ผู้ลี้ภัยเป็นผู้อพยพออกจากประเทศต้นกำเนิดหรือประเทศที่ตนมีถิ่นที่อยู่อาศัยเช่นเดียวกันกับผู้อพยพประเภทอื่นๆ แต่จะแตกต่างกันในประเด็นเรื่องสาเหตุของการอพยพ อันทำให้สิทธิและหน้าที่ของผู้ลี้ภัยก็จะแตกต่างไปจากผู้อพยพประเภทอื่นๆในบางประการตามที่กฎหมายหมายกำหนดให้

            คำว่า “ผู้ลี้ภัย (Refugees)” เป็นคำที่ใช้แสดงถึงความหมายที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละศาสตร์ เช่น ในทางสังคมศาสตร์ คำว่า ผู้ลี้ภัย หมายถึง บุคคลซึ่งภายใต้ความกดดันของอำนาจบังคับ ซึ่งจำต้องละทิ้งบ้านเรือนของตนไปพึ่งพาความโอบอ้อมอารีของผู้อื่น ซึ่งเมื่อพิจารณาความหมายในทางภาษาศาสตร์แล้ว คำว่า refugee เป็นคำที่มีที่มาจากคำว่า refuge ซึ่งหมายถึง ที่ลี้ภัย ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำว่า refugium ในภาษาละติน ที่ประกอบด้วยคำสองคำ คือ refugere ซึ่งหมายความว่า หนีกลับไป และคำว่า fuge หมายถึง บินดังนั้นคำว่า Refugees หรือ ผู้ลี้ภัยที่เข้าใจกันโดยทั่วไปจึงน่าจะหมายถึง ผู้ที่ต้องแตกฉานซ่านเซ็นออกจากบ้านเมืองของตนไม่ว่าด้วยความสมัครใจหรือถูกบังคับ สาเหตุของการจากถิ่นที่อยู่อาศัยเนื่องมาจากสิ่งที่น่ากลัวทางธรรมชาติ เช่น ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม แผ่นดินไหว โรคระบาด หรือความแห้งแล้ง ซึ่งทำให้ไม่สามารถจะดำรงชีวิตต่อไปได้อีก ความน่ากลัวดังกล่าวอาจมีสาเหตุมาจากมนุษย์ด้วยกันเองก็ได้ เช่น การกดขี่ข่มเหง การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การสู้รบ การสงคราม ตลอดจนการกระทำที่เป็นอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และจิตใจ อันเนื่องมาจากสาเหตุของความแตกต่างกันในอุดมการณ์ ความคิด การเมือง ศาสนา หรือชาติพันธุ์ ซึ่งมีความรุนแรงขนาดที่อยู่ร่วมกันต่อไปอีกไม่ได้[1]

            ในส่วนของนิยามของคำว่า “ผู้ลี้ภัย” นี้ แต่เดิมไม่มีคำนิยามในทางกฎหมาย แต่เป็นคำทั่วไปที่ใช้เรียกผู้อพยพ แต่ในปัจจุบันอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 มาตรา 1A(2)[2] ประกอบกับ มาตรา1 พิธีสารว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1967 ได้ให้คำนิยามไว้ โดย “ผู้ลี้ภัย” หมายถึง ผู้ใดที่อยู่นอกอาณาเขตรัฐแห่งสัญชาติของตน อันเป็นผลจากเหตุการณ์ก่อนวันที่ 1 มกราคม 1951 และด้วยความหวาดกลัวซึ่งมีมูลอันจะกล่าวอ้างได้ว่าจะได้รับการประหัตประหารด้วยสาเหตุทางเชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ สมาชิกภาพในกลุ่มสังคมใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าทางสังคมหรือทางความคิดด้านการเมืองก็ตาม และในขณะเดียวกันบุคคลผู้นี้ไม่สามารถหรือไม่สมัครใจ ที่จะรับความคุ้มครองจากรัฐแห่งสัญชาติ เนื่องจากความหวาดกลัวดังกล่าว หรือนอกจากนี้เป็นบุคคลไร้สัญชาติซึ่งอยู่นอกอาณาเขตรัฐที่เดิมมีถิ่นฐานพำนักประจำแต่ไม่สามารถหรือไม่สมัครใจที่จะกลับไปเพื่อพำนักในรัฐดังกล่าว ด้วยเหตุแห่งความกลัวที่กล่าวมาข้างต้น[3]

 

[1] นพนิธิ สุริยะ, สิทธิมนุษยชน, กรุงเทพมหานคร, สำนักพิมพ์วิญญูชน, 2537, น. 92-93.

[2] A. For the purpose of the present Convention, the term “Refugee” shall apply to any person who :

       (1) …………………………………………………………………………………………………………

       (2) As a result of events occurring before 1 January 1951 and owing to well-founded fear of being persecuted for reasons of race, religion, nationality, membership of a particular social group or political opinion, is unwilling to avail himself of the protection of that country; or who, not having a nationality and being outside the country of his former habitual residence as a result of such events, is unable or, owing to such fear, is unwilling to return to it. 

[3] สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย, ตราสารระหว่างประเทศเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย, กรุงเทพมหานคร, สิงหาคม 2542, น. 15.

 

รูปภาพจาก www.unhcr.or.th/th/refugee/about_refugee