ผู้ประกอบธุรกิจต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนด้วยหรือ? : สิทธิมนุษยชนไม่ใช่แค่เรื่องของภาครัฐอีกต่อไป

แบบเขื่อนไซยะบุรี
(ที่มารูปภาพ : http://thaipublica.org/wp-content/uploads/2013/03/...
เมื่อกล่าวถึงคำว่า"สิทธิมนุษยชน" ผู้คนส่วนมากคงนึกถึงประชาชนคนทั่วไปที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยภาครัฐ คือ ภาครัฐไม่ยอมรับรองสิทธิมนุษยชนของเขา ทั้งๆที่เขามีสิทธินี้มาตั้งแต่เกิดเป็นมนุษย์แล้ว แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่แค่ภาครัฐเท่านั้นที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ภาคธุรกิจหรือภาคเอกชนก็สามารถละเมิดสิทธิมนุษยชนได้เช่นกัน การคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนนั้น ไม่ใช่แค่หน้าที่ของภาครัฐที่ต้องรับรองหรือคุ้มครองเพียงฝ่ายเดียว ผู้ประกอบธุรกิจต่างๆควรให้ความร่วมมือและใหย้ความช่วยเหลือ รวมทั้งไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยนั่นเอง
ในความเห็นของข้าพเจ้านั้น เหตุผลที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนคือ สิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่พื้นฐานที่สุดที่มนุษย์ทุกคนควรจะได้รับ หากไปละเมิดสิ่งที่พื้นฐานทีสุดของมนุษย์คนนั้น ก็จะกลับกลายเป็นว่าผู้ละเมิดได้ปฏิเสธความเป็นมนุษย์ในตัวของเขา คือเห็นว่าเขาไม่ได้เป็นมนุษย์ ดังนั้น ในฐานะที่เป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกใบนี้เหมือนกัน ก็ควรจะปฏิบัติกับทุกคนบนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน ไม่ไปละเมิดสิทธิมนุษยชนของมนุษย์ด้วยกันเอง
อีกประการหนึ่งที่ว่าทำไมผู้ประกอบธุรกิจต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบธุรกิจในต่างประเทศ คือการแก้แค้นทดแทน หากผู้ประกอบธุรกิจของประเทศที่หนึ่งเข้าไปทำงานอยู่ในประเทศที่สอง และไปละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนในประเทศที่สองนั้น โดยที่ไม่สนใจใยดีว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร เมื่อเขาไม่มีสิ่งพื้นฐานของความเป็นมนุษย์เหลืออยู่แล้ว เมื่อประเทศที่สองมีโอกาสมากขึ้น มีผู้ประกอบการต่างๆเข้ามาทำงานในประเทศที่หนึ่งมากขึ้น เขาก็อาจจะเก็บความแค้นฝังใจไว้ ว่าประเทศที่หนึ่งเคยได้กระทำอะไรไว้บ้าง ละเมิดสิทธิมนุษยชนเขาไว้อย่างไรบ้าง เมื่อเขาเข้ามาในประเทศที่หนึ่ง เขาก็จะใช้ความแค้นนั้นเป็นสิ่งผลักดัน ตักตวงเอาผลประโยชน์ทั้งหมด โดยที่ไม่สนใจสิทธิมนุษยชนของประชาชนในประเทศที่หนึ่งจะเป็นอย่างไร เหมือนที่ผู้ประกอบธุรกิจของประเทศที่หนึ่งในอดีตเคยทำไว้ วิธีการแก้แค้นทดแทนนี้มีแต่เสียกับเสีย ไม่มีผลดีกับใครทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่ต้องเข้ามาคุ้มครองดูแล ผู้ประกอบการเองที่จะเสียความน่านับถือ ความไว้วางใจจากประเทศอื่นๆ และที่สาหัสที่สุด คือประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นเหยื่อความสะใจของนายทุน เป็นกรรมของการแก้แค้นทดแทนที่ฝังรากลึกอยู่ในทัศนคติ ทั้งที่ตัวเขาเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนเลย คงไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน เพื่อป้องกันการแก้แค้นทดแทนที่อาจเกิดขึ้นได้
