หากกล่าวถึงกฎหมายระหว่างประเทศอันว่าด้วยเรื่องของสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยนั้นย่อมหมายความได้ถึงบรรดาอนุสัญญาต่างๆที่ไทยนั้นเข้าร่วมเป็นภาคี แต่ก่อนที่จะได้ทราบถึงอนุสัญญาอันมีความเกี่ยวเนื่องกับสิทธิมนุษยชนนั้น ข้าพเจ้าจะขออธิบายรากฐานหรือที่มาในการเกิดขึ้นของอนุสัญญาต่างๆ โดยรากฐานนั้นเกิดขึ้นมาจาก "ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน" ซึ่งได้รับการรับรองจากสมัชชาที่ประชุมใหญ่แห่งองค์กรสหประชาชาติ ทั้งนี้แม้ว่าปฏิญญาดังกล่าวนั้นจะยังมีข้อถกเถียงกันในเรื่องของสถานะอยู่ว่า จะอยู่ในฐานะของสนธิสัญญาหรือในฐานะของกฎหมายจารีตประเพณี แต่ย่อมกล่าวได้ว่า ปฏิญญาฉบับดังกล่าวนั้นเป็นหลักสำคัญที่องค์กรสหประชาชาตินำมายกร่างเป็นอนุสัญญาหลักขององค์กรสหประชาชาติเพื่อคุมครองสิทธิมนุษยชนสำหรับประเทศทั่วโลกซึ่งย่อมรวมถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้อนุสัญญาระหว่างประเทศนั้นประกอบด้วยอนุสัญญาทั้งหมด 9 ฉบับ 7 ฉบับโดยประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีแล้ว 7 ฉบับ ได้แก่ (1) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง(ICCPR) (2) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม(ICCSCR) (3) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ(CEDAW) และพิธีสารเลือกรับเรื่องการรับข้อร้องเรียน (4) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก(CRC) และพิธีสารเลือกรับทั้ง 2 ฉบับ เรื่องความเกี่ยวพันของเด็กในความขัดแย้งกันทางกำลังอาวุธ และเรื่องการค้าเด็ก โสเภณีเด็กและสื่อลามกเด็ก (5) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ(CERD) (6) อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี(CAT) และ (7) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ(CRPD) [1] ทั้งนี้ยังมีอนุสัญญาอีกทั้งหมด 2 ฉบับที่ไทยนั้นยังไม่ได้เข้าเป็นภาคีกล่าวคือ อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิแรงงานอพยพและสมาชิกในครอบครัว(CMW) และ อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมิให้บุคคลหายสาบสูญโดยถูกบังคับ(ICPPED)ซึ่งอนุสัญญาในฉบับหลังนี้ไทยนั้นได้เข้าลงนามแล้วแต่ยังมิได้มีการให้สัตยาบัน
โดยทั้งนี้ข้าพเจ้าจะขอหยิบยกอนุสัญญาที่พบว่าสามารถนำมาบังคับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาอันพบเห็นได้มากในประเทศไทย กล่าวคือ
1. กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง[2](หรือ ICCPR) โดย สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้รับรองกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2509 และมีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2519
ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง โดยการภาคยานุวัติ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2539 โดยมีผลใช้บังคับกับประเทศไทย เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2540 ทั้งนี้จะขอกล่าวถึง กรณีการเลือกถิ่นที่อยู่ของบุคคลใดๆ โดยในข้อ 12 ในข้อย่อยที่ 1 และ ที่ 2 ได้วางหลักว่า
