1. ประวัติความเป็นมาของการค้าข้าว (ต่อ)
1.3 การค้าข้าวในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2482 - 2488) ข้าวถือเป็นยุทธปัจจัยสำคัญ การค้าข้าวจึงถูกผูกขาดโดยรัฐบาล เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2489 ประเทศไทยในฐานะพันธมิตรกับญี่ปุ่น ได้กลายเป็นชาติแพ้สงคราม จึงถูกบังคับให้ส่งมอบข้าวจำนวน 1,500,000 ตัน ชดเชยค่าเสียหายแก่ฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นเวลา 3 ปี ในปี พ.ศ. 2498 รัฐบาลได้อนุญาตให้เอกชนส่งออกข้าว ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล โดยใช้ระบบโควตา และอัตราการแลกเปลี่ยน 2 อัตรา เอกชนผู้ที่ส่งข้าวออกไปขายต่างประเทศ ต้องได้รับอนุญาตจาก กระทรวงเศรษฐการก่อนเพื่อขอโควตา และเมื่อขายข้าวได้ จะต้องนำเงินตราต่างประเทศ มาแลกเปลี่ยนที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย ในอัตราต่ำกว่าอัตราตลาด ผลต่างของอัตราแลกเปลี่ยนเป็นรายได้ของ รัฐบาลแทนภาษี ผลกระทบหลังสงครามสิ้นสุดลง คือได้เกิดภาวะขาดแคลนอาหารไปทั่วโลก แต่กลับเป็นผลดีต่อกิจการค้าข้าวของไทย ทำให้สามารถฟื้นตัว และขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว ต่อมา จากสภาวะการขาดแคลนข้าวของโลกที่ส่งผลให้ราคาข้าวสูงขึ้น รัฐบาลเกรงว่าจะกระทบต่อราคาข้าว ในประเทศ จึงเปลี่ยนการเก็บภาษีมาเป็นระบบ การเสียค่าธรรมเนียมส่งออกที่เรียกว่า พรีเมียมข้าว การเก็บค่าพรีเมียมข้าวทำให้รัฐบาลในขณะนั้นมีรายได้มากขึ้น แต่ต่อมาการค้าข้าวได้กลายเป็นตลาดของผู้ซื้อ เนื่องจากประเทศต่างๆ ผลิตข้าวมากขึ้นทำให้ปริมาณการส่งออก และราคาในตลาดโลกได้รับความกระทบกระเทือน เป็นผลให้ระบบพรีเมียมข้าวหมดความหมาย รัฐบาลจึงประกาศยกเลิกระบบพรีเมียมข้าว อย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2529
โดยสรุป ในอดีตบทบาทของข้าวแต่เดิมมิใช่เป็นพืชเศรษฐกิจหรือแม้แต่การเมือง แต่เริ่มเป็นสินค้าเศรษฐกิจและการเมืองเมื่อมีสนธิสัญญาเบาริ่งในปี 2393 ข้าวกลายเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญคิดเป็นร้อยละ 60-70 ของสินค้าส่งออกทั้งหมด
ก็ไม่ควรโกงชาวนา และสร้างความเดือดร้อนผู้บริโภค
เป็นเรื่องราว..ควรรู้และน่าอ่าน..จะติดตาม..เพราะเป็นเรื่องที่ทุกๆคนที่กินข้าวและมีความคิดต่างได้พิจารณาได้ด้วยตนเอง..จากข้อมูลเหล่านี้...ขอบพระคุณสำหรับ บันทึกดีๆเจ้าค่ะ...ยายธี