ในการประกอบธุรกิจนั้นแม้ผู้ประกอบการทุกคนจะมีสิทธิในการประกอบอาชีพ โดยอิสระ ตามข้อ 23 (1) ของปฏิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นสิทธิของมนุษย์ทุกคน แต่หากการทำธุรกิจนั้นเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้อื่นในด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อประชาชนส่วนใหญ่และเป็นผลกระทบในระยะยาว อีกทั้งในเวลาต่อมากลับมีการทำธุรกิจดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างมากก็เป็นเรื่องที่จะต้องทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน ดังปรากฏในกรณี เขื่อนไซยะบุรี ดังต่อไปนี้

โครงการเขื่อนไซยบุรี (Xayaburi Dam) เป็นหนึ่งใน 12 โครงการ เขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าที่ได้รับการเสนอให้สร้างขึ้นในแม่น้ำโขงตอนล่าง เขื่อนไซยบุรีตั้งอยู่ที่แก่งหลวง แก่งหินใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของแม่น้ำโขง ห่างจากเมืองมรดกโลกหลวงพระบาง ตามลำน้ำลงมาเพียงราว 100 กิโลเมตรเท่านั้น

ข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า โครงการเขื่อนไซยบุรี มีกำลังผลิตติดตั้ง 1,285 เมกะวัตต์ โดยไฟฟ้าส่วนใหญ่ ส่งขายให้แก่ประเทศไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าไป เมื่อปลายปี 2554 บริษัท ไซยบุรี พาวเวอร์ มีผู้ถือหุ้นหลัก โดยบริษัท ช.การช่าง จากประเทศไทย เงินทุนในการก่อสร้างโครงการซึ่งอยู่ที่ราว 1.1 แสนล้านบาท มาจากธนาคาร ทั้งของรัฐ และเอกชนไทย 6 แห่ง จึงอาจกล่าวได้ว่า เขื่อนไซยบุรี เป็นเขื่อนสัญชาติไทยที่ตั้งอยู่ในดินแดนลาว

องค์กรแม่น้ำสากล (International Rivers) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ประชาชนราว 2,100 คน ต้องอพยพโยกย้ายออกจากพื้นที่ก่อสร้างโครงการ และอีกมากกว่า 202,000 คน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง จะได้รับผลกระทบในการดำรงชีวิต แหล่งรายได้ และความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากต้องสูญเสียพื้นที่ทำกิน กิจกรรมการร่อนทองในแม่น้ำโขง จะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ อีกทั้งการหาของป่า จะทำได้ยากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการสร้างเขื่อน จะส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และการประมง ตลอดทั่วทั้งลุ่มน้ำ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อผู้คนอีกนับล้าน

แม้จะเริ่มการก่อสร้างแล้ว แต่จนปัจจุบัน ก็ยังไม่มีการเปิดเผยแบบแปลนเขื่อนไซยบุรีต่อสาธารณชน อีกทั้งยังไม่มีการจัดทำการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน คำถามถึงผลกระทบ ความเสียหายต่อระบบนิเวศ และข้อกังวลต่าง ๆ จึงยังไม่ได้รับคำตอบ

ขณะที่ผู้สนับสนุนเขื่อน กล่าวว่า ประโยชน์ของเขื่อนไซยบุรี คือ ผลิตกระแสไฟฟ้าและสร้างรายได้ แต่ผลการศึกษาระบุว่า แม้จะก่อสร้างเขื่อนทั้ง 12 แห่ง ทางตอนล่างของแม่น้ำโขง ก็จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียง ร้อยละ 11.3 ของความต้องการพลังงานในภูมิภาคเท่านั้น[1]

