เช้าวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๗ วันที่ ๓ ของการเดินทาง คุณเปากับผมออกไปเดินออกกำลังและชมเมือง เวลา ๖.๐๐ น. อากาศเย็น ต่ำกว่า ๑๐ องศาเซลเซียส แต่เรามีเครื่องกันหนาวอย่างดี เดินไปตาม “ถนนราชดำเนิน” จนไปพบ Vigeland Park ก็เดินกลับ เพราะต้องกลับมาอาบน้ำแต่งตัวกินอาหารเช้า ให้ทันเวลานัดออกเดินทางเวลา ๘.๑๐ น. เพื่อไปเยี่ยมชม โรงเรียน Oslo Montessori Skoleนั่งรถออกไปนอกเมือง ๑๕ นาที นัดเวลา ๘.๓๐ น. กำหนดเยี่ยมชมถึง ๑๐.๐๐ น. ก็ต้ องออกเดินทางต่อ แต่เราก็ไปติดใจ ครูหัวหน้าชั้นอนุบาลชื่อ Ruth ที่เป็นครูอนุบาลด้วยวิญญาณ แสดงออกด้วยการถามด้วยความรักต่อศิษย์ตัวน้อย เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้พัฒนา “inside voice” และ “inside feet” คือพัฒนานิสัย รวมทั้งพัฒนาการทางอารมณ์ นั่นเอง

          เราไปเห็นแต่ห้องเรียน และคุยกับครู รูธ ไม่ได้เห็นนักเรียน เพราะวันนี้นักเรียนออกไปเรียนรู้ในป่าข้างๆ โรงเรียน

          หัวใจของโรงเรียนแนว Montessori คือการให้ความอิสระแก่เด็ก เพื่อให้เรียนรู้พัฒนาการงอกงามความเป็นตัวตนครบด้าน ตามศักยภาพของตน แต่ครูก็รู้วิธี “อำนวย” พัฒนาการนั้นไม่ใช่อิสระแบบปล่อย

          ระหว่างเดินทางต่อ ไปโรงเรียนแนว Waldorf เรา AAR กันบนรถอย่างสนุกสนานและได้ความรู้มาก เพราะแต่ละคนได้สังเกตเห็นและจับประเด็น ได้ต่างกัน เมื่อเอาความประทับใจมาเล่า บางส่วนก็ยืนยันที่เราเห็น บางส่วนช่วยเติมเต็ม หรือเติมส่วนที่ตัวเราไม่เห็น หรือจับประเด็นไม่ได้

          สิ่งที่เราไปเห็น ยืนยันความเชื่อของเรา ว่าการเรียนรู้ที่ถูกต้องนั้น นักเรียนเป็นผู้ลงมือทำงาน หรือเป็นเจ้าของการเรียนรู้ ครูเป็น facilitator โดยต้องไม่เป็น “ครูมือเปล่า” ครูต้องมี “เครื่องมือ” (materials) หรือวัสดุประกอบการเรียน สำหรับใช้ ให้นักเรียนทำงานเพื่อเรียนรู้ เขาบอกว่ามีสถาบันฝึกครูแนวนี้ ชื่อ Water Park Training Centerครูที่ดีจะต้องมีทักษะหรือ ความชำนาญในการใช้เครื่องช่วยสอน หรือช่วยการเรียนรู้ของศิษย์ นี่คือสิ่งที่สำคัญในการฝึกครู

          เราไปเห็นวิธีการสอน ที่ให้นักเรียนเรียนรู้จาก concrete experience ก่อน และจึงตามด้วยการฝึก abstract thinking ได้เห็นวิธีการฝึกการอ่านแก่เด็กอายุ ๑๓ ปี ให้อ่านหนังสือเล่มโต ที่เป็นหนังสือที่ครูเลือกจากตลาดหนังสือ ให้อ่านปีละ ๑๐ - ๑๕ เล่ม เริ่มฝึกจากอ่านช้าๆ แล้วค่อยๆ เร่งให้เร็วขึ้นๆ อ่านแล้วเอาสาระมานำเสนอต่อชั้น ครั้งละ ๕ บท แล้วอภิปรายแลกเปลี่ยน กัน โดยครูนั่งฟังอยู่หลังกลุ่ม

