อธิการ ม.ธนบุรี จวก สกอ.ให้ข่าวมั่วทำมหา'ลัยเสียหาย จี้ออกมาแจงใหม่สร้างความเข้าใจ ด้านเว็บไซต์ ม.ธนบุรี เผยเอกสารตอกกลับชัดเจน ผ่านมาตรฐาน สมศ. ได้รับการรับรอง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2554-2558
ดร.บัญชา เกิดมณี อธิการบดีมหาวิทยาลัยธนบุรี กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จะลงไปตรวจสอบคุณภาพของวิทยาลัยเอกชนที่เปลี่ยนประเภทเป็นมหาวิทยาลัยแล้ว ไม่เกิน 10 ปี และได้รับการร้องเรียนในเรื่องของคุณภาพมาตรฐาน จำนวน 16 แห่ง ซึ่งปรากฏว่ามีชื่อมหาวิทยาลัยธนบุรี รวมอยู่ด้วยว่า ตนขอยืนยันว่ากระแสข่าวที่เกิดขึ้นไม่เป็นความจริง น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิดหรือการสื่อสารที่ผิดพลาด เพราะที่ผ่านมา ม.ธนบุรี ไม่เคยถูกร้องเรียนเรื่องของคุณภาพมาตรฐาน และได้ผลการประเมินคุณภาพภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) หรือผลการประเมินคุณภาพภายในของ สกอ. เมื่อปีที่ผ่านมาก็อยู่ในระดับดีมาก
นอกจากนี้ สกอ. ก็ไม่เคยทำหนังสือแจ้งให้มหาวิทยาลัยดำเนินการปรับปรุงแก้ไข หรือได้รับเรื่องร้องเรียนแต่อย่างไร ดังนั้น ตนอยากให้ทาง สกอ. ออกมาชี้แจงใหม่ ทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า 16 ม.เอกชนที่จะลงไปตรวจสอบ เพราะได้รับการเปลี่ยนสถานะเป็นมหาวิทยาลัยไม่เกิน 10 ปี ที่ สกอ. จะลงไปตรวจสอบคุณภาพเป็นเรื่องคุณภาพไม่ใช่เพราะมหาวิทยาลัยได้รับการร้องเรียนเรื่องคุณภาพ
“เห็นด้วยที่จะมีการลงตรวจสอบเรื่องคุณภาพของ ม.เอกชน เพราะยังมี ม.เอกชนอีกหลายแห่งที่จัดการเรียนการสอนที่ยังไม่ได้คุณภาพมาตรฐานเท่าที่ควร แต่การจะประกาศหรือนำเสนอข่าว สกอ. ควรจะตรวจสอบให้ดีและส่งหนังสือแจ้งมหาวิทยาลัย ไม่ใช่มานำเสนอข่าวให้มหาวิทยาลัยรับทราบจากหน้าหนังสือพิมพ์ ขอให้นึกถึงมหาวิทยาลัยด้วย” ดร.บัญชา กล่าวและว่า ทั้งนี้ ขณะนี้มหาวิทยาลัยที่มีชื่ออยู่ใน 16 แห่ง กำลังดำเนินการเปิดรับสมัครนักศึกษา ซึ่งเมื่อมีข่าวออกมาแบบนี้ทั้งที่ไม่เป็นความจริง ทำให้มหาวิทยาลัยได้รับผลกระทบอย่างมาก
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า จากการเข้าไปสำรวจหน้าเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยธนบุรี ได้มีการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ด้วยว่า ม.ธนบุรี ได้รับการรับรองการรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอก รอบสาม (2554-2558) พร้อมมีการเผยแพร่ภาพเอกสารที่ สมศ. ให้การรองรับด้วยด้วยเป็นเอกสาร เลขที่ สมศ. 128/2556 ระบุว่า หนังสือสำคัญฉบับนี้ให้ไว้เพื่อแสดงว่า มหาวิทยาลัยธนบุรี ได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษารอบสาม (พ.