ที่มา: http://saranrom.mfa.go.th/special-reports/rohingja/

      ประเทศไทยนั้นเป็นอีกหนึ่งในหลายๆประเทศที่เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งก็มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในหลายกรณี ที่เกี่ยวเนื่องกับประเทศอื่นๆ และส่งผลกระทบต่อสังคมโลก ในที่นี้ขอยกตัวอย่างกรณีของชาวโรฮิงยา

     โรฮิงยา เป็นกลุ่มชนบริเวณชายแดนฝั่งพม่าที่พูดภาษาจิตตะกอง-เบงกาลี และนับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งรัฐบาลทหารพม่าปฏิเสธสถานภาพพลเมืองของชาวโรฮิงยา ส่งผลให้มีชาวโรฮิงยาจำนวนมากต้องอพยพลี้ภัยไปยังประเทศอื่นเพื่อแสวงหา ชีวิตที่ดีกว่า

     ตั้งแต่แรกเริ่มเป็นต้นมา ประเทศพม่ามองว่าพวกโรฮิงญาไม่มีความจงรักภักดี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะชาวโรฮิงยาบางคนต้องการสร้างรัฐอิสระขึ้นทางอะรากันตอน เหนือ และผนวกเข้ากับปากีสถาน พม่าไม่ยอมรับว่าโรฮิงยาเป็นพลเมือง และในปี พ.ศ. 2491 กองทหารพม่าออกปฏิบัติการกวาดล้างพวกนี้ หมู่บ้านหลายร้อยแห่ง “ถูกเผาและคนหลายพันคนถูกฆ่า ทำให้มีผู้ลี้ภัยจำนวนมหาศาลอพยพหนีไปยังบริเวณที่เป็นปากีสถานในขณะนั้น”  และ นี้เป็นจุดเริ่มต้นของการที่เจ้าหน้าที่ทางการพม่าพยายามจะข่มขวัญและขับไล่ พวกโรฮิงยาในครั้งต่อ ๆ มาอีก ทำให้ผู้ลี้ภัยหลั่งไหลเข้าสู่ปากีสถานและต่อด้วยบังคลาเทศระลอกแล้วระลอกเล่า

     ชาวโรฮิงยาส่วนใหญ่ยังคงถูกปฏิเสธสิทธิในสัญชาติภายใต้กฎหมายพลเมืองพม่าปี 2525 พวกเขาอาศัยอยู่ในรัฐระไข่ห์ ตอนเหนือ ซึ่งยังคงต้องขออนุญาตและชำระค่าธรรมเนียมเพื่อออกจากหมู่บ้าน เรื่องดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการค้าขายและแสวงหางานทำ นอกจากนั้นพวกเขามักจะถูกบังคับให้เป็นแรงงานอีกด้วย ชาวมุสลิมโรฮิงยายังถูกจำกัดสิทธิพลเมืองอีกหลายประการ ได้แก่ ไม่มีอิสระในการเดินทาง การบังคับเก็บภาษี การยึดที่ดินและบังคับย้ายถิ่น การขัดขวางการเข้าถึงด้านสาธารณสุข ที่พักอาศัยและอาหารไม่เพียงพอ การบังคับใช้แรงงาน รวมทั้งมีข้อจำกัดในการสมรส  ซึ่งส่งผลให้ชาวมุสลิมโรฮิงยาหลายพันคนอพยพไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในภูมิภาคซับซ้อน[1] 

      การเดินทางอพยพหนีความรุนแรงของชาวมุสลิมโรฮิงยา ไม่ได้มีความแตกต่างไปจากการอพยพหนีความรุนแรงของชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ในประเทศพม่าที่เข้าสู่ประเทศไทย และประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือไม่สามารถจำแนกได้อย่างชัดเจนว่าเป็นผู้อพยพหนีภัยความรุนแรง หรือเป็นผู้อพยพด้วยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ และเป็นการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายเป็นส่วนใหญ่ บางส่วนก็ได้รับการผ่อนปรนและการเจรจาเพื่อหาทางออกระหว่างรัฐบาลประเทศต้นทาง ซึ่งก็คือพม่า และรัฐบาลประเทศปลายทางอย่างไทย หรือมาเลเซียก็สามารถเกิดขึ้นได้ แต่สำหรับชาวโรฮิงยาที่อพยพหนีความรุนแรงเข้ามาประเทศไทยในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ไม่ได้ถูกยอมรับว่าว่าเป็นพลเมืองของประเทศพม่า เป็นผู้อพยพจากบังคลาเทศ แต่บังคลาเทศก็ไม่ยอมรับเช่นกัน ทางเลือกมีไม่มากภายใต้กฎหมาย แตกต่างจากชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ จากพม่า นำไปสู่การดิ้นรน การเข้าสู่กระบวนการและพื้นที่นอกกฎหมายอย่างไม่มีทางเลือก การถูกบังคับให้อพยพเป็นสถานการณ์ที่ลำบาก แต่การไม่สามารถเลือกทำให้สถานการณ์ลำบากมากขึ้น

