<p>เมื่อวานไปร่วมการประชุมผู้ปกครองประจำเทอมของทางโรงเรียนลูกชายที่ผ่านมาการประชุมแต่ละครั้งก็จะเป็นการรับเรื่องร้องทุกข์ และร้องเรียนประมาณนั้นและเนื้อหาส่วนใหญ่ก็คือ เรื่องการเรียนของลูก ๆปกติเนาะ ก็ไปประชุมกับทางโรงเรียนก็คุยกันเรื่องการเรียน คงมีแต่ตัวเองกระมังที่ผิดปกติ มักไปขอความเห็นใจเรื่องระเบียบวินัย สุขอนามัยของทางโรงเรียน เรื่องการเรียนมีเพียงแซม ๆ มาเล็ก ๆพอดีมีผู้ปกครองท่านนึง ที่ลูกชายเขามีพฤติกรรมคล้ายลูกชายแม่ดาวบางส่วนเวลาทำการบ้านวิชาภาษาไทย และภาษาอังกฤษเท่าที่แม่ดาวสังเกตและพบมาเห็นว่า เด็กผู้ชายส่วนมากที่รู้จักก็จะเป็นประมาณนี้ ยี้ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ แต่ชอบคณิต กับวิทยาศาสตร์ลูกแม่ดาวเองก็เช่นกัน </p><p>ผู้ปกครองท่านนั้นเล่าว่าลูกชายของเขาทำไปร้องไห้ไป บ่นไป แต่ก็ทนทำ ๆ จนเสร็จ เป็นอริอย่างยิ่งกับการคัดลายมือท่องคำศัพท์แต่แม่เป็นห่วงเรื่องความเครียดในการเรียนของลูกกับ 2 วิชาดังกล่าว ไม่ได้เป็นห่วงคะแนนสอบ แต่ห่วงเรื่องความสุขในการเรียนรู้ของลูกซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมาก ๆ นะคะ ที่คุณแม่เล็งเห็นเรื่องนี้ซึ่งลูกชายแม่ดาวก็มีอาการคล้าย ๆ ประมาณนี้แหละค่ะฟังแล้วก็เข้าใจและเห็นใจทั้งเด็กและผู้ปกครองแต่ไม่ทันได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอะไรกัน เพราะแต่ละท่านก็สละเวลามาและรีบแยกย้ายกันไป เหลือแค่ไม่กี่รายที่อยู่รอดูลูกเรียนว่ายน้ำตามคำเชิญชวนของคุณครู</p><p>
วันนี้เลยอยากแบ่งปันเรื่องของตัวเองกับลูกชายในเรื่องข้างต้นนี้เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อพ่อแม่ท่านอื่น ๆ บ้างส่วนตัวแล้วแม่ดาวเองนั้นเริ่มต้นจากการยอมรับในตัวของลูกก่อนว่า เขาไม่ชอบเรียนวิชาไหนและเรียนรู้ต่อไปว่าเพราะอะไรลูกถึงไม่ชอบพอรู้แล้วก็ค่อย ๆ คิดหาวิธีในการช่วยเหลือปรับใจลูกบรรเทาความทุกข์ในใจเขา ซึ่งวิธีนี้ไม่ง่ายแต่ไม่ยากเกินความสามารถพ่อแม่แน่ ๆ ค่ะ คือ การรับฟังอันดับแรกคือ การรับฟังความทุกข์ของเขาให้เขาพูดระบาย โดยมีเราที่พยายามจะเป็นผู้รับฟังที่ดี (ส่วนตัวเรียกว่าต้องใช้ความพยายาม บางทีก็มีอยากจะพูดแทรก ต้องใช้สติควบคุมตัวเองมากๆ )ขอยกตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อไม่นานมานี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดในตอนเย็นขณะที่ลูกกำลังทำการบ้าน ซึ่งวันนั้นก็เป็นการบ้านวิชาภาษาไทย คัดไทยและอื่น ๆ อีกมากมายรวมน่าจะ 4 วิชา งานค้างอีก 1 อย่าง รวมทำทั้งสิ้น 5 อย่าง ซึ่งเยอะมากสำหรับลูกแม่ดาวและส่วนตัวเองก็คิดว่าเยอะไปนะคะ สำหรับเด็กป.2การเปรียบเทียบอาจสร้างความทุกข์ แต่ส่วนตัวใช้การเปรียบเทียบสร้างสุขให้เกิดได้นึกถึงลูกเพื่อนอีกคนการบ้านบานตะไท เยอะกว่าลูกเรามากมายนัก แอบคิดเองคนเดียวในใจ มิได้เอื้อนเอ่ยออกไปให้ลูกได้ฟัง เพราะดีต่อเรา แต่จะไม่ดีต่อเขาแน่ ๆ หากพูดให้เขาได้ยิน </p><p>
เวลาลูกทำการบ้านส่วนมากเขาจะจัดลำดับเองว่า จะทำอะไรก่อนอะไรหลังจนมาถึงวิชาภาษาไทยเขียนไปสักพัก ก็เริ่มโวยวาย ไม่อยากจะทำ ไม่อยากจะเขียน เขียนไปก็บ่น เครียด เบื่อ เหนื่อย</p><p>
แม่ มีศีลครับ ดูลูกจะหงุดหงิดกับวิชาภาษาไทยมากเลยนะเนี้ยแม่เห็นลูกทำไปก็บ่นไปตลอด</p><p>
ลูก ก็มันน่าเบื่อ คัดๆๆๆ อยู่ได้ จะอะไรหนักหนา เมื่อยมือจะแย่</p><p>
แม่ ลูกเมื่อยมือมากเลยเนาะแล้วที่เบื่อนี่เกิดจากเมื่อยมือหรือว่าเพราะอย่างอื่นด้วย</p><p>
ลูก ก็อยากจะไปเล่นเร็ว ๆ การบ้านก็เยอะไปหมด คัดไทยก็น่าเบื่อ</p><p>
แม่ อ้อ…ลูกอยากไปเล่น แต่การบ้านเยอะมาก แถมยังมีวิชาภาษาไทย คัดไทยที่ลูกไม่ชอบ</p><p>
ลูก ใช่…น่าเบื่อไม่อยากจะทำแล้ว (อาการแบบโวยวายๆ และตาแดงๆ คล้ายจะร้องไห้)</p><p>
แม่ งั้นพักก่อนไหมพร้อมเมื่อไหร่ค่อยมาทำ </p><p>
ลูกไม่เอาจะทำให้เสร็จ </p><p>
เพราะเงื่อนไขของเราคือ เสร็จแล้วเล่นเกมส์ในมือถือได้ ภายในเวลาที่ตกลงกัน แต่ต้องหลังจากทำการบ้านเสร็จ แต่ถ้าเป็นเล่นอย่างอื่น เช่นวิ่งเล่น ขี่จักรยานไม่มีปัญหา ดังนั้นเขาจึงอยากจะทำการบ้านให้เสร็จเร็วๆแต่จะมีระบุที่เขาต้องทำร่วมกันกับเรา เช่น ทานข้าวเย็นกี่โมงทบทวนบทเรียนด้วยกันกี่โมงเวลาเข้านอนกี่โมง)</p><p>
แม่ งั้นจะทำยังไงดีล่ะ ให้ทำการบ้านเสร็จแบบอารมณ์ดี ๆ ไม่โกรธเป็นยักษ์แบบนี้ </p><p>
ลูก เป็นเพราะแม่แหละแม่ชอบมาตั้งกฎเยอะแยะ จะเล่นเกมส์ก่อนก็ไม่ได้ ตั้งกฎตามใจตัวเอง</p><p>
