจใส่ ไม่ต้องเสียเวลาด้วยใครที่พูดไม่รู้เรื่อง ไม่ต้องคุยด้วย ผู้ชายที่ดูแลยาก อย่าแต่งงานด้วยถ้าต้องเสียเวลากับบุคคลแวดล้อมในเรื่องไร้สาระ จะไม่มีเวลาเหลือสำหรับการเขียนตำรา
- ทำชีวิตให้ง่าย จะได้มีเวลาเขียนหนังสือ
- คบคนที่ทุ่มเทเวลาให้งาน เพื่อสนับสนุนซึ่งกันและกัน
- ไม่มีข้ออ้างที่จะไม่ทำงาน อย่าให้อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมภายนอกมีผลต่อการทำงานของเรา
- อ่านหนังสือ จะได้สำนวนภาษาที่ดีพร้อมๆ กับเนื้อหาของหนังสือ ภาษาไม่ดี จะเป็นอุปสรรคของชีวิต เรียน/เขียนอะไร
ไม่รู้เรื่อง เวลาอ่านหนังสือ ต้องสังเกตการใช้ภาษาของสิ่งที่อ่าน และพิจารณาเหตุผลที่ผู้เขียนใช้ภาษาเช่นนั้น รวมทั้งความหมายของถ้อยคำที่ต่างกัน
- การทำตำราเริ่มต้นจากคำอธิบายในชั้นเรียน บันทึกคำบรรยายของตนเองไว้ แล้วนำมาเรียบเรียงเป็นเอกสารประกอบการสอน หลังจากนั้นอ่านทวน เพื่อหาข้อบกพร่องของภาษาและเนื้อหาที่เขียน และปรับปรุงเพิ่มเติม ก่อนที่จะให้เพื่อนจากหลากหลายประสบการณ์ช่วยอ่านและแนะนำ จะได้มุมมองที่หลากหลาย
ศาสตราจารย์อัจฉรา ชีวพันธ์ ข้าราชการบำนาญ อดีตอาจารย์โรงเรียนสาธิตแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบอกเล่าแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือคือนักเรียน การสอนในชั้นเรียนจะมีวิธีการสอนใหม่ๆ เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยความสนุกสนาน หลังจากนั้นก็รวบรวมวิธีสอนที่คิดขึ้นเอง เขียนเป็นตำราสิ่งที่เขียนมาจากสมองของเรา จึงไม่มีในท้องตลาด
ศาสตราจารย์ ดร.ปราโมทย์ เดชะอำไพ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกเล่าประสบการณ์การเขียนตำราว่า จะต้องมีโครงร่างเนื้อหาที่จะเขียนตั้งแต่ต้นจนจบเนื้อหาจะต้องอธิบายให้เข้าใจง่ายและมีสมาธิและเวลาอุทิศให้กับการเขียน หลังจากพิมพ์ครั้งแรกแล้ว ควรเพิ่มคุณภาพด้วยการปรับปรุงเนื้อหา เพิ่มเนื้อหา เติมเนื้อหาใหม่ที่ทันสมัย เพิ่มตัวอย่าง และแบบฝึกหัด สิ่งที่เพิ่มเติมจะได้มาจากคำถามของนักศึกษาในชั้นเรียน การบ้านที่นักศึกษาทำส่งอาจารย์ และ comments ในเว็บไซต์ สำหรับเนื้อหาใหม่ที่ทันสมัย พิจารณาจากรายวิชาใหม่ในสถาบันอื่น งานวิจัยใหม่ๆ และ comments ในเว็บไซต์
๒. การผลิตและการเผยแพร่ตำรา หนังสือวิชาการ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์มานิต รุจิวโรดม คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการสำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยายถึงกระบวนการผลิตหนังสือตั้งแต่การทำต้นฉบับ การพิสูจน์อักษร การจัดหน้า (lay-out) การออกแบบปก การทำเพลท การพิมพ์ การเย็บเล่มและเข้าปก การจำหน่ายหนังสือวิชาการจำหน่ายได้น้อย แต่เป็นนโยบายของสำนักพิมพ์แห่งจุฬาฯ ว่าจะสนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือวิชาการที่มีคุณภาพแท้จริงแล้ว ทุกมหาวิทยาลัยควรมีสำนักพิมพ์จัดพิมพ์หนังสือของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย จำหน่ายให้นักศึกษา อาจารย์ควรปลูกฝังให้นักศึกษาตระหนักว่าการถ่ายเอกสารหนังสือทั้งเล่มใช้ประกอบการเรียนเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และทำลายระบบการผลิตหนังสือวิชาการอย่างร้ายแรง
๓.ลิขสิทธิ์กับการเขียนบทความ ตำรา หนังสือวิชาการ