1. บุคคลทุกคนที่อยู่ในดินแดนของรัฐใดโดยชอบด้วยกฎหมาย ย่อมมีสิทธิในเสรีภาพในการโยกย้าย และเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ภายในดินแดนของรัฐนั้นๆ
2. บุคคลทุกคนย่อมมีเสรีที่จะออกจากประเทศใด ๆ รวมทั้งประเทศของตนได้
โดยเนื้อหาดังกล่าวนั้นจะเห็นได้ว่ามีการนำเนื้อหาจากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในข้อ 13 กล่าวคือ (1) ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งการเคลื่อนย้ายและการอยู่อาศัยภายในพรมแดนของแต่ละรัฐ
(2) ทุกคนมีสิทธิที่จะออกนอกประเทศใด รวมทั้งประเทศของตนเอง และสิทธิที่จะกลับสู่ประเทศตน
เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นอยู่ที่บุคคลซึ่งอยู่ในสถานะของผู้หนีภัยความตายโดยเมื่อไทยนั้นมิได้เข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพของผู้ลี้ภัย ย่อมส่งผลให้การกระทำอันมีต่อผู้หนีภัยความตายนั้นอยู่ภายใต้ข้อบังคับที่รัฐไทยนั้นเป็นผู้กำหนดแต่เพียงผู้เดียวแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตามสภาพของผู้หนีภัยความตายดังที่ได้มีการพิจารณาไว้แล้วในกระทู้ก่อนๆนั้นสามารถกล่าวโดยคร่าวๆอันมีความเกี่ยวเนื่องกับสภาพปัญหาที่จะพิเคราะห์กล่าวคือ กรณีที่มีการตั้งค่ายให้กับผู้หนีภัยความตายโดยวางข้อบังคับว่ามิให้ผู้หนีภัยความตายนั้นออกจากค่ายดังกล่าวโดยแม้จะได้มีการจดทะเบียนอย่างถูกกฎหมายในการกำหนดสถานะของบุคคลกลุ่มดังกล่าวแต่ความถูกกฎหมายนั้นจะดำรงอยู่ได้เพียงในค่ายที่จัดให้เท่านั้น ซึ่งหากบุคคลกลุ่มดังกล่าวได้ออกนอกค่ายไป รัฐไทยก็ได้กำหนดให้บุคคลนั้นอยู่ในสถานะของบุคคลผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายในทันที โดยเมื่อพิจารณาจากกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองแล้วนั้นเห็นได้ว่าการจำกัดให้บุคคลกลุ่มดังกล่าวอยู่แค่เพียงในค่ายนั้นย่อมเป็นการขัดต่อบทบัญญัติในข้อที่ 12 อย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือเป็นการขัดต่อสิทธิในการเลือกถิ่นอาศัย
แต่หากประเทศไทยนั้นยอมกระทำตามบทบัญญัติในอนุสัญญาโดยการปล่อยให้บุคคลผู้หนีภัยความตายหรือแม้แต่บุคคลผู้เข้าเมืองทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายสามารถเลือกถิ่นอาศัยได้อย่างเสรีโดยไม่มีข้อจำกัดแต่ประการใดๆก็ย่อมทำให้เกิดปัญหาขึ้นในด้านต่างๆอาทิเช่น ด้านสังคมหรือด้านเศรษฐกิจ เป็นต้น เช่นปัญหาของการทะลักเข้ามาอยู่อาศัยของบุคคลสัญชาติอื่นอันมีผลกระทบต่อทรัพยากรอันมีจำกัดในประเทศไทย อีกทั้งเมื่อบุคคลดังกล่าวนั้นมิได้เป็นหนึ่งในบุคคลากรที่จะทำประโยชน์ให้กับประเทศ ย่อมนำมาซึ่งปัญหาเศรษฐกิจโดยทั้งนี้อาจรวมถึงปัญหาอาชญากรรมที่มีความเสี่ยงว่าจะเพิ่มขึ้นอีกด้วย ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าการให้เสรีภาพในการเลือกถิ่นอาศัยนั้นจำต้องให้เสรีภาพแต่พอดีเพื่อให้เกิดความสมดุลขึ้นระหว่างประโยชน์ของประเทศและหลักมนุษยธรรมในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทั้งนี้จะขอยกตัวอย่างอาชีพหรือสถานะของบุคคลต่างสัญชาติที่ข้าพเจ้าเห็นว่าควรจะมีการยกเว้นไม่จำต้องมีการขออนุญาติในสิทธิของการเดินทางหรือการย้ายถิ่นอาศัย กล่าวคือ ปัญหาของแรงงานต่างด้าว ซึ่งนับเป็นอาชีพหนึ่งที่คนต่างสัญชาตินั้นเข้าทำเป็นจำนวนมาก ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าการเข้ามาทำแรงงานนั้นย่อมส่งผลในทางที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทยในด้านเศรษฐกิจซึ่งย่อมทำให้เกิดความก้าวหน้าแก่ประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยข้อดีของการอนุญาติให้คนต่างด้าวนั้นสามารถทำงานและย้ายถิ่นได้อย่างเสรีนั้นย่อมรวมถึงประสิทธิภาพของบุคคลที่ทำงานด้วยกล่าวคือเมื่ออนุญาติให้เป็นการกระทำมี่ถูกกฎหมายแล้วนั้นบุคลากรที่เข้ามาทำงานนั้นย่อมมีประสิทธิภาพมากขึ้นเนื่องจากมีการตรวจสอบอันย่อมส่งผลให้ปราศจากการลักลอบบุคคลผู้ไม่ได้รับการตรวจสอบเข้ามาซึ่งย่อมทำให้เกิดผลเสียมากกว่าจะเป็นผลดี กรณีต่อมาคือสถานะความเป็นนักศึกษาในเรื่องของการศึกษาต่อโดยข้าพเจ้าเห็นว่า การศึกษาต่อนั้นย่อมส่งผลในระยะยาวในการเกิดบุคลากรที่มีประสิทธิภาพการจำกัดสิทธิในการเดินทางนั้นย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ควรจำกัดไว้ ทั้งนี้ยังมีสิทธิในการรักษาพยาบาลข้าพเจ้าเห็นว่าไม่ควรมีการจำกัดไม่ให้บุคคลเข้ารักษาในโรงพยาบาลต่างๆโดยในที่นี้ข้าพเจ้าเห็นว่าย่อมมีความเกี่ยวเนื่องกับสิทธิในการมีชีวิตอยู่และสิทธิในชีวิตซึ่งให้การรับรองไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในข้อ 3 กล่าวคือทุกคนมีสิทธิในการมีชีวิต เสรีภาพ และความมั่นคงแห่งบุคคล
ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเห็นว่าการจำกัดมิให้บุคคลต่างสัญชาตินั้นไม่มีสิทธิในการเดินทางหรือย้ายถิ่นอาศัยเลยเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งทางแก้นั้นเห็นว่าควรมีการจำแนกและคัดเลือกเป็นกลุ่มว่าจะมีการอนุญาติหรือไม่โดยอาจพิจารณาความมุ่งหมายหรือหขุดประสงค์ที่ทำให้มีการเข้ามาของบุคคลต่างสัญชาติดังกล่าว
2. อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ[3](CRPD)เป็นอนุสัญญาที่ประเทศไทยนั้นได้ร่วมเป็นแกนนำในการยกร่าง เจรจา ลงนามรับรอง รวมทั้งได้ให้สัตยาบันต่อ “อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ” (Convention on the Rights of Persons with Disabilities ,CRPD) ไปเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2551 โดยมีสาระสำคัญในประการหนึ่งคือ การประกันสิทธิขั้นพื้นฐานหรือสิทธิมนุษยชนให้แก่คนพิการ โดยประเด็นปัญหาที่ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงนั้นเป็นประเด็นที่สืบเนื่องมาเป็นเวลานานโดยยังมิได้มีการแก้ไขให้เป็นไปในลักษณะที่เป็นรูปธรรมกล่าวคือปัญหาขอทานที่เห็นได้เป็นจำนวนมากตามแหล่งชุมชนต่างๆในประเทศไทย ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าปัญหาดังกล่าวนั้นเป็นปัญหาที่สร้างผลกระทบให้แก่ภาพพจน์ภายในประเทศรวมทั้งปัญหาสภาพสังคมที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ทั้งนี้การขอทานนั้นจะพบได้มากในหมู่ของบุคคลผู้มีความพิการอันเนื่องด้วยเหตุผลที่ว่าการที่จะได้รับความช่วยเหลือมากหรือน้อยนั้นอยู่ที่ระดับของความสงสาร โดยเป็นที่ทราบกันดีว่ากลุ่มบุคคลที่จะได้รับความสงสารมากนั้นย่อมเป็นกลุ่มบุคคลซึ่งมีความแตกต่างไปจากคนปกติซึ่งย่อมนำไปสู่กลุ่มบุคคลผู้มีความพิการนั่นเอง โดยจากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นข้าพเจ้าจะขอยกบทบัญญัติในอนุสัญญาออกมา 2 ข้อ กล่าวคือข้อ 15 เสรีภาพจากการถูกทรมาน หรือการลงโทษ หรือการปฏิบัติที่โหดร้าย
ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี
2. ให้รัฐภาคีดำเนินมาตรการทั้งปวงทางกฎหมาย ทางปกครอง ทางศาล หรือ มาตรการอื่นๆ ที่มีประสิทธิผล เพื่อป้องกันคนพิการจากการเป็นเหยื่อของ การกระทำทรมาน ปฏิบัติ หรือลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีบนพื้นฐานที่เท่าเทียมกับบุคคลอื่น
และข้อ 16 กล่าวคือ เสรีภาพจากการถูกแสวงประโยชน์การใช้ความรุนแรง และการล่วงละเมิด
1. ให้รัฐภาคีดำเนินมาตรการทั้งปวงทางกฎหมาย ทางปกครอง สังคม การศึกษา และมาตรการอื่นที่เหมาะสมทั้งปวง เพื่อคุ้มครองคนพิการทั้งภายในและนอก เคหสถานจากการถูกแสวงประโยชน์ การใช้ความรุนแรง และการล่วงละเมิด ในทุกรูปแบบ รวมถึงการกระทำเช่นว่าบนพื้นฐานของเพศสภาพ
โดยจากสภาพปัญหาที่ออกตามสื่อนั้นที่เห็นได้อย่างเด่นชัดสามารถจำแนกกลุ่มบุคคลที่มาขอทานได้เป็นประการ กล่าวคือ ผู้ที่มานั่งขอทานเอง และ ผู้ที่ถูกบังคับจากกลุ่มมิจฉาชีพให้มานั่งขอทานเพื่อสร้างรายได้ให้กับตน ในส่วนของกลุ่มของผู้พิการที่ถูกบังคับมา การกระทำดังกล่าวนั้นจากที่ข้าพเจ้าได้ทราบจากการนำเสนอโดยสื่อมวลชนอาทิเช่น การนำเสนอข่าวจากศูนย์ข่าวศรีราชา กล่าวคือ พดส.ภ.2 ได้ทำการจับกุม 1 ชาวไทย 2 ชาวพม่า ตั้งแก๊งนำเด็กพิการออกมาเร่ร่อนขอทานในเมืองพัทยา ก่อนขยายผลรวบอีกหลายแก๊งที่ยังมีอยู่ในเมืองพัทยา
วันนี้ (14 ก.ย.) เจ้าหน้าที่ตำรวจศูนย์พิทักษ์เด็ก เยาวชน และสตรี ตำรวจภูธรภาค 2 (พดส.ภ.2) ได้จับกุมตัว 3 ผู้ต้องหาที่ร่วมกันนำเด็กพิการวัย 12 ปี มาเร่ขอทานในเมืองพัทยา ประกอบด้วย นายอารีย์ พูลศิริ อายุ 31 ปี นางลักขณา อายุ 26 ปี ชาวพม่า และนางรินดา อายุ 25 ปี ชาวพม่า
การจับกุมดังกล่าวเป็นผลมาจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีบุคคลนำเด็กพิการมาเร่ขอทานบริเวณริมชายหาดเมืองพัทยา จึงออกตรวจสอบซึ่งก็พบเด็กชายวัย 12 ปี สภาพพิการทางกระดูกกำลังนั่งขอทาน โดยมีนางลักขณา และนางรินดา ทำหน้าที่เดินวนเวียนอยู่ใกล้ๆ และเมื่อเด็กชายคนดังกล่าวหาเงินได้ก็จะเดินมาเก็บเงินในทันที และหลังเลิกงานจะมีนายอารีย์ พูลศิริ ซึ่งเป็นชาวไทยมารับตัวกลับที่พัก
