เพิ่งเดินนทางกลับมาจากงานบวชหลานเพื่อนที่ชลบุรี (พนัสนิคม-เกาะโพธิ์-เกาะจันทน์) และถือโอกาส เดินทางดูแผ่นดินของผู้คนที่อาศัยตามพื้นผิวโลก..(ตะวันออกของไทย) ได้เห็นสิ่งต่างๆที่เราไม่เคยเห็น ที่ดำเนินไปอยู่ตามกลไกของโลกและของมนุษย์เอง
สิ่งที่จับได้คือ สิ่งที่เรียกว่า สีเขียวยังคงเรืองรองรับแสงอาทิตย์ที่ร้อนระอุอยู่ มีลมพัดตามพื้นผิวโลก ทำให้ไม้ไหวไปมา มีบ้านเรือนที่อาศัยทำกิน หลับนอน หลบซ่อน ทำธุรกิจ ฯ
เห็นรถราเครื่องยนต์มากมายวิ่งไปมากันพัลวันเหมือนจิตที่คิดเตลิดไปมาหลายเรื่อง หลายกิจ เห็นนก เห็นสัตว์ต่างดำเนินชีวิตของตนอย่างไม่แยแสมนุษย์ใดๆ เห็นเส้นทาง (ราดยางมะตอย) ที่เราดำเนินไปตามแคบๆอย่างระวังเหมือนกำลังถูกไล่ต้อนกันไปสู่เป้าหมายแห่งความคิด ที่คิดจนกลายเป็นเส้นทางคิด และเห็นผู้คนนั่ง วิ่ง นอน กิน ยืน ดื่ม ฯ ตามบ้านข้างทาง
เป็นกิริยาที่ทำให้มนุษย์ทรงอยู่ได้ ทั้งหมดเป็นลีลาของโลกที่เปิดโอกาศให้สัตว์ต้องดำเนินไป ที่สุดก็เสื่อมกำลังลงด้วยอาการแก่ชรา และเจ็บป่วย จนตายในที่สุด แล้วสังขารก็ทิ้งไว้บนโลก ที่เป็นเหมือนเชิงตะกอนแห่งชีวิต ที่ครั้งหนึ่งได้เกิดมา หากมองให้กว้างออกไปทั่วโลก ทั่วทวีป เราจะพบอะไรอีกมากมาย แสดงว่า ความรู้อยู่กับโลกอยู่กับสายตา ประสาทต่างๆที่เรารับรู้จนกลายเป็นข้อมูลของจิตที่เรียกว่า “ปัญญา” แปลว่า รอบรู้โลกกลม ได้
จุดเริ่มต้นการเดินทางจากที่นอน ตะลอนออกไปสู่สังคม ผู้คน สิ่งแวดล้อม ไกลออกไป ทำให้ตามองเห็นสรรพสิ่งอยู่รอบตัวไร้ที่สิ้นสุด และปรากฎอยู่ตลอดเวลา แต่ชีวิตต่างหากที่ไม่มั่นคงอยู่ตลอดเวลา เห็นคนแก่เฒ่า เราก็คิดว่า นั่นคือ ปรากฏการณ์ของการเคลื่อนไหวของมนุษย์ตอนปลาย
เด็กน้อย ก็พลอยให้คิดว่า นี่คือ วัยของผู้ควรรู้และสะสมความรู้ มิใช้วัยแห่งความหลงเพลินในวัยเริ่มต้น ผู้ที่จะเป็นแสงไฟหรือร่มไม้ให้เห็นทางหรือพักพิงคือ ผู้ใหญ่ได้มีโอกาสพูดคุยกับยายชื่อ “ยายบุญชอบ พานทอง” อายุ ๘๑ ปี เป็นยายของหลานนาคของเพื่อน มักจะกล่าวคำว่า “ปล่อยวางๆ” บ่อยๆ ถามท่านว่า รู้สึกรำคาญคนหรือเบื่อบ้างไหมท่านตอบว่า “เฉยๆ”
คำว่า “เฉย” กับ “ปล่อยวาง” เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาที่สอนชาวพุทธให้รู้จักโลก ตนเองและคนอื่นว่า เมื่อโอบกอด เกาะกุมไว้ จะทำให้เกิดความคับแค้นใจ เกิดความรำพึงรำพัน เกิดความไม่ปกติของจิตใจ ท่านจึงสละสรรพสิ่งได้ด้วยการกล่าวอุทานคำเหล่านี้บ่อยๆ ซึ่งผู้เขียนสะดุดคำเหล่านี้จากชีวิตๆหนึ่งที่ผ่านโลกมานาน
จนสามารถเอาจิตตนเองรอดและพ้นจากการบีบคั้นของโลกได้ ผู้เขียนรู้สึกว่า มีค่าและเป็นคำสั้นและทรงสัจธรรม อย่างไม่มีมายา ผู้เขียนถามท่านว่า ได้คำเหล่านี้มาจากไหน ท่านตอบว่า ฟังธรรมหลวงตามหาบัวประจำ แต่ที่ท่านตอบนั้น มิใช่เพราะท่านจำได้ แต่จิต ความคิดของยายน้อมไปตามหลักธรรมข้อนี้ด้วย
เนื่องจากว่า ผู้เขียนถามซอกแซกไปหลายเรื่อง เพื่อประเมินว่า ท่านคิดอย่างไรกับชีวิตและสรรพสิ่งในโลก คำตอบที่ได้รัลคือ “เฉยๆ และปล่อยวาง” ท่านทำเฉยกับลูกของตัวเอง แล้วปล่อยวาง ท่านกล่าวว่า เลี้ยงเขามาจนเติบโตแล้ว ก็ปล่อยให้เขาเลี้ยงตัวเอง และไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือกังวล เพียงนั่งดูและคิดเองภายใน
ก่อนกลับท่านยังบอกว่า “ก็รู้ทุกอย่าง (ที่โลกเป็น) แต่ไม่พูด นิ่งดีกว่า” แสดงว่า คำว่า “เฉย” ข้อนี้ มิได้แปลว่า เฉยเมยหรือไม่รับรู้ใด แต่เฉยรู้แล้วนิ่ง จากนั้นก็นำไปสู่กระบวนการ “ปล่อยวาง”นี่คือ ผลจากการเดินทางไปจากที่นอน แล้วไปพูดคุย ฟัง ดู พิจ จากสิ่งรอบข้างที่สัมผัส สัมพันธ์ในที่เดินทางไป อาจพบสัจธรรมของโลกได้ เพราะสรรพสิ่ง ล้วนสิงสัจธรรมทั้งสิ้น
จึงรู้ได้ว่า สัจธรรม มิได้อยู่ที่สำนัก วัด คน สิ่งใดๆ แต่มันอยู่ที่ เรามีเวลาคิดและฟังสรรพสิ่งที่แวดล้อมเราอย่างไตร่ตรองหรือไม่ ไม่ว่าใกล้หรือไกล ธรรมอยู่ที่อายตนะ (หู ตา จิต) นี่เอง
———————<๒๗/๕/๕๗>—————————
“เฉยๆ และปล่อยวาง” .... คือคำตอบนะคะ