“..ปรับความเข้าใจฝ่ายวัด และฝ่ายบ้าน เกี่ยวกับเรื่องศาสนา และพระๆ..” ตอน 2

ครับ, จากตอนที่ 1 พวกเราน้อมรับคำขอร้องฝ่ายวัดที่ว่า ให้พวกเราประชาชนชาวบ้านช่วยกันรักษาพระศาสนา โดยไม่ช่วยกันกระพือ หรือขุดคุ้ยข่าวที่ไม่ดีของพระ "อลัชชี" หรือ "ผู้ทุศีล" ออกไป แต่...พวกเราก็ต้องขอร้องฝ่ายวัด หรือผู้อยากเป็นนักบวชว่า อย่าช่วยกันกระจายสิ่งที่ไม่ดีของพวกท่านออกมาสู่สาธารณะบ่อยนักสิครับ

พอพวกเราเห็นก็อยากแนะนำ ชี้แจงว่าไม่ดี ไม่ควรนำมาลง จึงมีคนกลุ่มหนึ่งช่วยกันตักเตือนพวกหน้าด้าน ไม่รู้จักยางอาย ให้สงบสำรวมบ้าง ไม่ได้ตั้งใจจะประจานพวกพระที่ดีหรอกครับ พวกผมยังนับถือพระพุทธศาสนา และพระสงฆ์สาวกที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัยเสมอ

แต่พวกท่านกลุ่มหนึ่งก็เหลือเกิน ขยันสร้างข่าว ขยันนำสิ่งที่ไม่ดีออกมาสู่สาธารณชนกันเหลือเกิน ก็ได้แต่ขออาราธนา ร้องขอว่าพวกท่านช่วยกันตักเตือน ควบคุมกันด้วย ชีวิตชาวบ้านชาวโลกเขาวุ่นวาย สกปรกก็เป็นเรื่องของสัตว์โลกที่ยังมืดบอดด้วยอวิชชา รอพระที่ดีมาช่วยสอนเกิดสติปัญญาขจัดอวิชชา แต่พวกท่านมีโอกาสได้เล่าเรียนศึกษาพระธรรมวินัยมา ก็น่าจะรู้ว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำกันบ้าง

ตัวอย่างเฟสและหลายภาพที่พวก "อลัชชี" ไม่มียางอาย หน้าด้าน เอามาลงประจานตัวเอง ทำลายพวกตัวเองให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา แล้วพอเสื่อมเสียขึ้นมา กลัวชาวบ้านหมดศรัทธา คราวนี้กลับมาเรียกร้องพุทธบริษัท 4 ให้ช่วยกันเสียแล้ว เช่น

1. https://www.facebook.com/media/set/?set=a.348563378509965.92049.345282915504678&type=1

2. https://www.facebook.com/welovemonk

ที่จริงชาวบ้านเขาแยกออกครับว่า พระทั่วไปชาวบ้านเขาไม่คาดหวังให้ถึงกับต้องเคร่งครัดอะไรหนักหนาหรอกครับ เพราะเขาสร้างวัดขึ้นมาเพื่อให้พระภิกษุที่เขาเคารพนับถือ ศรัทธาในความสามารถ อยู่ประจำเป็นเจ้าอาวาส หรือ อาจารย์วัด หรือ หัวหน้าพระ เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจ เอาไว้ทำบุญสุนทาน หรือเป็นที่พึ่งยามเจ็บป่วยบ้าง และช่วยสั่งสอน อบรมขัดเกลานิสัย จิตใจลูกหลานของพวกเขาให้ดีขึ้น

ถ้าพระภิกษุองค์ไหนไม่ดี ชาวบ้านเขาก็เลิกศรัทธา นิมนต์ไปอยู่ที่อื่นเอง หรือไม่ก็ขอให้สึกเสียถ้าเป็นลุกบ้านตัวเอง ไม่ปล่อยให้เสียศรัทธา ดังเช่นสวนโมกข์ในอดีต ที่ท่านพุทธทาสเล่าให้ฟัง พอชาวบ้านรู้ว่าทำไม่ดี ชาวบ้านก็เอากางเกงมาให้พระนุ่ง สึกออกไปเสีย ไม่ต้องถึงกับขับไล่ไสส่ง ลุกฮือล้อมรอบวัดเหมือนสมัยนี้ เพราะวัดเป็นของชาวบ้าน พระเป็นเพียงผู้อยู่อาศัย ดูแลวัดให้สะอาดเรียบร้อย ตามที่ญาติโยมสร้างให้เท่านั้น ไม่ต้องให้พระออกเรี่ยไรหาเงินมาสร้างวัดเองแบบปัจจุบัน