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวทั้งหมด พร้อมยึดของกลางเป็นเงินเหรียญกว่า 2,000 บาทไว้ และจะเร่งขยายผลจับกุมแก๊งมิจฉาชีพเหล่านี้ที่ยังมีอยู่ในเมืองพัทยาอีกเป็นจำนวนมาก[4] ดังนี้จะเห็นว่ามีการกระทำเป็นกระบวนการซึ่งขั้นตอนในการปฏิบัติงานคือการนำผู้พิการนั้นมานั่งไว้ตามแหล่งชุมชนและเมื่อกำหนดเวลาได้พอสมควรแล้วก็จะมีการเก็บเงินขอทานนั้นให้กับตน ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่ข้าพเจ้าเห็นว่ารัฐนั้นยังมิได้มีมาตรการที่เข้มงวดในการจัดการแต่อย่างใดอันเป็นการขัดต่ออนุสัญญาในข้อ 16 กล่าวคือรัฐนั้นจะต้องให้การคุ้มครองจากการแสวงหาประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรม ทั้งนี้ยังปรากฎข้อเท็จจริงที่ว่าผู้พิการดังกล่าวถูกกระทำทารุณกรรมอย่างร้ายแรงเนื่องด้วยเหตุผลที่ว่าความน่าสงสารนั้นจะนำไปสู่เงินที่จะได้รับจากการขอทานมากยิ่งขึ้นซึ่งรัฐไทยนั้นจำต้องรับเรื่องดังกล่าวมาแก้ไขอย่างรวดเร็วโดยทั้งนี้ย่อมกระทบถึงสิทธิในการมีชีวิตอยู่และสิทธิในร่างกายตามที่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนให้การคุ้มครองด้วย โดยตามแนวทางแก้ไขนั้นในอนุสัญญาฉบับดังกล่าวได้มีการวางแนวทางไว้ดังนี้กล่าวคือข้อ 3. เพื่อป้องกันมิให้เกิดการถูกแสวงประโยชน์การใช้ความรุนแรง และ การล่วงละเมิด ให้รัฐภาคีประกันว่าสิ่งอำนวยความสะดวก และโปรแกรม ที่ออกแบบเพื่อให้บริการคนพิการจะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างมีประสิทธิผล จากหน่วยงานอิสระ
และข้อ4. ให้รัฐภาคีดำเนินมาตรการที่เหมาะสมทั้งปวงในการส่งเสริมการฟื้นคืน การฟื้นฟู สมรรถภาพทางร่างกาย จิตใจ และการรับรู้และการคืนสู่สังคมของคนพิการ ซึ่งตกเป็นเหยื่อของการถูกแสวงประโยชน์ การใช้ความรุนแรง และการล่วงละเมิด ไม่ว่าในรูปแบบใดๆ รวมถึงโดยการจัดให้มีบริการให้ความคุ้มครองการฟื้นคืน และการคืนสู่สังคมเช่นว่านั้นจะต้องเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี การเคารพตนเอง ศักดิ์ศรีและการอยู่ได้ด้วยตนเองของบุคคล และคำนึงถึงความต้องการจำเป็นเฉพาะตามเพศสภาพและวัยของบุคคลด้วย
กล่าวโดยรวมคือหากมีการพบเห็นผู้ที่มาขอทานและรัฐนั้นได้จับกุมบุคคลผู้ที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการได้แล้วนั้นแม้ว่าจะมีการดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าว ก็ย่อมต้องหันมาให้ความช่วยเหลือผู้ที่พิการด้วยกล่าวคือโดยสาระสำคัญนั้นคือการให้บุคคลกลุ่มดังกล่าวสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเช่าเดียวกับบุคคลทั่วไป โดยการฟื้นฟูดังกล่าวจำต้องพัฒนาจากตัวบุคคลทั่วไปในสังคมด้วยกล่าวคือการเปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่ว่าคนพิการนั้นก็นับเป็นบุคคลธรรมดาเช่นเดียวกับเราแม้ว่าประสิทธิภาพทางร่างกายจะแตกต่างจากเราไปบ้างแต่หากเข้ามาดูแลและจัดสรรในกลุ่มคนพิการได้อย่างสมบูรณ์รวมไปถึงการพัฒนาศักยภาพคนพิการเช่นในเรื่องของการศึกษาหรือในเรื่องของการทำงานเป็นต้นแล้วนั้นก็ย่อมส่งผลให้ผู้พิการนั้นสามารถใช้ศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่และเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศอีกด้วย