ศ.2554-2558) จากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ระดับสถาบัน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ คณะบัญชี บัณฑิตวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2555 ออกให้ ณ วันที่ 22 เมษายน 2556 ลงชื่อ ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผอ.สำนักรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) การรับรองมาตรฐานการศึกษาจะมีผลอยู่จนถึงรอบการประเมินเพื่อรับรองมาตรฐานคราวต่อไป ซึ่งจะต้องดำเนินการในระยะเวลา 5 ปี นับแต่การรับรองมาตรฐานในรอบการประเมินนี้ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายกำหนด
...รออ่านความคิดเห็นของท่านดร.ดนัยค่ะ
ขอบคุณที่ ดร.พจนา อยากทราบว่าผมคิดยังไง
การศึกษา หากด้านผู้กำหนดนโยบายและ ผู้คุมกฎ มีสายตามองผู้ปฏิบัติด้วยสายตาของ "ตำรวจ" ที่คอยเล็งและจับผิดโจร ก็น่าตกใจว่า หากการศึกษาซึ่งเป็นเครื่องมือในการยกระดับสติปัญญามนุษย์ให้แตกต่างไปจากสัตว์ แต่เราปฏิบัติไม่ต่างไปจากตำรวจ เพราะเราจะเห็นตำรวจ ออกใบสั่งคนที่ขับรถเร็ว หรือ ฝ่าไฟแดง เรียกว่า ผู้ต้องหา ผมมองว่า เราเห็นคนเป็นโจร บริหารจัดการด้วยทฤษฎีเอ็กซ์ (แต่ก็ยอมรับว่า ในหมู่คนดี ย่อมมีคนเกเร เช่นเดียวกัน)
1. ผมไม่แปลกใจว่า ทำไม หน่วยงานดังกล่าว จึงวิ่งไล่จับผู้กระทำผิด แต่แปลกใจว่า ทำไมไม่ใช้วิธีกลับกัน คือ ก่อนมีหลักสูตร ที่เปิดรับ นศ. หลักสูตรต้องได้มาตรฐานก่อน
2. หาก บอกว่า มอบอำนาจให้ สภามหา'ลัย อนุมัติได้เอง โดยผ่านการกลั่นกรองมาจากสภาวิขาการ ซึ่ง ฝรั่งอาจเข้มแข็งกว่าเราเพราะของเขาเป็น "สภาศาสตราจารย์" คุณภาพย่อมสูงเป็นธรรมดา เราเลียนแบบเขามา
3. ความเห็นผม หาก ข้อ 1 -2 มีคุณภาพ(ประกันคุณภาพได้) หน่วยงานคุมกฎ แทนที่จะทำแค่ไม่รับทราบหลักสูตร หรือ ให้ มหาวิทยาลัยหยุดรับ นศ. ทันที่ (แก้ปลายเหตุ) น่าจะใช้ยาแรง แบบที่ศาล ฯ เพิ่งสั่งนายก ฯ ว่ามีความผิด คือ ปลด สภาวิชาการ ของ มหาวิทยาลัยนั้น(หรือ รวมถึงผู้ที่เสนอหลักสูตร ฯ) และ หากยังทำผิดซ้ำอีก น่าจะใช้อำนาจแทรกแซง ปลดสภามหาวิทยาลัย ( แต่ก็แปลกใจ ว่าคนของรัฐ ก็มีตัวแทนนั่ง อยู่ทั้ง 2 สภาฯ แล้วผ่านมาได้ยังไง)
เปลี่ยนวิธีบริหารจัดการใหม่ ครับ ถ้าคิดแบบเดิม ๆ ก็ยังมีคนเกเร หาโอกาสแสวงช่องว่าง ทำแบบนี้อยู่ตลอดเวลา
"ในบ้านเมือง ยิ่งมีคนที่ฉลาดมาก แต่ขาดจิตสำนึกและไม่ถือปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล ก็ยิ่งมีเล่ห์เหลี่ยม ยิ่งแสวงหาโอกาส ตามช่องว่างของกฎหมาย ก็จะยิ่งฉ้อฉลมากเท่านั้น ปีเตอร์ดรักเกอร์ เคยบอกไว้ว่า การบริหารนั้น "ความซื่อสัตย์สำค้ญมากกว่าความฉลาดเพราะการบริหารเป็นเรื่อง งาน ความรับผิดชอบ และการปฏิบัติ" ส่วนของ "ผลกำไรไม่ได้สำคัญไปกว่าความรับผิดชอบต่อสังคม และจะไม่ถามสังคมว่า เราทำอะไรผิดกฎหมาย หรือ ไม่เห็นมีใครมาว่าเราเลย"