นี่อึดอัดคับข้องใจซ้อนๆๆกันเลยนะเนี้ยทั้งการบ้านเยอะ มีคัดไทย หงุดหงิดที่แม่ไม่ให้เล่นเกมส์ก่อนทำการบ้าน</p><p>
แม่ อืม…แม่ยอมรับว่าแม่ตั้งกฎเองตามความคิดแม่ตามที่แม่เห็นสมควร แต่เราก็คุยกันเรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนเปิดเทอมแล้วว่า เหตุผลที่ตั้งกฎแบบนี้เพราะอะไร ซึ่งลูกเองก็ยอมรับ และตกลงกับแม่ไว้แล้วจริงไหม</p><p>
ลูก ก็อยากเปลี่ยนกฎใหม่ </p><p>
แม่ ลูกช่วยบอก กฎใหม่ที่ลูกอยากได้ให้แม่ฟังซิ ว่าเป็นอย่างไร</p><p>
ลูก ขอเล่นเกมส์ก่อนทำการบ้านได้</p><p>
แม่ ลูกหมายถึงเกมส์อะไรก็ได้ </p><p>
ลูก ใช่</p><p>
แม่ งั้นแม่ยินดีให้ลูกเล่นได้ แต่เป็นเกมส์คุ้กกี้รันตกลงไหม และลูกจะเล่น 1 หรือ 3 หัวใจ (หมายถึงครั้ง ใครเล่นมีลูกเล่นคุ้กกี้รันคงเข้าใจเนาะ)</p><p>
ลูก ตกลงครับเอา 3 หัวใจแต่ขอเป็น 5 ได้ไหม</p><p>
แม่ (ยิ้ม) 1หรือ 3ครับลูกเลือกเอง หรือให้แม่เลือก</p><p>
ลูก 3 หัวใจครับ</p><p>
แม่ โอเค ตกลงตามนี้ (และให้ลูกพูดทวนข้อตกลงของเราเพื่อความเข้าใจตรงกัน และเช็คว่าเขาเข้าใจแน่ ๆ เป็นการยืนยัน)</p><p>
จากนั้นก็เล่นคุ้กกี้รันไป 3 หัวใจ และแจ่มใสนั่งทำการบ้านอย่างเบิกบาน</p><p>เป็นเพียงการแบ่งปันประสบการณ์ในการจัดการอารมณ์ลูกนะคะส่วนมากเริ่มจากตัวเราต้องพร้อมที่จะรับฟังปัญหาของเขาและใช้คำพูดสะท้อนความรู้สึกลูกออกมาให้เขารับรู้ว่า เรารับฟังและเข้าใจจากนั้นก็ช่วยกันหาวิธีทางแก้ไข ทางออก ซึ่งหลายครั้งแม่ดาวก็ไม่ได้จัดการเอง แต่ให้ลูกมีส่วนร่วมในการคิดและทำต้องบอกว่าพฤติกรรมของลูกเริ่มดีขึ้นเมื่อเรารับฟังเขา และสะท้อนความรุ้สึกเขาออกมา ท้ายสุดเมื่อเขาระบายเราเห็นปัญหา และให้ลูกคิดแก้ปัญหาด้วยตัวเขาเองบางทีปัญหาของเขาเราก็มีส่วนจริงไหม</p><p>บางท่านอ่านแล้วอาจคิดว่า มันเสียเวลา เยิ่นเย้อทำไมต้องมานั่งพูด นั่งฟัง สั่งๆ บังคับ ลูกก็ทำส่วนตัวแม่ดาวมีแนวทางแบบนี้ไม่ใช้อำนาจพ่อแม่พร่ำเพรื่อ ต่างคนต่างความคิด นะคะป็นเพียงการแบ่งปัน ความคิดและประสบการณ์ และะวิธีนี้ใช้แล้วเห็นผลดีกับตัวเองและลูกอารมณ์แม่ไม่เสีย ใจลูกก็ไม่เสีย ไม่ต้องมานั่งเสียใจ รู้สึกผิดที่พูดหรือทำร้ายจิตใจลูกภายหลังมีหลายท่านทำไปแล้ว ลูกทำตามก็จริง แต่ตัวเองก็มานั่งเจ็บใจลึก ๆ อยู่คนเดียวว่า “ไม่น่าพูดหรือทำรุนแรงกับลูกขนาดนี้” ประโยคที่ว่านี่มีคนมาบ่นระบายให้ฟังกับหูเลยนะคะ ไม่ได้มานั่งมโนเอาเองและตัวเองก็เคยเจอกับความรู้สึกแบบนี้ และพยายามหลีกเลี่ยงเหตุที่จะให้เกิดทิ้งท้ายไว้อีกแล้วค่ะ สติมาปัญญาจะเกิดหมั่นเจริญสติกันนะคะ</p><p></p>