แต่ที่เป็นปัญหากันทุกวันนี้ เพราะศาสนาพุทธในเมืองไทยกลายเป็น “สถาบัน” วัดเป็น “หน่วยงานหนึ่งของรัฐ” มีสถานะเป็น “นิติบุคคล” เจ้าอาวาส เป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ได้รับการแต่งตั้งโดยเจ้าคณะจังหวัด จึงจะมีผลตามกฎหมาย ชาวบ้านตั้งเองไม่ได้

ซึ่งในแง่ดี ก็คือรัฐเป็นผู้คุ้มครองพระศาสนาไม่ให้ใครมารังแกพระ หรือศาสนาพุทธได้โดยง่าย, ในแง่ไม่ดี มีนักบวชบางคนบางรูปไปวิ่งเต้นผ่านเจ้าคณะระดับต่างๆ ให้ตั้งตัวเองเป็นเจ้าอาวาส โดยเฉพาะวัดที่มีผลประโยชน์มากๆจะเป็นเกือบทุกที่ พระที่ชาวบ้านเลือกหรือศรัทธามักไม่ได้รับการแต่งตั้ง แต่ก็มีบางท้องถิ่นที่เจ้าคณะท่านแต่งตั้งอนุโลมตามศรัทธาชาวบ้าน วัดแบบนี้ชาวบ้านแทบทำอะไรไม่ได้ ชาวบ้านได้แต่นั่งทำตาปริบๆ หรือไม่ก็หันไปทำบุญวัดอื่นแทน สำนักสงฆ์เกิดขึ้นมากมายก็เพราะสาเหตุนี้สาเหตุหนึ่ง ที่ชาวบ้านอยากได้พระดี แต่วัดข้างบ้านไม่สามารถสนองตอบได้ ก็เลยต้องตั้งวัดใหม่ขึ้นมาไว้ทำบุญแบบสนิทใจหน่อย

ยิ่งวัดบางวัดเพื่อหนีการรบกวนของชาวบ้าน จะได้บริหารวัดโดยอิสระ ก็มักจะขอยกวัดธรรมดาเป็นวัดพระอารามหลวง คราวนี้ชาวบ้านหมดสิทธิ์ในการควบคุม กำกับ ติดตามโดยปริยาย เพราะทั้งเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ล้วนถูกแต่งตั้งโดยมหาเถรสมาคม องค์กรสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย ชาวบ้านไม่เกี่ยว จะนิมนต์สึกหรือให้ไปอยู่ที่อื่น เหมือนเมื่อก่อนก็ไม่ได้ อ้างว่าต้องมีการสอบสวนก่อน ยิ่งถ้าได้พวกหน้าด้านมากๆ ไม่มียางอาย ก็จะเล่นแง่แถไปเรื่อยๆ ถือว่าใครทำอะไรไม่ได้ จนกว่าชาวบ้านจะจับได้คาหนังคาเขา เช่น ที่มีข่าวล้อมกุฎิ ถ่ายรูป ถ่ายคลิปวีดิโอเป็นหลักฐาน ถึงจะยอมจนมุม ลาสิกขา นอกนั้นอย่าหวังเสียให้ยาก

ชาวบ้านไม่ได้หวังกับพระลูกวัดให้ดีวิเศษหรอกครับ ถ้าประเภทเหลือขอรับไม่ไหว ชาวบ้านเขาก็แค่เอ่ยปากว่า “..ขนาดมีผ้าเหลืองนะเนี่ย ถ้าไม่บวชจะขนาดไหน...”

แต่ที่ชาวบ้านเขาคาดหวังมาก ก็คือ ตัวอาจารย์วัด หรือผู้ที่ตั้งตนเป็นครูบาอาจารย์สั่งสอนธรรมะชาวบ้าน แต่...กลับมีปัญหาเสียเอง นั่นแหละครับที่เขา “เฮิร์ท” ทำใจไม่ได้

เขียนเมื่อ 25 กรกฏาคม 2556

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน จิตวิทยา ธรรมะ ศาสนา ปรัชญา



ความเห็น (0)