จากที่กล่าวมานั้นคือส่วนหนึ่งของอนุสัญญาที่มีความเกี่ยวข้องกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยโดยทั้งนี้อนุสัญญาที่ไทยนั้นยังมิได้เข้าร่วมเป็นภาคีอันได้แก่ อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิแรงงานอพยพและสมาชิกในครอบครัว(CMW) และ อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมิให้บุคคลหายสาบสูญโดยถูกบังคับ(ICPPED)
โดยในอนุสัญญาแรกนั้นกล่าวคือ อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิแรงงานอพยพและสมาชิกในครอบครัว(CMW) มีสาระสำคัญในการให้ความคุ้มครองแก่คนงานอพยพและครอบครัว ทั้งนี้มิได้มีการร่างสิทธิใดๆขึ้นใหม่แต่เป็นเพียงการรับรองสิทธิมนุษยชนของบรรดาครอบครัวและแรงงานให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งเนื่องด้วยไทยนั้นเห็นว่าหากมีการเข้าเป็นภาคีแล้วนั้นอาจทำให้ข้อบังคับเช่นกรณีของการจำกัดสิทธิในการออกจากค่ายนั้นถูกถอนไป หรือกระทั่งการจำกัดสิทธิในการทำอาชีพเป็นต้น ทั้งนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าอนุสัญญาดังกล่าวรัฐไทยนั้นควรเข้าเป็นภาคีเนื่องจากอนุสัญญานั้นก็มิได้กำหนดอะไรไว้ในการสร้างสิทธิพิเศษเพิ่มเติมให้กับกลุ่มบุคคลดังกล่าวโดยเป็นเพียงการรับรองสิทธิมนุษยชนที่ถูกกำหนดไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนซึ่งไทยนั้นก็ได้เข้าร่วมในการลงนามไว้อยู่แล้ว อีกทั้งการจำกัดดังกล่าวที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ในข้างต้นนั้นข้าพเจ้าก็เห็นว่าเป็นการขัดต่อสิทธิมนุษยชนทั้งด้านเสรีภาพในการเดินทางรวมถึงเสรีภาพในการเลือกอาชีพ การที่รับเอาอนุสัญญาเข้ามาบังคับใช้นั้นก็จะช่วยให้การเรียกร้องที่ชอบนั้นเป็นไปในลักษณะที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น กล่าวโดยสรุปคือข้าพเจ้าเห็นว่ารัฐไทยควรเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาฉบับดังกล่าวเพื่อรักษาความถูกต้องตามหลักสิทธิมนุษยชน
ในอนุสัญญาฉบับต่อมากล่าวคืออนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมิให้บุคคลหายสาบสูญโดยถูกบังคับ(ICPPED) โดยสาระสำคัญเพื่อให้รัฐนั้นคุ้มครองบุคคลในฐานะมนุษย์ที่จะไม่ถูกลักพาตัวโดยรัฐมีส่วนเกี่ยวข้องหรือถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายรวมถึงการปฏิเสธสิทธิของผู้ต้องหาในการได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายโดยส่วนมากจะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและรัฐบาล ซึ่งอนุสัญญาฉบับนี้ไทยนั้นได้ร่วมลงนามเป็นที่เรียบร้อยแล้วเหลือแต่เพียงการเข้าให้สัตยาบันเพื่อนำไปสู่ความเป็นภาคี