         จะเห็นได้ว่าการทำธุรกิจโดยการสร้างเขื่อนนั้นส่งผลต่อประชาชนอย่างมาก เพราะเมื่อน้ำในแม่น้ำมีสิ่งปนเปื้อนจากการสร้างเขื่อนก็จะทำให้สุขภาพของประชาชนแย่ลง และยังทำให้สิ่งแวดล้อม คือแม่น้ำแย่ลงเพราะ การสร้างเขื่อนอาจทำให้น้ำในแม่น้ำแห้ง ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในธรรมชาติซึ่งมีความสำคัญ อย่างมากในการประกอบอาชีพของประชาชน รวมถึงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในบริเวณดังกล่าว ซึ่งเป็นการละเมิด สิทธิในมาตรฐานการครองชีพอันเพียงพอสำหรับสุขภาพ ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

         ดังนั้นในการที่จะสร้างโครงการที่มีผลกระทบต่อสิทธิของประชาชนจึงควรมีการทำแบบประเมินสิ่งแวดล้อมให้ถูกต้องก่อนทำโครงการเพื่อเป็นข้อพิสูจน์ว่า การทำธุรกิจจะไม่ส่งผลทางลบต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้าง อันจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของ ผู้คนโดยรอบที่อาศัยร่วมกับสิ่งแวดล้อมนั้นๆ เมื่อการกระทำดังกล่าว มีแนวโน้มสูงว่าจะก่อผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมประชาชนจึงมี สิทธิที่จะมีส่วนร่วมของประชาชนในการร้องเรียนต่อรัฐ ตามมาตรา 67 รัฐธรรมนูญปี 2550

ในวรรคที่ 2 ระบุถึงขั้นตอนในการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะต้องทำการประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อน

         แต่แม้จะมีกฏหมายกำหนดหน้าที่ดังกล่าวแก่ เจ้าของโครงการหรือผู้ประกอบธุรกิจที่ประกอบธุรกิจที่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อม ก็ไม่ทำให้การละเมิดสิทธิของประชาชนในละแวกนั้นลดลง เพราะไม่มีสภาพบังคับที่จริงจังมากพอ และไม่มีหน่วยงานควบคุมดูแลอย่างจริงจัง

วรรคที่3 สิทธิของชุมชนที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่นหรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัตินี้ ย่อมได้รับการคุ้มครอง

          เป็นสิทธิที่เป็นรูปธรรมของประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิ แต่การฟ้องคดีแต่ละครั้งต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก และใช้เวลานาน ประชาชนอาจไม่สามารถทำได้ หรืออาจไม่ต้องการทำตามเพราะมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก

         ดังนั้นผู้ประกอบการจึงละเลยที่จะทำแบบประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน เพราะไม่มีผู้ประกอบการถูกลงโทษจากการละเมิดสิทธิดังกล่าว ประกอบกับอาจไม่คำนึงถึงเพราะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเห็นได้ว่ามีการละเมิดจนกว่าจะมีการทำธุรกิจนั้น

         แม้ในภายหลังได้มีการชดเชยเยียวยาความเสียหายอย่างใด ก็ไม่สามารถทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ซึ่งเป็นการละเมิด ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ25 (1)[2] มีสิทธิในมาตรฐานการครองชีพอันเพียงพอสำหรับสุขภาพ เพราะการที่มีสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีจะทำให้มาตรฐานในการครองชีพไม่เหมาะสมในการดำรงชีวิต อีกทั้งผู้คนที่ล้มตายจากสิ่งแวดล้อมที่เป็นมลพิษก็ถูกละเมิดสิทธิในการมีมาตรฐานชีวิตอย่างปลอดภัย ที่แม้มีการเยียวยาด้วยเงินไม่สามารถทำให้บุคคลเหล่านั้น กลับมามีสิทธิในชีวิตอย่างเดิม

         เมื่อการรับผิดชอบต่อสังคม หรือคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนก็เป็นเรื่องของจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพ เพราะ การอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มของบุคคล แต่ละคนจะมีหน้าที่ในสังคมแตกต่างกัน มีการแบ่งงานกันทำ มีสิทธิและเสรีภาพในฐานะการเป็นพลเมืองเท่าเทียมกันตามกฎหมาย ผู้ประกอบธุรกิจก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม จึงต้องมีส่วนร่วมช่วยพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้าหรือมีความสงบสุข มีส่วนรับผิดชอบกับสภาพแวดล้อมและกิจกรรมต่าง ๆ ในสังคม ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจจึงควรมีจรรยาบรรณต่อสังคม[3]

