จิต เป็นคำสั้นๆ แต่มีวิวัฒนาการกำเนิดที่ลึกลับ ซับซ้อน มาตั้งแต่ยุคแรกเกิดของมนุษย์ มนุษย์กลุ่มที่ศึกษากระบวนการเรื่องนี้ คือ กลุ่มเชื่อเรื่องวิญญาณ กลุ่มศาสนา กลุ่มปรัชญา กลุ่มจิตวิทยาและกลุ่มประสาทวิทยา ผลที่ได้ ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปว่า จิตมีกำเนิดอย่างไร หรือทำงานอย่างไร มีที่อยู่อย่างไร 

กลุ่มเหล่านี้ต่างศึกษาร่องรอยเรื่องจิตกันอย่างหลากหลาย เช่น จิตเกิดก่อนกาย จิตเป็นธรรมชาติที่สะอาด จิตมาจากพระเจ้า จิตมาจากวิญญาณที่อยู่ในอากาศ จิตมาจากแบบ จิตมาจากภพก่อนๆ จิตมาจากวิญญาณเดิมของสัตว์ จิตเกิดหลังกาย และต่างก็ยืนยันทฤษฎีของตนเอง จนหาข้อสรุปไม่ได้ จนถึงวันนี้ ฯลฯ

ปัจจุบัน มนุษย์ส่วนมากไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มากนัก เนื่องจากมีเงื่อนไขทางสังคมและเศรษฐกิจบีบคั้นให้ต้องหาสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย ด้วยเหตุนี้ จึงห่างเส้นทางการศึกษาจิตไป จิต จึงถูกละเลยรายละเอียดว่า มีความสำคัญต่อชาติ ต่อภพ ต่อชีวิตอย่างไร

เมื่อเราละเลยและคิดว่า จิต คือ สิ่งที่มีอยู่แล้วและต้องอยู่ในรัศมีการจัดการของเรา จิตจึงอยู่ที่เราจะจัดการตามแรงกระตุ้นอย่างไร จิตจึงถูกเงื่อนไขภายนอกครอบงำอยู่ประจำ ด้วยเหตุนี้ เราจึงใช้จิตแค่ตอบสนองความต้องการของตนเองเท่านั้น อันที่จริง เราจัดการจิตไม่ได้เบ็ดเสร็จ หาก แต่เราอาศัยปลายประสาทข้างนอก นำเอาข้อมูลโลกเข้ามาสู่ภายใน แล้วให้ข้อมูลโลกมารวมศูนย์ที่สำนักงานจิตคือ สมอง 

สมอง คือ แหล่งเก็บข้อมูลโลก เมื่อข้อมูลโลกฝังในสมองมากพอที่จะสร้างโครงสร้าง "แบบพหุมิติ" (Multi-dimension) เพื่อที่จะสร้างแผนการในการช่วยเหลือการทำงานของร่างกายให้ตอบสนองโลก ตามกลไกของโลกและเผ่าพันธุ์ เมื่อสมองได้ข้อมูลมากเท่าไหร่ สมองก็จะมีพิมพ์เขียวโลกในตัวเองมากขึ้น จากนั้น ข้อมูลจะถูกย่อยให้กลายเป็นพลวัตรในการตัดสิน ตอบสนอง ตอบโต้ แบบอัตโนมัติและประมวลผล

ดังนั้น คำว่า จิต ในเบื้องต้นไม่ได้มีรูปแบบเป็นตัวตนที่ชัดเจน ต่อเมื่ออาศัยระบบประสาทกายและได้ข้อมูลจากโลกภายนอกแล้ว จิตจึงมีกรอบและมีรูปร่างในการทำงานขึ้นมา รูปแบบนี้ จิตจึงมีทักษะตามอายุไขของร่างกาย และตามการฝึกหัดการใช้สมองอยู่เสมอ ถ้าเช่นนั้น สมองก็เป็นเพียงแค่ถูกใช้เป็นพื้นที่ของจิตเท่านั้น และจิตเดิมหรือจิตก่อนเกิดทักษะต่อโลกเป็นเช่นไร

เราต้องสืบเสาะไล่เลียงตั้งแต่ก่อนเกิดจิตในระยะแรก หากศึกษาตามกรอบกายวิภาคศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ จิต คือ กระบวนการที่เกิดจากระบบประสาทของร่างกาย มิได้มีมาก่อนกาย หากศึกษาตามฐานศาสนาต่างๆ ก็อ้างว่า จิต มาจากพระเจ้า มาจากภพก่อน อันนี้ ไม่มีหลักฐานเชิงพยานวัตถุ ที่จะมารับรองยืนยันกันได้ เพียงอาศัยการคิด ทัศนะ ทฤษฎีกันไป

คำถามคือ จิต คือ อะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร ผู้เขียนมีภูมิหลังมาจากพุทธศาสนา ปรัชญา และมีทัศนะอิงวิทยาศาสตร์ตามยุคสมัยนิยม (เหตุผล) โดยอยู่บนพื้นฐานแบบมนุษยนิยม (พูดในภาษาคน) จิต แปลว่า ธรรมชาติการรับรู้ รู้สึก คือ รับรู้จากระบบประสาททั้งห้า โดยมีสมองเป็นศูนย์กลาง (ตามนัยวิทย์) สมัยใหม่