          ชัดเจนว่า ครูไม่ได้สอนแบบถ่ายทอดความรู้ แต่ทำหน้าที่ “ครูฝึก” หรือโค้ช ให้ศิษย์ลงมือทำและเรียนรู้เอง ได้ทั้งความรู้ ทักษะ และวิธีเรียนรู้

          การเดินทางต่อ ไปชม โรงเรียนแนว Waldorf หรือแนว Steinerชื่อโรงเรียน Hedemarken Steinerskolen ที่เมือง Hedemarken ใช้เวลาเดินทาง โดยรถยนต์ (ของสถานทูต) ๒ ชั่วโมง รวมเวลาแวะซื้อแซนวิช ที่ร้านเซเว่น ในปั๊มน้ำมันเชลล์ ก่อนถึงโรงเรียน เอามากินบนรถ

          ไปถึงโรงเรียนก่อนเวลานัด (๑๒.๓๐ น.) ๑๐ นาที ครูหลุยส์ (Ms. Louis Halvorsen) ครูสอนภาษาอังกฤษ มาต้อนรับด้วย การกอดทุกคน พร้อมกับครูใหญ่ (Ms. Ase Kathrine Johnsen) ที่จับมือทักทาย และรองครูใหญ่ด้านมัธยมปลาย (Mr. Harald Haakstad) ที่นี่ อ. ประภาภัทร และสุรพล เคยมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๖ และเรามีเวลามากหน่อย คือถึง ๑๕.๐๐ น.

          โรงเรียนแนว สไตน์เนอร์ เน้นการพัฒนาด้านใน หรือด้านจิตวิญญาณ ผมประทับใจความเรียบง่ายของโรงเรียน ไม่มีความหรูหราใดๆ เลย แต่ความเรียบง่ายนั้นมีความหมายต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กทั้งหมด ย้ำว่าความเรียบง่าย เป็นเครื่องมือของการเรียนรู้เชิงลึก ในมิติของจิตวิญญาณ

          ครูหลุยส์ กระตือรือร้นเป็นพิเศษ เพราะตนเองจะไปทำงานเปิดโรงเรียนที่เชียงใหม่ (เริ่ม ๑ ส.ค. ๕๗) ในพื้นที่ของชาวเขา น่ายินดีที่ ประเทศไทยจะมีโรงเรียนทางเลือกอีกแห่งหนึ่ง

          ขากลับเรา AAR กันบนรถอีกสนุกและได้ความรู้ดีมาก รวมทั้งได้จินตนาการวางแผนการทำงานพัฒนาครู

          เราได้เรียนรู้ว่า โรงเรียนแนว Waldorf หรือ Steiner นี้เริ่มมีใน นอร์เวย์ในปี ค.ศ. ๑๙๒๖ และขยายตัวมากหลังทศวรรษที่ ๑๙๗๐ เป็นต้นมา เวลานี้มีถึง ๔๓ โรงเรียน ถือเป็นการศึกษาที่เชื่อมโยงกับฝ่ายจิตวิญญาณ (spiritual world) การเรียนในปีที่ ๑ เริ่มที่ Form World ให้เด็กเรียนรู้รูปทรง ว่าทุกสิ่งในโลกมาจากการประกอบกันเข้าด้วยกันของ ๒ รูปทรงเท่านั้น คือเส้นตรง กับเส้นโค้ง นักเรียนจะฝึกเขียนเส้นตรงและเส้นโค้ง ที่ซับซ้อนขึ้นๆ เรื่อยๆ โยงเข้าสู่ Arithmetic World และ Art World โยงต่อไปสู่ Story World ผมตีความอย่างนี้ไม่ทราบว่าถูกต้องหรือเปล่า นักเรียนจะได้รับการฝึกให้เล่าเรื่อง (storytelling) และฟังเรื่องเล่า เรียนนิยายนางฟ้าในชั้นต้นๆ และเรียนประวัติศาสตร์ในชั้น ป. ๖ เป็นต้นไป

          นักเรียนจะค่อยๆ เข้าใจว่า มนุษย์เรา เป็นมากกว่าตัวตนที่จับต้องได้ คือมีส่วนที่มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้ ที่เรียกว่า มิติทางจิตวิญญาณ (spiritual dimension) และการศึกษาเป็นการสื่อสารระหว่างมิติที่มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้ เหล่านั้น เพื่อขยายมิติด้านจิตวิญญาณของมนุษย์ (spiritual being of man)