         หากผู้ประกอบการประกอบธุรกิจอย่างมีจรรยาบรรณและคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนของประชาชนก่อนที่จะทำโครงการใดๆ ก็จะไม่ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิของผู้อื่นจากการทำโครงการ เช่น การที่ไม่เปิดธุรกิจค้าบริการที่เป็นกิจการผิดกฏหมาย ก็จะไม่มีคนถูกหลอกไปค้ามนุษย์อันเป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่นในการไม่ถูกเอาลงเป็นทาส หรือ การป้องกันไม่ให้ธุรกิจเป็นต้นเหตุให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ก็จะหยุดยั้งการละเมิดสิทธิของประชาชนในบริเวณรอบข้างในอนาคตได้ตั้งแต่ต้น ยิ่งไปกว่านั้นการทำธุรกิจที่ดูแลสิ่งแวดล้อมก็อาจช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้ด้วย เป็นต้น

         ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า ผู้ประกอบธุรกิจควรคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน เพราะแม้การประกอบธุรกิจนั้นจะมีรายได้มากเพียงใด แต่ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่คนไม่กี่คน คงไม่อาจเทียบกับประโยชน์ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมได้ แม้การประกอบธุรกิจเป็นสิทธิพื้นฐานอย่างหนึ่ง แต่การใช้สิทธิดังกล่าวก็จึงควรคำนึงถึง สิทธิของบุคคลอื่นเพื่อไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่นอันละเมิดมิได้เช่นกัน ประกอบกับการมีจรรณยาบรรณของผู้ประกอบธุรกิจจะช่วยทำให้ไม่เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชนชนที่เดิอดร้อนได้

         หากพิจารณาในแง่ประโยชน์ทางธุรกิจหาก ผู้ประกอบการคำนึงถึงประชาชน ก็จะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ธุรกิจและจะมีคนสนับสนุนธุรกิจดังกล่าว ทำให้มีรายได้สูง จะเห็นได้จาก หากธุรกิจใดรักษาสิ่งแวดล้อม ก็จะได้รับความนิยมจากประชาชนมากขึ้นกว่าปกติ หรือแม้ในทางตรงข้ามหากผู้ประกอบการไม่สนใจสิทธิของประชาชน ก็อาจทำให้ประชาชนไม่อยากบริภคสินค้าดังกล่าว หากข้อมูลกระจายในวงกว้างก็อาจทำให้ ธุรกิจล้มลงได้ หรือหากเป็นการละเมิดสิทธมนุษยชนก็อาจส่งผลต่อประเทศ ในการถูกบอยคอตต์จาก ประเทศที่ไม่เห็นด้วยในการละเมิดสิทธิของประชาชน เมื่อและธุรกิจที่ส่งผลกระทบมากเช่นนี้ อาจถูกยึดใบประกอบการทำให้ไม่สามารถประกอบธุรกิจได้ต่อไป และการทำธุรกิจที่ไม่ก่อมลพิษอาจช่วยให้ต้นทุนการประกอบธุรกิจลดลงอันเป็นการเพิ่มกำไรของผู้ประกอบการอีกด้วย

เขียน: 25 เม.ย. 2014 

[1] ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์. เขื่อนไซยบุรี: พันธนาการมหานที.(ออนไลน์). แหล่งที่มา : http://www.thairath.co.th/content/382622. 22 เมษายน 2557.

[2] ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน Universal Declaration of Human Rights. .(ออนไลน์). แหล่งที่มา: http://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/book.pdf. 22 เมษายน2557.

[3] อาจารย์อัญชลี ชัยศรี. จริยธรรมทางธุรกิจกับสิ่งแวดล้อมและสังคม. (ออนไลน์). แหล่งที่มา: http://life.cpru.ac.th/E%20leaning/17%20Business%20Management%201/-%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-6.htm. 22 เมษายน2557.