สมัยเป็นเด็กผมและผองเพื่อนกลัวที่สุดก็คือความตาย ไม่กล้ามองแม้แต่ขบวนแห่ศพไปป่า ดังนั้นอย่าได้หวังที่จะร่วมฟังสวดในตอนกลางคืน แต่เมื่ออายุมากขึ้นมารยาทของสังคมบีบบังคับให้ต้องไปร่วมงานบำเพ็ญกุศลศพมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงใกล้วัยหกสิบ งานนี้ดูจะถี่มากขึ้นทั้งญาติพี่น้องเพื่อนฝูง คนรู้จักมักคุ้นที่เราต้องไปร่วมงานเพื่อเป็นเป็นกำลังใจให้ญาติ ๆ ผู้วายนม์ ทำให้การมองเรื่องความตายมันน่ากลัวน้อยลง จนกระทั่งได้จัดการงานศพบุพการี ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาที่เริ่มหันหน้าเข้าศึกษาคำสอนของพระพุทธองค์
ทำให้อวิชชาทั้งมวลเกี่ยวกับความตายมัยหมดไป ได้เข้าใจความเป็นธรรมชาติของสิ่งมีวิตที่ต้องวนเวียนใน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทำให้หายกลัวความตายไปมากโข คงจะตัดให้ขาดเลยคงไม่ได้เพราะเรายังฝึกจิตให้เข้มแข็งยังไม่พอ ต่างจากพระอริยะเจ้าท่านที่ปล่อยวางธาตุขันธ์ได้แล้ว ดังนั้นท่านจึงยิ้มรับกับความตายได้
การสวดพระอภิธรรมในงานบำเพ็ญกุศลศพของเราชาวภาคอีสานนั้น มักสวดเป็นภาษาบาลี ทำให้ผู้ไปร่วมฟังไม่เข้าใจความหมายของพระอภิธรรมที่พระพุทธองค์ได้ทรงจำแนกแจกแจงไว้อย่างละเอียด เลยเป็นเอาว่ามานั่งคุยกันขณะที่พระท่านสวดประมาณยี่สิบถึงสามสิบนาที เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เสียเวลามาแล้วแต่หาได้ศึกษาคำสอนใด ๆ ที่จะทำให้ชีวิตพ้นทุกข์ได้
ดังนั้นถ้าเป็นไปได้น่าจะใช้บทสวดแปลที่มีอยู่แล้ว ผู้ฟังจะได้เกิดข้อสงสัยไปศึกษาหาความจริงเพิ่มเติมจะได้เกิดปัญญา หรือไม่ก็ไม่สวดพระอภิธรรมแต่เป็นการเทศนาคำสอนของพระพุทธองค์แทน น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าไหมครับ
บันทึกก่อนนอน