       ชาวมุสลิมโรฮิงยา ที่ถูกควบคุมตัวโดยทางการไทยในช่วงปลายปี 2555 คาดว่าจะถูกควบคุมไว้ชั่วคราวเป็นระยะเวลา 6 เดือน หรือจนถึงเดือนมิถุนายน 2556 ก่อนที่จะมีแนวทางที่ชัดเจนผลักดันกลับ แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในระดับปฏิบัติการ แต่หน่วยงานความมั่นคงของไทยยืนยันว่าชาวโรฮิงยา กลุ่มนี้เป็นผู้อพยพเนื่องจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ ไม่มีคุณสมบัติในการขอสถานะเป็นผู้ลี้ภัยจาก UNHCR และจำเป็นที่ต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายเช่นเดียวกับผู้ลักลอบหนีเข้าเมือง และต้องถูกส่งกลับ ด้วยการยินยอมพร้อมใจของประเทศต้นทางในที่สุด

       ขณะที่ชาวโรฮิงยาอีกหลายคนที่อพยพเข้ามาอยู่ในศูนย์ผู้อพยพตามแนวชายแดนไทย-พม่าเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว ได้การรับรองสถานะจาก UNHRC ซึ่งสามารถอยู่อาศัยในประเทศไทยได้ชั่วคราว แต่ก็มีจำนวนไม่มาก ประมาณ 100 คน จากชาวมุสลิมโรฮิงยาที่เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศประมาณ 10,000 คน

       แม้พวกเขาอยู่ภายใต้การควบคุมและอำนาจของรัฐไทย แต่กลับถูกปฏิบัติว่าไร้ตัวตนทางกฎหมาย รัฐบาลไทยก็เลือกที่ให้อยู่ในพื้นที่ซึ่งถูกกีดกันออกจากการเป็นสมาชิกของระเบียบสังคมของรัฐ ไม่ได้ถูกรับรองสถานะความเป็นบุคคล และถูกควบคุมในพื้นที่สำหรับ "ผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายที่รอการผลักดันกลับ" ภายใต้การควบคุมของสำนักตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) แต่เนื่องจากการถูกปฏิเสธจากทางการพม่า และการส่งกลับแบบที่เคยทำในช่วงเวลาก่อนปี 2555 ที่ไม่ได้ถูกยอมรับจากรัฐบาลพม่าก็เป็นไปไม่ได้ การควบคุมภายใต้ ตม.ในปัจจุบันเป็นไปเพื่อรอการส่งต่อไปยังรัฐชาติอื่น ๆ ที่ยอมรับสถานะของชาวมุสลิมโรฮิงยา [2]

       เพราะประเทศไทยนั้นมีแนวคิดที่ว่าชาวโรฮิงยามีพื้นฐานมาจากนักรบจึงมักเป็นผู้ก่อการร้าย ชาวโรฮิงยาจึงถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนมากมายในหลายๆด้าน ยกตัวอย่างเช่น

  1. การใช้แรงงานชาวโรฮิงยาอย่างปราศจากมนุษยธรรม

    2.  การค้าทาส คือเอาชาวโรฮิงยาลงเป็นทาสและนำไปซื้อขายแรงงานให้แก่ต่างประเทศ ซึ่งขัดต่อ ข้อ4 แห่งปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.1948 บุคคลใดจะถูกบังคับให้เป็นทาส หรืออยู่ในภาวะจำยอมใดๆมิได้ การเป็นทาสปละการค้าทาสจะมีไม่ได้ในทุกรูปแบบ

    3.  การค้ามนุษย์คือมีการนำชาวโรฮิงยาที่เป็นผู้หญิงและเด็กไปค้าประเวณีในประเทศต่างๆ

                จะเห็นได้ว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยจะต้องหาทางแก้ใหปัญหาของการละเมิดสิทธิมนุษยชนของชาวโรฮิงยาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน เพราะในปัจจุบันยังมีชาวโรฮิงยาอีกมากมายที่ยังคงทุกข์ทรมาณจากการปฏิบัติดังกล่าว รัฐบาลไทยจำเป็นต้องดำเนินการหามาตรการ เพื่อแก้ไขให้ชาวโรฮิงยาได้รับการปฏิบัติอย่างถูกต้องและคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน เพราะอย่างไรก็ตามชาวโรฮิงยาก็ยังคงถือเป็นมนุษย์ที่อาศัยในสังคมโลกนั่นเอง

                                                                                                                           จุฬาลักษณ์ หาญนาวี

                                                                                                                            11เมษายน2557

อ้างอิง

[1] สืบค้นทาง http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=181720&NewsType=1&Template=1 เข้าถึงข้อมูลวันที่11เมษายน2557

[2] โรฮิงยา ชีวิตภายใต้อำนาจ จากชายแดนพม่าถึงไทย,สืบค้นทาง http://prachatai.com/journal/2013/08/48462 เข้าถึงข้อมูลวันที่11เมษายน2557