2. ลักษณะที่ทักษิณและยิ่งลักษณ์ใช้ในการจัดการทางเศรษฐกิจของประเทศไทย (ต่อ)
ประชานิยมแม้สร้างความนิยมให้รัฐบาลพรรคไทยรักไทยอย่างมาก และสร้างผลประโยชน์ให้ประชาชนในหลายมิติ แต่การที่ได้รับความนิยมอย่างสูงนี้ ได้ทำให้ทักษิณ ชินวัตรมีข้อกังขาในวิธีการ และการทุจริตหลากหลายประการ ดังนี้
1. ทักษิณ ชินวัตร มีจุดมุ่งหมายอยู่ 2 ประการ กล่าวคือ 1. ให้ได้เสียงสนับสนุนมากที่สุด 2. การพยายามแสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคลให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้จากการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ บางครั้ง 2 ประการนี้ก็อยู่ร่วมกัน และบางครั้งมักจะขัดกัน แต่ทักษิณให้ความสำคัญกับผลประโยขชน์ส่วนบุคคลมากกว่าการได้รับเสียงส่วนใหญ่ในสภา สิ่งนี้ทำให้ทักษิณไม่สนใจต่อระบบรัฐสภา เพราะตลอดเวลาที่เป็นนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ไม่ค่อยเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร และไม่เคยถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ การที่เป็นพรรคเสียงข้างมากเพียงพรรคเดียวทำให้ตัวของทักษิณ ชินวัตร มีอำนาจในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ อย่างเด็ดขาด
2. ผู้นำในระบอบทักษิณ หรือทักษิโณมิกส์ต้องมีความนิ่งในทางการเมือง ที่ต้องนิ่งในทางการเมืองเป็นเพราะทักษิณได้เสียงข้างมากไว้ในสภา กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ภายใต้ระบอบทักษิณเป็นระบบของเถ้าแก่ โดยเถ้าแก่ และเพื่อเถ้าแก่ ภายใต้ระบบเถ้าแก่ หลงจู๊ต้องฟังเถ้าแก่ และปฏิบัติตามคำสั่งที่เถ้าแก่สั่ง เพราะว่าเถ้าแก่มีสิทธิ์ในการเอาหลงจู๊ออกจากคณะรัฐมนตรีได้ หากไม่พอใจ
ภายใต้ระบบเถ้าแก่ เถ้าแก่ย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เถ้าแก่ไม่ต้องการความโปร่งใส ไม่ต้องการการมีส่วนร่วม ไม่ต้องการการตรวจสอบ ดังนั้นเถ้าแก่ไม่ต้องการธรรมภิบาล ในฐานะผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน เถ้าแก่ย่อมอยู่เหนือการวิพากษ์ ผู้วิพากษ์เถ้าแก่ย่อมถูกตอบโต้ ยกเว้นเป็นผู้มีอำนาจเหนือกว่าเถ้าแก่ ระบบเถ้าแก่ก่อให้เกิดทักษิณานุวัตร สมาชิกในสังคมต้องอนุวัตรตามเถ้าแก่ข้าราชการ สื่อมวลชน นักวิชาการ เอ็นจีโอต้องอนุวัตรตามเถ้าแก่ ยุทธวิธีการเพิ่มพลวัตของขบวนการทักษิณานุวัตรก็อยู่ที่การเพิ่มพื้นที่ การยึดครองรัฐสภา ระบบเถ้าแก่มีโอกาสที่จะนำสังคมการเมืองไทยไปสู่ระบบ เผด็จการประชาธิปไตย (Democratic Authoritarianism)
สิ่งนี้ทำให้เมื่อทักษิณเข้ามาบริหารประเทศ ทำให้การตรวจสอบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น องค์กรตรวจสอบ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการเลือกตั้ง และสมาชิกรัฐสภา (ส.ว.) ต่างถูกแทรกแซงจากเครือข่ายโดยทักษิณ ชินวัตร รวมถึงนักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน (NGOs) ที่คอยท้วงติงให้ข้อเสนอแนะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ไม่รับฟัง หรืออาจกลายเป็น “ทรราชย์ของเสียงข้างมาก” (tyranny of the majority)
3. เนื่องจากระบอบทักษิณ เป็นระบอบเถ้าแก่ องค์อิสระ นักวิชาการ รวมทั้งบุคคลที่อาจเห็นต่างทักษิณไม่สามารถตรวจสอบได้ ดังนั้นระบอบการบริหารจัดการที่ถูกใช้โดยทักษิณจึงมีระบบเดียวกับรัฐการบริหารวิสาหกิจเอกชน แต่การบริหารรัฐกิจมีปรัชญาพื้นฐานแตกต่างจากการบริหารวิสาหกิจเอกชน เนื่องจากเป้าหมายพื้นฐานแตกต่างกัน การบริหารรัฐกิจนั้นควรจะเป็นไปในทางที่ก่อให้เกิด ผลประโยชน์สาธารณะสูงสุด (Social Welfare Maximization) ในขณะที่การบริหารวิสากิจเอกชนมุ่งในเรื่องผลกำไรสูงสุด (Profit Maximization) หรือไม่ก็มุ่งในเรื่องทรัพย์สิน หรือการตลาด หรือทั้ง 3 อย่าง
การบริหารแบบ CEO เป็นหัวใจของทักษิโณมิกส์ จะบริหารแบบ CEO ได้ จะต้องมีวัฒนธรรมและบุคลากรแบบCEO แต่รัฐบาลทักษิณนั้นไม่มีวัฒนธรรมและบุคลากรที่เคยเป็น CEO แม้กระทั่งคุณทักษิณเอง ตามประวัติเมื่อออกจากราชการก็กระโดดมาเป็นเถ้าแก่ คุณทักษิณไม่เคยมีประสบการณ์เป็น CEO บรรดานายทุนที่อยู่ในรัฐบาลทักษิณไม่ว่าจะเป็นคุณอดิศัย โพธารามิก คุณประชา มาลีนนท์ คนเหล่านี้มีประสบการณ์เป็นเถ้าแก่ ไม่เคยมีประสบการณ์เป็น CEO เพราะล้วนเป็นเถ้าแก่ที่บริหารจัดการธุรกิจที่ตัวเองเป็นเจ้าของหรือถือหุ้น ใหญ่เกือบหมด สิ่งนี้ทำให้รัฐบาลทักษิณเป็นยุคที่มีการทุจริตขนานใหญ่ เป็นการทุจริตที่มีความซับซ้อน หรือ “การทุจริตเชิงนโยบาย” มี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ของคนในเครือข่ายอย่างกว้างขว้างในหลายเรื่อง เช่น การที่ออกนโยบายเอื้อต่อผลประโยชน์ของบริษัทตนเอง และพวกพ้อง การจ่ายเงินใต้โต๊ะถึงร้อยละ 40 ของโครงการที่ลงทุนโดยรัฐบาล การออกหวยบนดินที่ไม่นำเงินเข้าคลังแต่กลับนำมาใช้จ่ายเพื่อโครงการประชานิยม การขายหุ้นให้บริษัทเทมาเส็ก (ประเทศสิงคโปร์) การซื้อที่ดินรัชดา