ส่วนศาสนาแบบเทวนิยมมักจะอ้างว่า จิต มาจากพระเจ้าหรือเป็นหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้า ส่วนศาสนาแบบอเทวนิยมอ้างว่ามาจากวิญญาณจากภพก่อน ดังนั้น จึงสามารถแปลนัยได้ว่า ๑) จิตเป็นคำนาม ที่เป็นรูปทรงที่หาต้นแบบไม่ได้ (พุทธมักจะมองเป็นดวงหรือวงกลม) ๒) จิตเป็นคำกริยา แปลว่า การรับรู้ นึก คิด สะสม ดิ้นรน ต่อสู้ ตบแต่ง ฯ 

จิต เกิดได้อย่างไร ผู้เขียนเชื่อในแง่รูปธรรมที่มองเห็นก่อน คือ กาย กายคือ แหล่งกำเนิดของจิต เป็นอันดับต้น เพราะกายมีระบบประสาทการรับรู้ มีสมองเป็นศูนย์กลางรวมข้อมูล จนสะสมได้เต็มบริบูรณ์จึงสร้างจิตนาการหรือคลำทางได้ จากนั้น จึงนำไปสู่การสร้างสรรค์ต่างๆ เรียกว่า เป็นกรอบการคิด ไตร่ตรอง วิเคราะห์ ต่อไป

เมื่อเรามีกรอบความคิดแล้ว ก็เป็นเหตุให้เกิดการบีบคั้บข้อมูลให้เข้มข้นหรือจัดการข้อมูลโลก ให้อยู่ในแรงขับเคลื่อนของเจตจำนงที่เรียกว่า "เจตนา" (Will or Intention) ของนวภาวะ คือ สภาพที่เป็นของมนุษย์แบบใหม่ หรือเป็นของมนุษย์แท้ๆ ที่เพิ่งเกิดมาสู่โลกนี้ จนกลายเป็นลักษณะจิตมนุษย์แท้ๆ มิใช่จิตของโลก

เมื่อจิตถูกฝึกหัด พัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์แท้ๆ จิต นี้จึงถูกหล่อหลอมเป็นสายพันธุ์ใหม่เรียก "นรจิต" (Human mind) เมื่อจิตพัฒนามาเป็นจิตมนุษย์แล้ว มนุษย์กลับถูกโลกแห่งมายาล่อลวง ถ่วงดึงให้จิตนี้เสียศูนย์อีกที หมายความว่า โลกยุคใหม่ มีสีสัน มีพัฒนาการ แบบแผนที่แยบยล ในการสร้างภาพให้จิตหลงใหลได้ง่ายมาก

ธรรมชาติของจิตมนุษย์ก็อ่อนไหวง่ายตามสัญชาตญาณ เพื่อต้องการเอากายให้รอด จิตเป็นผู้อาศัยกาย ก็เลยพลอยถูกชักนำไปด้วย ทำให้จิตถูกช็อกโกแลตเคลือบครองไป คนที่มีปัญญา มีการศึกษา มีผู้เรียนรู้เท่าทันสิ่งยั่วยวนใจ ย่อมทัดทาน ย่อมรู้ทันสิ่งเคลือบครองจิตอยู่ แต่เพราะสิ่งเคลือบมีปริมาณหนาหรือมีน้ำหนักมาก จิตที่ดิ้นรนเช่นนั้น กลับพ่ายแพ้กิเลส สิ่งเจือปน ทับถมจิต ให้อ่อนไหว หรือยอมตามสิ่งเคลือบไป 

เมื่อกาลเวลาล่วงเลยไป กายก็มีแรงขับมากเกินจิต จิตจึงเดินตามกายไปอย่างทัดทานไม่ได้ กระนั้น กายก็มีโอกาสเสียศูนย์ได้ เมื่อกายเสื่อมลง เมื่อจิตเข้มแข็ง หรือเมื่อจิตถูกฝึกให้บริบูรณ์ในแง่การรู้ทันโลก จิตนั้นก็จะหาทางเอาจิตรอดได้ 

จิตนี้เองจะกลับมาเรียนรู้ นึกคิด ทบทวน สิ่งที่ได้สะสมข้อมูลโลกมาเกือบร้อยปี จึงมองเห็นโครงสร้างของโลกชัดขึ้น แต่ก็สายเกินไป เพราะสมองหรือจิตก็อ่อนแอลงไปพร้อมกับกายธาตุ เพราะจิตอาศัยกายอยู่ เมื่อกายเสื่อม จิตก็เสื่อม หลงๆ ลืม สติก็พัง สตังก็หมด จิตจึงรันทด หมดกำลังที่จะรู้โลกซะแล้ว 

ยังมีรัศมีของจิตในขณะเรามีกำลังกายเข้มแข็งอยู่ จิตก็พลอยฮึกเหิมตาม จิตจึงมีบทบาทในการสร้างจิตนาการมากกว่ากาย เพราะกายเป็นผู้แค่รอการตอบสนองจิตเท่านั้น มาดูว่า เรามีชีวิตอยู่เพื่อตอบสนองกาย หรือเพื่อตอบสนองจิต 

คราวหน้าจะเขียนทิศทางการทำงานของจิต พร้อมทั้งจะกล่าวถึงอาณานิคมของมันว่า มันพาเราไปซึกไหนของโลก ของพื้นที่ที่ไร้ขอบเขต และอาณาจักรของจิต มีขอบเขตอย่างไร และมีผลต่อการดำรงชีวิตเช่นไร

-------------------<๖/๖/๕๗>---------------------