พ่อ แม่ ต้องพร้อมที่จะ ....รับฟังปัญหาของลูกและใช้คำพูดสะท้อนความรู้สึกลูกออกมาให้เขารับรู้ว่า พ่อ แม่ ...รับฟังและเข้าใจตัวลูก....จากนั้นก็ช่วยกันหาวิธีทางแก้ไข ทางออก .... เป็นสิ่งที่ดีมากๆ ค่ะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะ
เดี๋ยวนี้เด็กๆ คงการบ้านเยอะขึ้นนะคะ พี่เองไม่แน่ใจว่าการบ้านเยอะ เรียนเยอะ จะเป็นผลดีกับเด็กแค่ไหนนะคะ
สมัยลูกเล็ก ที่บ้านก็มีกฎค่ะ คือ ทำการบ้านเสร็จจึงออกไปเล่นได้ และเล่นเกมได้เฉพาะช่วงปิดเทอม เล่นได้วันละ ๓ ชั่วโมง กฎนี่เรามานั่งคุยกัน ๔ คนพ่อแม่ลูก (แต่พ่อแม่ก็คุยกันมาก่อน คืิอ มีธงน่ะค่ะ)
แต่สมัยโน้นบริบทต่างจากทุกวันนี้ ตรงที่ไม่มีมือถือ ไม่มีเกมคอมพิวเตอร์ มาดึงความสนใจเด็กๆ แม่สมัยโน้นเลยเลี้ยงลูกง่ายกว่า
ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าต้องมาเลี้่ยงลูกสมัยนี้ซึ่งมีสิ่งดึงความสนใจเด็กๆ มากมายจะเลี้ยงจะทำอย่างไร
ยินดีที่ได้รู้จักค่ะแม่ดาว
ขอบคุณทั้ง Dr.Ple และพี่ nui ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นและแบ่งปันความคิดกัน เดี๋ยวนี้โรงเรียนส่วนใหญ่เท่าที่ทราบก็การบ้านเยอะมากจริง ๆ ค่ะ เด็กเรียนกันยากกว่าที่ควรจะเป็นตามความคิดเห็นส่วนตัวนะคะ และส่วนตัวแม่ดาวเองนั้นคิดเองว่า การบ้านสำหรับเด็กน่าจะมีไว้เพื่อการฝึกฝนให้เด็กเกิดความรับผิดชอบรู้หน้าที่ส่วนนึง และอีกส่วนนึงก็เพื่อการฝึกฝนให้เด็กได้ทำเพื่อเกิดความเข้าใจในบทเรียนมากขึ้น คืออาจมีบ้าง หรือ เคยคิดขำ ๆ ว่าถ้าตัวเองมีโรงเรียนเอง การบ้านของเด็ก คือ ครูบอกให้เด็กกลับมาบ้านวันนี้ให้ทำความดีให้ครอบครัว 1 อย่าง หรือกี่อย่างก็ว่ากันไป แล้วจดลงสมุดมา หรือวาดภาพมาส่งครู ว่าวันนี้หนูได้ทำความดีอะไรบ้างตอนเย็นที่กลับไป
การเรียนรู้ของเด็กยิ่งในช่วงวัยอนุบาลถึงประถมตามความคิดควรจะเป็นเรียนรู้ชีวิตตัวเองและผู้อื่นเป็น เสริมสร้างพัฒนาการด้านร่างกายในส่วนต่าง ๆ ในส่วนของวิชาการก็เสริม ๆ แซม ๆ ทรอดแทรกกันไป