ข้าพเจ้าเห็นว่าควรมีการเข้าเป็นภาคีเนื่องจากปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่ลำพังเพียงการใช้กฎหมายภายในประเทศนั้นจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เนื่องมาจากต้นตอของปัญหานั้นเกิดจากบุคคลที่เรียกได้ว่าเสมือนเป็นผู้ที่ควบคุมประเทศในส่วนหนึ่งดังนั้นความเป็นสากลจึงต้องเข้ามามีบทบาทในเรื่องดังกล่าวอาทิเช่น ผู้สูญหายมักถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาความมั่นคงของประเทศ ข้อเท็จจริงของการหายสาบสูญ โดยถูกบังคับมักเกิดขึ้นในช่วงที่มีมาตรการพิเศษเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายและรักษาความปลอดภัยของรัฐในภาวะที่เกิดกบฏหรือการจลาจล ในบางกรณีเกิดขึ้นในภาวะที่รัฐใช้กฎอัยการศึก หรือกฎหมายที่เกี่ยวกับภาวะฉุกเฉินของรัฐ จากรายงานขององค์การนิรโทษสากล ได้ระบุว่า การท าสงครามต่อต้านการก่อการร้ายมีบทบาทสำคัญทำให้หลักการสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศถูกบั่นทอนลงมากกว่า จะมีส่วนช่วยในการปราบปรามผู้ก่อการร้าย นอกจากนี้อาจเกิดการจลาจล การปราบปรามเจ้าหน้าที่ของรัฐ การจับกุมควบคุมตัวโดยมิชอบ และการซ้อมทรมาน หรือ กรณีความขัดแย้งด้านผลประโยชน์กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้มีอิทธิพลที่มี ความเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือกรณีที่ผู้สูญหายเกี่ยวข้องหรือรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ หรือกรณีที่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าบุคคลนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด อาชญากรรม หรือสิ่งผิดกฎหมายอื่นๆ เป็นต้น[5]
[1] “สิทธิมนุษยชน Human Rights.” .[ออนไลน์]. แหล่งที่มา: http://www.mfa.go.th/humanrights/news/1-latest- news/167--thailand-signs-the-international-convention-on-the-protection-of-all-persons-from- enforced-disappearance. สืบค้น 21 เมษายน 2557
[2] “กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights – ICCPR).” .[ออนไลน์]. แหล่งที่มา: http://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/iccprt.pdf . สืบค้น 21 เมษายน 2557.
[3] “อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ.” .[ออนไลน์] แหล่งที่มา://neppr56.nep.go.th/claimอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคน พิการ-crpd (21 เมษายน 2557).
[4] ASTVผู้จัดการออนไลน์. "พดส.ภ.2 รวบชาวไทย-2 พม่า นำเด็กพิการออกเร่ร่อนขอทานในพัทยา" [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: http://w3.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9560000115914. สืบค้น 21 เมษายน 2557.
[5] คำรณ สุขบาล. "อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลจากการสาบสูญโดยถูกบังคับ ค.ศ. 2006" [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: http://phuket-law.com/file/fff.pdf. สืบค้น 21 เมษายน 2557.