          ครูทำหน้าที่ “ฟัง” มิติด้านในของตนและของศิษย์ ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ศิลปะ, eurythmy, และ contemplation

          การเรียนรู้ที่นี่จึงไม่มีสูตรหรือหลักสูตรตายตัว แต่ใช้หลัก anthroposophy ที่สอดคล้องกับพัฒนาการตามอายุ เป็นการพัฒนา head, heart, hand ไปพร้อมกัน เป็นการพัฒนา ณ จุดที่เขาเป็น ไม่ใช่ตามหลักสูตร ขยายส่วนจิตวิญญาณ เป็นหลัก เพื่อสร้างมนุษย์ที่มีจิตวิญญาณอิสระ (free human being) ที่มีความคิดเป็นของตนเอง ไม่ใช่รับถ่ายทอดจากครู ภายใต้ความเชื่อว่า มนุษย์เป็นมากกว่าผู้มีความสามารถทางกายภาพ และปัญญา คือมีความสามารถทางจิตวิญญาณด้วย

          ทุกๆ วันพฤหัส ครูจะมีเวลามารวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์ ซึ่งผมตีความว่า นี่คือ PLC หรือ Lesson Study อย่างเป็นทางการ หรืออยู่ในงานประจำ

          เรานั่งเจรจาความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนครู และฝึกอบรมครู ซึ่งง่ายขึ้นมาก ในเมื่อ Ms. Louise จะไปทำงาน ที่เชียงใหม่ เขาบอกว่าโรงเรียนแนว Waldorf ทั่วโลก แลกเปลี่ยนเรียนรู้และร่วมมือกัน โดยตระหนักว่า โรงเรียนแนวนี้ ในแต่ละประเทศจะนำหลักการไปประยุกต์ หรือปรับให้เข้ากับบริบทของท้องถิ่น

          ระหว่าง AAR ผมปิ๊งแว้บคำว่า “หลักปลอดสูตร” ซึ่งตรงกันข้ามกับ “หลักสูตร” คือระบบการศึกษาของไทย เน้นหลักสูตรตายตัว แต่การศึกษาแนว Waldorf – Steiner เน้นการไม่มีหลักสูตรตายตัว นักเรียนแต่ละคนเรียนตามจังหวะ และความเร็วที่เหมาะกับตน เป็นรายคน

          เรากลับถึงสถานทูต ๑๗ น. ก็ต้องรีบออกเดินทางไปท่าเรือ เพื่อลงเรือที่คุณจูน (Jon) สามีของกงสุลกิตติมศักดิ์ ของไทยประจำออสโล มารับไปยังบ้านพักบนเกาะห่าน เราได้เห็นว่าการมีเรือและมีบ้านพักตากอากาศฤดูร้อน เป็นของธรรมดา หรือวิถีชีวิตของคนนอร์เวย์ ไม่ถือเป็นเรื่องร่ำรวย หรือฟุ่มเฟือย ตอนขากลับเราพบคู่สามีภรรยาหนุ่มสาว ขนกระเป๋าใบโต หลายใบลงเรือที่เหมือนเรือของคุณจูน ถามได้ความว่า จะไปพักผ่อนบนเกาะตลอดฤดูร้อน

          ขากลับแม้เวลากว่าสองทุ่ม ก็ยังสว่าง คุณจูน (อายุ ๗๕ แต่ยังแข็งแรง แม้จะเปลี่ยนข้อสะโพกไปข้างที่นี่จึงไม่มีสูตรตายตัวหนึ่ง) พาลงเรือ ชมเกาะหลายเกาะ รวมทั้งบริเวณที่เรือยอทนิยมมาจอดชุมนุมกันในหน้าร้อน ที่นี่ถือว่าวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิคือ ๑ พฤษภาคม