การบ้านเยอะ การเรียนเยอะๆ แบบเน้นวิชาการ ส่วนตัวไม่คิดว่าจะพัฒนาความคิดที่ดีให้เด็กได้จริงค่ะ เด็กก็เรียนแบบท่องจำ อันที่จริงต้องลืมว่าท่องลืมนะคะ คือจำได้แค่ระยะสั้น ๆ สอบผ่านก็ลืมหมดโดยทั่วไปจากประสบการณ์ เด็กไม่ได้เข้าใจ หรืออาจไม่แน่ใจว่าจะนำสิ่งที่ได้รู้ ว่าจะเอาไปใช้อะไร ได้ประโยชน์จากสิ่งที่ได้รู้อย่างไร "รู้ไปเพื่อ" ส่วนมากที่ถามเด็ก ๆ กับคำถาม "หนูไปโรงเรียนเพื่อ/เพราะอะไร" คำตอบก็มีตั้งแต่ ไม่รู้ พ่อแม่ให้ไป ไปเพราะเป็นหน้าที่ของเด็ก เพราะอยากเป็น....(อาชีพที่ฝันไว้) หากถามว่า "เพราะอะไรหนูถึงตั้งใจเรียน" คำตอบที่ได้ก็คล้ายๆ กัน ไม่รู้ พ่อแม่สั่งไว้ เป็นหน้าที่ของเด็ก เรียนเก่ง ๆ แล้วแม่/พ่อจะให้รางวัล เท่าที่เคยคุยเคยถามทำให้ตระหนัก และตระหนก "ฉันทะ" ของเด็ก ๆ ในยุคนี้ก็หายไปเหมือนยุคเราเลยฮ่าๆๆๆ
ทุกวันนี้ลูกแม่ดาวก็ไม่ต่าง แต่ก็ยังพยายามหว่านเมล็ด "ฉันทะ" ให้ลูก พยายามดูแลคอยเฝ้าบำรุงให้ปุ๋ยบ้างตามกำลังและความสามารถ และทำอย่างไม่คาดหวัง เพราะไม่อยากทุกข์ค่ะ
เลี้ยงลูกปัจจุบันอาจจะไปถึงอนาคตดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งเร้ามากมายอยูรายล้อมเด็ก ๆ ก่อนจะช่วยลูกตัวเองก็ต้องช่วยตัวเองให้รอด บางทีตัวเราเองก็ยังทนต่อสิ่งเร้าไม่ไหว พัฒนาตนไปพร้อมเลี้ยงลูก เราจะค่อย ๆ ก้าวไปด้วยกันค่ะ
คุณแม่ชื่อดาวเหมือนกันค่ะ และน่าจะมีลูกชายอายุเท่าๆกันด้วย อ่านข้อเขียนของ "แม่ดาว" แล้วชอบมาก เห็นตรงกันเลยค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเรียนในสมัยนี้ แม่เองก็อยากให้มีการบ้านที่เป็นการช่วยเหลือตัวเองและครอบครัวในเรื่องชีวิตประจำวันมากกว่า ความคิดที่ว่า แม่จะทำทุกอย่างเอง ขอแค่ให้ลูกทำการบ้าน อ่านหนังสือก็พอ คงไม่ได้ช่วยพัฒนาความคิดและจิตใจของเด็กได้ดีเท่ากับการให้เค้าได้สัมผัสใกล้ชิดกับกิจกรรมหรือสิ่งที่ครอบครัวดำเนินอยู่ทุกวัน แม่เป็นคนชอบอ่านหนังสือและลูกๆก็ชอบค่ะ แต่อย่างไรก็อยากให้เค้าสนใจกับธรรมชาติ และกิจกรรมงานบ้านของครอบครัวเช่นกัน ถึงแม้จะเรียนได้เกรดดี ที่หนึ่งของประเทศ แต่หากไม่ใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่นก็ยังไม่ถือว่าเป็นการประสบความสำเร็จ