3. ข้อที่เป็นจุดด้อยของโครงการนี้มีอะไรบ้าง
อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น นโยบายที่เกี่ยวข้องกับคุณทักษิณ เป็นโครงการที่ขาดความชัดเจนในเป้าหมาย และด้วยเหตุดังนั้นจึงขาดมาตรการหลายอย่างที่จะช่วยให้โครงการได้ผลในหลายๆ ด้าน ก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่พึงปรารถนา เพราะไม่เตรียมการรองรับไว้ก่อน เมื่อมีข้อดีย่อมมีข้อเสียด้วยเช่นเดียวกัน ผมจะได้บรรยายถึงข้อเสีย ข้อเสียมีอยู่ 2 ส่วน 1. ในแง่เศรษฐกิต 2. ในแง่การจราจร ผมจะนำเสนอ เรือง เศรษฐกิจก่อน แล้วจึงตามด้วยการจราจรครับ
1. ความสามารถในการชำระหนี้ และ หนี้สินครัวเรือนต่อจีดีพีมีระดับที่สูงขึ้น จากที่มีสัดส่วนในปี 2553 เพียง 63% ได้พุ่งขึ้นเป็น 78 % ปี 2555 ก่อนทะยานเพิ่มเป็น 80 % ในครึ่งแรกปี2556 ซึ่งต้นเหตุสำคัญมาจากการก่อหนี้จากรถคันแรก และยังส่งผลซ้ำเติมสภาพคล่องผู้กู้ จากการที่สถาบันการเงินตัดโอกาสการปล่อยสินเชื่อ จากความสามารถผ่อนชำระหนี้ต่อเดือน ที่ต้องถูกลดทอนจากการก่อหนี้รถเสียก่อน
2. การที่รัฐเปิดให้จองสิทธิ์ในวงเงินเพียง 1 พันบาท จากปกติที่กำหนดขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 5 พันบาท ทั้งยังไม่กำหนดเส้นตาย (เดดไลน์ )วันรับรถ จนเป็นที่มาของปัญหา "สต๊อกบวม" และเจ้าของโชว์รูมต้องเสียภาษีให้กับบริษัทไฟแนนซ์มากขึ้น เพราะรถที่สั่งมาแล้ว ไม่มีคนมาเอา
3. เงินภาษีสรรพสามิต จำนวน 30,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินมาจากของประชาชนผู้เสียภาษีทั้งประเทศที่นำมาชดเชยให้กับโครงการรถคันแรก ก็คงจะเป็นคำถามเชิงนโยบายว่าการจะนำเงินจำนวน 30,000 ล้านบาทไปให้ประชาชนซื้อรถยนต์มาขับขี่ที่เมื่อซื้อมาแล้วก็จะมีค่าเสื่อมลงโดยตลอด และผลประโยชน์สุดท้ายก็จะได้แก่บริษัทรถญี่ปุ่น และบริษัททางด่วน
4. ยอดการผลิตและยอดจำหน่ายรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงนี้ อันเนื่องจากการเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดในระดับ 500,000 คันนี้ เป็นการเพิ่มขึ้นแบบชั่วคราวเพราะยอดรถที่เพิ่มขึ้นในวันนี้จะเพิ่มขึ้นไปอีกระยะหนึ่งถึงประมาณครึ่งแรกของปีหน้าเท่านั้น เนื่องจากบริษัทรถยนต์ยังไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ได้ทันทั้งหมด โดยจะมีการผ่อนผันการส่งมอบออกไปเป็นปีหน้า และน่าจะชัดเจนว่าจะมีการชะลอตัวตัวลงในครึ่งหลังของปีหน้า
5. ทำให้ธุรกิจรถมือ 2 ซบเซา และราคาลดต่ำลง 10-20% โดยเฉพาะรุ่นที่มี cc ใกล้เคียงกับที่ได้คืนภาษีจากรถคันแรก ซึ่งทำให้คนทำธุรกิจรถมือสองขาดทุนหรือกำไรลดลง ส่วนคนขายรถมือ 2 ก็ขาดทุนเงินที่ควรจะขายได้ถ้าไม่มีนโยบายรถคันแรก
6. ทำให้การจ้างแรงงานบิดเบี้ยว เช่น พนักงานประกันภัยขาด, พนักงานผลิตรถไม่พอ ครั้นจะจ้างเพิ่ม ก็กลัวความต้องการซื้อลด จึงใช้วิธีให้ OT แทน และรายได้ของพนักงานดังกล่าว ก็จะลดลงเมื่อตอนนี้การผลิตส่งมอบรถคันแรกเริ่มจะส่งมอบได้ครบไปแล้ว ส่วนพนักงานที่ถูกจ้างเพิ่ม (ถ้ามี) ก็จะถูกปลดหรือได้ค่าแรงน้อยลง
7. ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอาจเนื่องจากปัญหาการเมืองในตะวันออกกลาง ยิ่งอำนวยให้กับบริษัทน้ำมันอย่างปตท., เชลล์, เอสโซ่ ฯลฯ ชัดๆ ซึ่งถ้าหันไปติดก๊าซ ก็โดนค่าก๊าซลอยตัวอีก ..เหลือแค่ NGV ซึ่งก็ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะอุดหนุนอีกเท่าไหร่
8. ประเทศจะเริ่มขาดดุลการค้า ที่ผ่านมาไทยได้ดุลการค้ามาตลอด มีเพียงบางเดือนที่เคยขาดดุลการค้า แต่ผลของจำนวนรถที่เพิ่มขึ้น และคนไทยก็ไม่เคยประหยัดการใช้น้ำมันและสินค้าฟุ่มเฟือย ขณะที่การส่งออกก็ชะลอตัว จึงเป็นไปได้อย่างสูงที่ไทยจะขาดดุลการค้าในปีหน้า (น้ำมันเป็นสินค้านำเข้าที่มูลค่าสูงสุดของไทย)
9. บริษัทขายรถจะยอดขายตก เต็นท์ขายรถมือสองจะเลิกกิจการจำนวนมาก เพราะซื้อรถล่วงหน้าไว้ตั้งแต่ปีนี้แล้ว ส่วนคนที่ผ่อนไม่ไหวก็จะยกรถให้ญาติไปผ่อนแทน รถมือสองจึงมากมายขณะที่หาคนซื้อได้ยากเต็มที