          ขาไปคุณจูนต้องขนพวกเรา ๒ เที่ยว เพราะเรือลำเล็ก แต่ขากลับลูกเขยเอาเรือของเขามาส่งด้วย เป็นเรือลำใหญ่กว่า แต่ไม่มีหลังคา ผมกลัวโดนลมจึงเลือกกลับลำเดิม แต่มาคิดทีหลังผมควรเลือกไปลำใหม่ เพื่อจะได้ประสบการณ์ที่แตกต่าง ทราบทีหลังว่า เรือของลูกเขยเครื่องยนต์ถึง ๓๐๐ แรงม้า ของคุณจูนเพียง ๗๕ แรงม้าเท่าอายุแกพอดี ลูกเขยของคุณจูน ขับเรือซิ่งไปซิ่งมา น่าเสียดายที่ผมไม่ลงเรือลำนั้น

          แต่ผมก็ได้ความรู้มากจากคุณจูน ที่เล่าให้ฟังเรื่องเทศบัญญัติของแต่ละเกาะที่ต่างกันในเรื่องการสร้างบ้านบนเกาะ อย่างเกาะห่านเคร่งครัดมาก ทำให้ไม่เกิดทัศนะอุจาดอย่างบางเกาะ

          การลงเรือเที่ยวเกาะให้เกร็ดความรู้เรื่องวิถีชีวิตคนนอร์เวย์ดีมาก

          วันนี้ยาที่ผมลืมเอามาจากบ้าน มาถึงโดยความช่วยเหลือของท่านทูต และทีมงานของคุณเปา คือผมลืมเอายา ลดความดันโลหิต และยาแก้ต่อมลูกหมากโต ที่กินเป็นประจำมา จึงขอความช่วยเหลือจากท่านทูตว่าจะไปซื้อยาได้อย่างไร ท่านว่าส่งมาจากเมืองไทยโดยเอาไปฝาก ที่การบินไทยสะดวกกว่า โดยท่านโทรศัพท์ไปขอความช่วยเหลือจากการบินไทย ให้ช่วยเอามาให้ คุณเปาให้ลูกน้องไปเอายาจากสาวน้อยที่บ้านผม เอาไปส่งที่เคาน์เตอร์การบินไทยสุวรรณภูมิ เนื่องจากไม่มีเที่ยวบินวันพุธ จึงต้องมากับเที่ยวบินวันพฤหัส และมาถึงออสโลเช้าวันศุกร์

วิจารณ์ พานิช

๒๖ เม.ย. ๕๗ ที่ออสโล ปรับปรุง ๕ พ.ค. ๕๗ บนเครื่องบิน ANA ไปสนามบิน นาริตะ


บรรยากาศยามเช้าที่ออสโลยามเช้าอันเงียบสงบในออสโล


Oslo Montessori School


ชั้น ป. 1-3 ครูกำลังให้เขียนคำบอก


ชั้น ม. ๒ ชั่วโมงอ่านหนังสือ


ชั้น ม. ๒ (อายุ ๑๓ ปี) กำลังอภิปรายเรื่องหนังสือที่อ่าน ครูนั่งสังเกตอยู่ข้างหลัง ๒ คน


หนังสือที่อ่านเป็นหนังสือสำหรับผู้ใหญ่เล่มหนา อ่านปีละ ๑๕ เล่ม


ห้องเรียนชั้นอนุบาล ของ Montessori School


โรงเรียนแนว Steiner ที่ Hedemaken


ชั้นเรียน Eurythmia ฝึกสมาธิ และ harmony ในกลุ่ม ผ่านการเคลื่อนไหว


ห้องฝึกสมาธิ ที่มีสัปปายะ ทั้งบรรยากาศ แสง สี


เวลาอาหารว่างของนักเรียนชั้นเด็กเล็ก


เด็กเล็กกำลังเล่าหม้อข้าวหม้อแกง เพือฝึกจินตนาการ


ขอกินด้วยคนได้ไหม  *.* ยังไม่เสร็จ


เมื่อถึงเวลานอน เด็กเล็กจะนอนในรถเข็นที่มิดชิด
เข็นมารับอาการบริสุทธิ์นอกห้อง เพื่อสุขภาพ


ประติมากรรม


คลำเพื่อการเรียนรู้


ของเล่นไม่หรูหรา ราคาไม่แพง


เรือของคุณจูนที่พาเราไปเกาะ และไปชมน่านน้ำ


บ้านฤดูร้อนบนเกาะห่านของคุณจูน


ล่องเรือชมทิวทัศน์