3. จุดอ่อนและจุดดีของแนวคิดนี้

     จากการศึกษาเอกสารของนักคิดนักวิชาการจำนวน 2 บทความ บทความแรกเป็นของนักวิชาการจำนวน 4 ท่านได้แก่ 1. อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ 2. อาจารย์เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 3. อาจารย์อัมมาร สยามวาลา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย และ 4. อาจารย์สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (เมื่อ 4 เสือวิเคราะห์ประชานิยมไทย นิธิ-อัมมาร-เกษียร-สมเกียรติ. http://prachatai.com/journal/2013/05/46972 ) โปรดสังเกตจะเห็นได้ว่าอาจารย์สองท่านจะพูดแต่เรื่องการเมืองเป็นหลัก แต่อาจารย์สองท่านหลังพูดแต่เรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก และบทคววามที่ 2 เป็นของนักวิชาการแค่คนเดียวนั่นก็คือ ดร. วิรไท สันติประภพในบทความเรื่อง TDRI: ชวนคิด 3 แนวทางอยู่กับประชานิยมแบบไทยๆ (http://prachatai.com/journal/2013/10/49268) แต่จากการอ่าน ผมจะลองบรรยายความรู้ที่ทั้ง 5 ท่านได้บรรยายมา และได้ข้อสรุป ดังต่อไปนี้

      “ประชานิยม” มีอยู่ได้ 2 สถานะ คือ 1. สถานะเชิงเศรษฐกิจ และ 2 สถานะเชิงการเมือง 1. ในสถานะเชิงเศรษฐกิจ ประชานิยมต้องอยู่ในสังคมแบบมีการผลิตสินค้าและบริการมากขึ้น โดยนัยนี้ความเป็นเกษตรจะลงน้อยถอยลง และมีความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นนำและชนชั้นล่างสูง  โดยนัยนี้ประชานิยมมีลักษณะสำคัญคือ 1.เอาใจประชาชนระดับล่าง การเอาใจนั้นเพื่อเพิ่มคะแนนเสียงก็ได้ ยึดอำนาจก็ได้ ดังนั้นจะใช้มันในทางขวา (ไม่ล้มเจ้า) ซ้าย (ล้มเจ้า) ประชาธิปไตย (ยึดสิทธิและเสรีภาพ) ได้หมด 2.เป็นการกระจายทรัพยากรถึงประชาชนในรูปใดรูปแบบหนึ่ง เช่น แจกแปรงสีฟันก็ได้ ทำรถคันแรกก็ได้ จำนำข้าวก็ได้ ทำกองทุนหมู่บ้านก็ได้ 3.มีลักษณะชาตินิยม เป็นตัวกระตุ้นเร้าให้คนเข้าร่วมได้ง่าย 4.มีในทุกสังคม และมีตลอดมา โดยสรุปก็คือ ในแง่หนึ่งประชานิยมเป็น นโยบายทางเศรษฐกิจที่มีลักษณะเป็นการกระจายทรัพยากร พยายามเอาทรัพยากรจากคนส่วนน้อยมาเกลี่ยให้เห็นถึงคนส่วนใหญ่ กล่าวคือประชานิยมนั้นจะต้องมีนโยบายชัดเจนว่ารัฐจะพยายามเจาะจงไปที่คนยากจน คนด้อยโอกาส  2. ในสถานะทางการเมือง ปัญหาแท้จริงไม่ใช่นโยบาย แต่คือการเมืองแบบประชานิยมหรือ ประชานิยมแบบอำนาจนิยม ที่เคยวิเคราะห์ในผลงานนโยบายทักษิณว่า เขาต้องการได้เสียงข้างมากในสภา และมีผลประโยชน์ส่วนตัว ประชานิยมแบบอำนาจนิยมทำให้ทักษิณ หรือแม้แต่ยิ่งลักษณ์ก็อยากจะได้ทั้ง 2 อย่างนี้

     ถึงแม้การทำนโยบายประชานิยมในเมืองไทยอาจส่งผลดีในแง่การกระจายทรัพยากรทางการผลิตให้ถึงแก่คนส่วนใหญ่ แต่การทำเช่นนี้ก็ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจพอสมควรเช่นเดียวกัน ผลเสียต่อเศรษฐกิจที่เห็นได้ นั่นคือ หลายนโยบายสร้างภาระทางการคลังทั้งในปัจจุบันและระยะยาว ทำให้รัฐบาลมีรายจ่ายเพิ่มมากขึ้น  และการจัดสรรรายจ่ายในโครงการเหล่านี้มีต้นทุนค่าเสียโอกาสรวมอยู่ด้วย และไม่สามารถมีงบประมาณพอไปทำเรื่องที่สำคัญของประเทศในระยะยาว  ขณะนี้เราเห็นได้ชัดเจนว่ารายจ่ายที่เป็นรายจ่ายประจำของงบประมาณประจำปีของภาครัฐคิดเป็นรายจ่ายร้อยละ 80  มีส่วนเงินที่จะเอามาลงทุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเหลือเพียงไม่ถึงร้อยละ 20 ของงบประมาณประจำปี ทั้งที่ประเทศไทยยังต้องการการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ๆ อีกหลายเรื่อง ซึ่งถ้าไม่ทำความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็จะลดลง  ปัญหาสำคัญที่มีผลต่องบประมาณคือมีหลายนโยบายเป็นนโยบายปลายเปิดที่ไม่ทราบว่าภาระและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวจะเป็นเท่าไหร่ ตัวอย่างเช่น โครงการรับจำข้าวทุกเม็ด ที่ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าสร้างความเสียหายแต่ละปีเท่าไหร่ 

     เมื่อภาครัฐมีเงินจำกัดแต่นักการเมืองต้องการที่จะนำเสนอนโยบายที่เรียกว่าประชานิยม ก็มักจะต้องหาแหล่งเงินทุนอื่น ๆ หนีไม่พ้นที่จะต้องใช้แหล่งเงินทุนของภาคเอกชน มาสร้างภาระให้กับภาคเอกชน มาสร้างความบิดเบือนให้กับกลไกตลาด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำลายความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนในระยะยาว กล่าวในอีกแง่หนึ่งก็คือ ประชานิยมเป็นการเอาเงินหรือทรัพยากรของภาคเอกชนไปใช้ตอบโจทย์การเมือง ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบกับการแข่งขันของภาคเอกชนในระยะยาว

     ปัญหาที่สำคัญ คือ เมื่อมีการใช้นโยบายประชานิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รายจ่ายของรัฐก็จะโตขึ้น หนีไม่พ้นว่ารัฐบาลจะต้องไปดำเนินการจัดภาษีเพิ่มสูงขึ้นในระยะยาวเพื่อให้ทันกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น  ซึ่งการทำธุรกิจในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องตั้งในประเทศไทยก็สามารถทำธุรกิจกับคนไทยได้  โดยไปลงทุนในประเทศอื่น ๆ แล้วอาศัยข้อตกลงทางการค้าส่งสินค้าเข้ามาขายในประเทศไทยได้เช่นเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็กระทบกับความสามารถการแข่งขันของประเทศโดยรวม และไม่สามารถยกระดับการแข่งขันของประเทศได้