อาจช้าเกินเมื่อพูดถึงเรื่องโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเม็ดเม็ด แต่ผมเห็นว่าถ้าเราลองมาดูตัวโครงการกันให้ดี จะพบว่าโครงการนี้มีข้อดีมาก แต่ก็มีข้อเสียมากเช่นเดียวกัน ในการเขียนบันทึกนี้ ผมได้ทบทวนเอกสารไว้หลายชุด โดยมากแล้วจะเป็นของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และนักวิชาการบางท่าน เช่น อาจารย์อรรถจักร สัตยานุรักษ์ ฯลฯ ในบันทึกเล่มนี้จะมีเนื้อหา 1. ประวัติความเป็นมาของการค้าข้าว 2. ข้อดีของการจำนำข้าวเปลือกทุกเม็ดเม็ดข้อเสียของการการจำนำข้าวทุกเม็ดเม็ด 3. การเปรียบเทียบระหว่างการประกันรายได้ และการรับจำนำ
1. ประวัติความเป็นมาของการค้าข้าว
จากการศึกษาเอกสารของไทยพับลิก้า.เรื่อง การเมืองเรื่องข้าว (1) : โครงการรับจำนำข้าวจากพยุงราคาสู่ประชานิยม (http://thaipublica.org/2011/08/rice-policy-1/) และ อาจารย์วิโรจน์ ณ ระนอง และ อาจารย์ ศรชัย เตรียมวรกุล เรื่อง ทีดีอาร์ไอชำแหละขายยาง-ข้าว เตือนรวมกลุ่มส่งออกสินค้าเกษตร ‘เจ๊ง’ (http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2002q4/article2002dec15p4.htm) และไม่มีชื่อผู้แต่ง เรื่อง การค้าข้าวในอดีต-ปัจจุบัน (http://www.farmkaset.org/contents /? content=00333#) อาจสรุปได้ดังนี้
1.1 การค้าข้าวในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ยุคต้น
เมื่อ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เป็นราชธานี เมื่อ พ.ศ. 2325 นโยบายทางการค้า ยังคงเป็นแบบผูกขาด โดยระบบพระคลังสินค้า แต่ เริ่มคลี่คลายลง เพราะความต้องการข้าวของต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการทำสัญญาการค้ากับชาติตะวันตกหลายชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี พ.ศ.2368 อังกฤษส่ง เฮนรี่ เบอร์นี่ เข้ามาเจรจาการค้า และได้ทำสนธิสัญญาเบอร์นี่ ขึ้นเป็นสนธิสัญญาฉบับแรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เปิดโอกาสให้พ่อค้าอังกฤษ และ ไทยทำการค้าโดยเสรี ยกเว้น ข้าวสารข้าวเปลือก ซึ่งยังห้ามส่งออกเพราะถือเป็นยุทธปัจจัย
จนสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศไทย ได้เปลี่ยนแปลง นโยบายด้านการพาณิชย์ เพื่อให้สอดคล้อง กับสถานการณ์ของบ้านเมือง และของโลก โดยมีการสนับสนุนการค้ามากขึ้นในปี พ.ศ.2398 สมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย แห่งอังกฤษได้ส่ง เซอร์ จอห์น เบาว์ริ่ง มาเจริญสัมพันธไมตรี ด้านการพาณิชย์ กับไทยและทำสนธิสัญญาขึ้น เรียกว่า สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของไทยอย่างใหญ่หลวง ผลของสนธิสัญญานี้ ทำให้ต้องยกเลิกพระคลังสินค้า และ ระบบภาษีแบบโบราณ ทำให้มีการขยายตัวด้านการค้า โดยเฉพาะการค้าข้าว กับชาวต่างชาติ ทำให้ข้าวมีราคาสูงขึ้น นับเป็นการริเริ่ม ในการยกระดับเศรษฐกิจ ของชาวไร่ชาวนาให้สูงขึ้น จนในที่สุดข้าวก็เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศ การผลิตข้าว ได้ขยายตัวเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ขึ้น ในระหว่างปี พ.ศ.2399 - 2401 มีโรงสีขนาดใหญ่หลายโรงตั้งอยู่แถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำท่าจีน