รองศาสตราจารย์มานิตย์ จุมปา คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกณ์มหาวิทยาลัย ยกตัวอย่างการละเมิดลิขสิทธิ์ในคดีต่างๆ ดังนี้
- การคัดลอกงานของผู้อื่นทั้งเล่ม มาทำปกใหม่และใส่ชื่อตนเองเป็นคนเขียน
- การคัดลอกงานเขียนของต่างประเทศ โดยไม่อ้างอิง
- อาจารย์มอบหมายให้นักศึกษาปริญญาโทค้นคว้าข้อมูลให้ นักศึกษาคัดลอกงานคนอื่นมาส่งอาจารย์ โดยไม่อ้างอิง อาจารย์เข้าใจว่านักศึกษาเป็นผู้เรียบเรียง และนำไปใช้ในหนังสือของตนเอง
- การคัดลอกบางส่วนของหนังสือหลายๆ เล่ม มารวมกันทำเป็นหนังสือเล่มใหม่ โดยมีรายชื่อหนังสือต้นฉบับที่คัดลอกมา ในบรรณานุกรมแต่ไม่ได้อ้างอิงในเนื้อหาที่คัดลอกมา
- ครูนำผลงานของนักเรียน มาใช้เป็นผลงานของตนเอง
- การจ้างผู้อื่นทำผลงานวิชาการ ผู้รับจ้างคัดลอกผลงานของผู้อื่นมาโดยไม่อ้างอิง
-การคัดลอกงานของตนเองโดยไม่อ้างอิงทำให้เข้าใจผิดว่าเขียนขึ้นใหม่ ลักษณะของงานวิชาการจะต้องมีความใหม่ แม้จะศึกษาเรื่องเก่า ก็ต้องมีการวิเคราะห์ ตีความใหม่
สิ่งที่ควรปฏิบัติเพื่ออ่านงานของคนอื่น แล้วสรุปเป็นข้อความของตนเอง แล้วอ้างที่มาของเนื้อหานั้นแล้วเขียนแสดงความรู้และความคิดที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่เพิ่มเติมหรือต่างจากสิ่งที่อ่านมา
๔.การเขียนบทความและหนังสือวิชาการ
ศาสตราจารย์อัจฉรา ชีวพันธ์ เน้นความสำคัญของการใช้ภาษาไทยที่สื่อความหมายชัดเจน ไม่กำกวมหรือทำให้เข้าใจได้หลายอย่างศาสตราจารย์ ดร.ปราโมทย์ เดชะอำไพ เน้นคุณค่าของการเขียนหนังสือวิชาการว่าช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา การเขียนหนังสือต้องมุ่งมั่นและทุ่มเทต้องใช้เวลาต่อเนื่องในแต่ละวันและทุกวัน งานจึงจะก้าวหน้า ถ้ามีภารกิจมาแทรกระหว่างการเขียนหนังสือ จะทำให้ความคิดไม่ต่อเนื่อง ทำให้งานล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็ นรองศาสตราจารย์ มานิตย์ จุมปา เล่าประสบการณ์การเขียนหนังสือว่าได้รับโอกาสจากศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรโณ เมื่อครั้งที่เรียนปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์มอบหมายให้อ่านหนังสือกฎหมาย ๑๐ เล่ม โดยอ่านทีละประเด็น แล้วสังเคราะห์ข้อมูลแต่ละประเด็นที่อ่านจากหนังสือ ๑๐ เล่มใช้เวลา ๑ ปีจึงเสร็จ หลังจากนั้นอาจารย์บวรศักดิ์ตรวจสอบว่าเขียนจากการสังเคราะห์หรือลอกจากหนังสือทีละเล่ม เมื่อพบว่าเป็นการสังเคราะห์และมีการอ้างอิงถูกต้อง อาจารย์จึงเพิ่มเติมเนื้อหาจากหนังสือกฎหมายภาษาฝรั่งเศส เมื่อหนังสือเสร็จเป็นเล่ม อาจารย์ขอบคุณผู้ช่วยทำต้นฉบับในคำนำของหนังสือ ต่อมา อาจารย์บวรศักดิ์จัดพิมพ์ครั้งที่สอง โดยมอบหมายให้ลูกศิษย์คืออาจารย์มานิตย์ ปรับปรุงเนื้อหาและพิมพ์ชื่ออาจารย์มานิตย์เป็นผู้เขียนร่วมที่หน้าปกหนังสือสำหรับการเขียนหนังสือกฎหมายลิขสิทธิ์นั้นเกิดจากการบรรยายเรื่องดังกล่าว และเห็นว่ายังไม่มีหนังสือเช่นนี้ในตลาดหนังสือรองศาสตราจารย์มานิตย์เล่าถึงบรรยากาศการผลิตผลงานวิชาการที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ว่าเป็นบรรยากาศของการสนับสนุน ผู้บริหารจะเลือกว่าจะใช้วิธีสนับสนุนหรือควบคุมบังคับถ้าใช้การควบคุมบังคับก็จะไม่เกิดผลงานที่มีคุณภาพ
เป็นประโยชน์มากครับ อยากให้นำเสนอแบบนี้อีก ขอบคุณครับ
"ขอบพระคุณ..กับสิ่งดีๆ..ที่นำเสนอ"
มีดอกไม้มาฝาก..เจ้าค่ะ
ขอบคุณมากๆ ค่ะ ชอบดอกไม้อยู่แล้ว