นอกจากเหตุผลทั้งสองประการแล้ว ข้าพเจ้าเห็นว่า ถ้าระบบกฎหมายมีสภาพบังคับที่ชัดเจนแน่นอน มีการจัดการกับผู้ประกอบการที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด และใช้ได้จริง ภาคธุรกิจหรือภาคเอกชนก็จะใส่ใจให้ความสนใจกับสิทธิมนุษยชนมากกว่านี้ แต่ในปัจจุบัน วิธีการจัดการยังค่อนข้างหละหลวม ไม่มีองค์กรที่มีอำนาจชัดเจนในการดำเนินคดีกับผู้ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงต้องควรปรับปรุงระบบกฎหมายให้สอดคล้องกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในจุดนี้ด้วย
ตัวอย่างของการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่กระทำโดยผู้ประกอบธุรกิจคือเรื่องเขื่อนไซยะบุรี โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี ตั้งอยู่ในแขวงไซยะบุรีของ สปป.ลาว เป็นการสร้างเขื่อนทดน้ำบนแม่น้ าโขงเพื่อยกระดับน้ำให้สูงขึ้น โดยไม่มีการผันน้ำออกจากแม่น้ าโขงและไม่มีการกักเก็บน้ำเหมือนเขื่อนที่มีอ่างเก็บน้ำทั่วๆ ไป การสร้างเขื่อนทดน้ำจะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ าโขงสูงขึ้นเฉพาะช่วงแขวงไซยะบุรี ไปถึงตอนใต้ของเมืองหลวงพระบาง โดยมีระดับน้ำใกล้เคียงกับระดับน้ำสูงสุดในฤดูน้ำหลากตามธรรมชาติ ส่วนตอนล่างของแม่น้ำโขงจะมีระดับน้ำปกติตามธรรมชาติ การก่อสร้างก่อสร้างโดยบริษัท ช. การช่าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจัดซื้อกระแสไฟฟ้าระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกับรัฐบาลลาว1
แต่การก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีนั้น ได้ชะงักลงเนื่องจากการประท้วงของรัฐบาลเวียดนามและกัมพูชาซึ่งอยู่ด้านใต้น้ำ เนื่องจากไม่มีการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับทราบ ไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน อีกทั้งไม่มีการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพทั้งในประเทศไทย และทั้งการดำเนินการข้ามพรมแดน ทั้งๆ ที่โครงการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายจังหวัดของไทยที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง2 เนื่องจากไม่ปรากฎว่าได้ทำการประเมินผลกระทบ“ข้ามพรมแดน” ในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และสุขภาพ อีกทั้งยังไม่ผ่านกระบวนการรับฟังความเห็น หรือได้รับฉันทามติจากประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขงตอนล่างอย่างที่ควรจะเป็น3
สิทธิในการมีส่วนร่วมในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมืองของประชาชนที่ถูกกระทบจากการสร้างเขื่อนไซยะบุรีนั้น ปรากฏอยู่ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม4 ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิก ในข้อ 1 บัญญัติว่า "ประชาชาติท้ังปวงมีสิทธิกำหนดเจตจำนงค์ของตนเอง โดยสิทธิน้ัน ประชาชาติเหล่าน้ันจะกำหนดสถานะทางการเมืองของตนโดยเสรี และพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของตนอย่างเสรี” จะเห็นได้ว่า ในเมื่อไม่มีการทำประเมินผลกระทบข้ามพรมแดนในประเด็นต่างงๆ อีกทั้งยังไม่ได้รับฟังความคิดเห็นหรือได้รับฉันทามติจากประเทศที่ได้รับผลกระทบ ประชาชนนั้นก็ไม่ได้กำหนดเจตจำนงค์ของตนเองในเรื่องสถานะทางการเมืองของตน ไม่ได้มีเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ดังนั้น บริษัท ช. การช่าง ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนแถบนั้น เนื่องจาก มีการกระทำที่ขัดกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
นอกจากประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยผู้ประกอบธุรกิจกระจายกันไปในทุกแห่งทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือบริษัทRoyal Dutch Shell หรือนำ้มันเชลล์ที่เรารู้จักกัน กับรัฐบาลไนจีเรีย5
เกิดกรณีข่าวฉาวก้องโลกที่รัฐบาลไนจีเรีย ซึ่งเป็นหุ้นส่วนสัมปทานขุดเจาะน้ำมันของ บริษัท Royal Dutch Shell สั่งประหารแขวนคอนักเคลื่อนไหวท้องถิ่นทั้งหมด 9 คนในปี 1995 โดยหนึ่งในนั้นคือนาย Ken Saro-Wiwa นักข่าวและนักเขียนชื่อดังระดับนานาชาติ ผู้เป็นแนวหน้าสร้างกระแสประท้วงคัดค้านการขุดเจาะของบริษัท Shell ในประเทศไนจีเรีย เนื่องจาก Shell ได้เริ่มขุดเจาะน้ำมันในไนจีเรียตั้งแต่ปี ค.ศ.1985 เป็นเจ้าของจุดขุดเจาะน้ำมันมากกว่า 90 จุดทั่วประเทศ และสร้างผลกระทบต่อประชาชนอย่างมหาศาล เพราะท่อส่งน้ำมันที่วางพาดผ่านหน้าบ้านเรือนและที่ทำกินของชนกลุ่มน้อยต่างๆ เกิดน้ำมันรั่วและไฟลุกระเบิด (Flare) เป็นภัยต่อชีวิตของประชาชนบ่อยครั้ง ทั้งคราบน้ำมันยังปนเปื้อน ทำให้ผืนดินและแหล่งน้ำถูกทำลาย ทำให้ชาวนาและชาวประมงต้องสูญเสียอาชีพ ต้องร่อนเร่ออกจากพื้นที่ ทั้งๆ ที่การขุดเจาะสร้างรายได้ให้รัฐบาลไนจีเรียมากถึง 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่เงินกลับเข้ากระเป๋าของเหล่านักการเมืองเผด็จการที่กดขี่ทำร้ายประชาชน โดยในปี ค.ศ.1996 ชาวไนจีเรียยังคงตายด้วยความอดอยาก โรคระบาด ไม่มีน้ำสะอาดดื่ม ไม่มีไฟฟ้าใช้ คดีแขวนคอนักต่อต้านดังกล่าวจึงทำให้องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น Amnesty International หรือ Human Rights Watch โจมตีสิ่ง Shell ทำร่วมกับรัฐบาลไนจีเรียอย่างรุนแรง ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นประเทศใด ธุรกิจอะไร การละเมิดสิทธิมนุษยชนของนายทุนก็ยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน
จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า ในความคิดเห็นของข้าพเจ้านั้น ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของภาครัฐหรือของเอกชน ทุกหน่วยงานควรให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนทั้งหมด จะใช้คำว่าธุรกิจเพื่อหลีกเลี่ยงไม่คุ้มครองสิทธิมนุษยชนไม่ได้ มิฉะนั้น ผลเสียของการไม่คุ้มครองสิทธิมนุษยชนนั้น ก็จะมาตกกับประชาชนคนทั่วไปที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลย
จิดาภา รัตนนาคินทร์
22 เมษายน 2557.
1 โครงการโรงไฟฟ้าพลังน ้าไซยะบุรี. แหล่งที่มา : http://www.eppo.go.th/power/xayaburi-pp.pdf 22 เมษายน 2557.
2 กสม.จี้นายกฯ ทบทวนสร้างเขื่อนไซยะบุรี ลาว ระงับสัญญา กฟผ.ซื้อไฟฟ้า. 2555.
แหล่งที่มา : http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?Ne... 22 เมษายน 2557.
3 เขื่อนไซยะบุรี ผลประโยชน์ของคนไม่กี่กลุ่ม หายนะของคนลุ่มน้ำโขง. 2556.
แหล่งที่มา : http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID... 22 เมษายน 2557.
4 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม. แหล่งที่มา : http://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/ic... 22 เมษายน 2557.
5 ภรตา เสนพันธุ์. 2557. เรื่อง (ไม่) ตลก ของภาคธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน. แหล่งที่มา : http://www.salforest.com/blog/pharatah/humanrights 22 เมษายน 2557.