ตอนเรียนปริญญาเอกปีที่ 2 (พ.ศ.2548)

ผมสอบตกประมวลความรู้ ทำให้เป็นทุกข์อย่างหนัก

และเป็นเหตุทำให้ได้สัมผัส "พุทธธรรม" แท้ ๆ ตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมา ครับ

 

 

ก่อนหน้านั้น ผมเข้าใจผิด และมองผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายอย่างผิวเผินว่า

เป็นคนเฉื่อย หนีโลก และดูเหมือนว่าจะงมงายนิด ๆ ด้วยก็มี

 

แต่เมื่อวิถีชีวิตทำให้มีบุญวาสนา ได้สัมผัสกับธรรมแท้ ๆ โดยบังเอิญ

จึงทำให้เริ่มสังเกตุว่า อือ.. พุทธธรรม น่าจะไม่ธรรมดา..

 

แต่ก็ไม่กล้านำพาตนเองเข้าไปศึกษาธรรมอย่างเต็มตัว

เพราะห่วงว่า จะกลายเป็นคนหลงศาสนา จนอาจทำให้ทิ้งครอบครัว หนีโลก ไปบวช ก็เป็นได้

 

จึงทำให้ในช่วงแรก ๆ ศึกษาเอาเฉพาะแก่นพระธรรมเท่านั้น

ส่วนพระพุทธ กับ พระสงฆ์ ยังคงตั้งข้อสงสัยอยู่

ตอนนั้นผมแย่ขนาดว่า

แม้พระพุทธเจ้า ผมยังคิดว่า อาจไม่มีอยู่จริง เป็นการแต่งเรื่องขึ้นมา

เพื่อการปกครอง หรือ โดยปราชญ์โบราณ ก็เป็นได้

 เพราะฉะนั้นย่างก้าวแห่งธรรมในยุคแรก ๆ จึงเป็นไปเพื่อพิสูจน์

เพื่อหาช่องโหว่ ว่ามีการหลอกหลวง ให้งมงายหรือไม่อย่างไร ?

 

หลายปีต่อมาผมพบว่า  ..

ทุกอย่างก้าวแห่งธรรมนั้น ยิ่งก้าวเดินลึกเข้าไป

ยิ่งพบแต่ของจริง ของแท้ ที่บริสุทธิ์ สว่าง สะอาด สงบ

 

และเริ่มเห็นความหยาบ ความโง่ ของตนเองชัดมากขึ้นเป็นลำดับ

นับถือพุทธศาสนาแต่เปลือก ไร้บุญวาสนาจะเห็นธรรมแท้ หนอเรา

 

อย่างไรก็แล้วแต่เพราะเป็นนักวิชาเกินมานาน

และเพื่อไม่ให้ตนเองพลาดหลงเข้าไปในศาสนา

ยังต้องใช้เหล้า สุรา นารี ดึงตนเอาตรึงเอาไว้ในโลกไปเรื่อย ๆ ก่อน

 

 

จนวันหนึ่ง พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านเมตตาเคาะกะโหลกชี้ทางธรรมให้

จนทำให้นักวิชาเกินอย่างผม เริ่มตาสว่าง

จึงพยายามนำพาตนเองเข้าสู่ธรรมอย่างเต็มกำลังจนทุกวันนี้ หนอ

 

 

 

เมื่อหมดความสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ผมพยายามพัฒนาตนเองด้วยพุทธธรรมอย่างเต็มกำลัง

จนวันนี้เกิดความมั่นแล้วว่า น่าจะถอดบทเรียนถ่ายทอดองค์ความรู้

พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าให้กับคนรอบข้าง หนอ

 

 

 

วันนี้เป็นวันแรกที่ตัดสินใจนำพาลูก ๆ เดินจงกรม ครับ สู้ ๆ