"กรณีศึกษาน้องจอหนุแฮ : เด็กพิการไร้รัฐไร้สัญชาติที่เกิดในประเทศเมียนม่าร์ แล้วมาป่วยเป็นคนไข้ติดเตียงที่โรงพยาบาลท่าสองยาง"

บันทึกภายใต้โครงการศึกษาวิจัยและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเด็กและผู้ด้อยโอกาสในชุมชนชายแดนไทย-พม่า คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๖

ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมูลนิธิกระจกเงา

สรุปโดย  นางสาวรัชนีวรรณ  สุขรัตน์  เจ้าหน้าที่ มูลนิธิกระจกเงา

เริ่มบันทึกวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๗

.......................................................................

 

..........................................

ด้วยความไม่พร้อมด้านการแพทย์ และอุปสรรคด้านการเดินทางที่ยากลำบาก เพื่อเข้าถึงการรักษาพยาบาลอาการเจ็บป่วย ที่เป็นไปด้วยความยากลำบากสำหรับชาวบ้านที่อาศัยในหมู่บ้านพื้นที่ตะเข็บแนวชายแดนอย่างครอบครัวน้องจอหนุแฮ วัย ๙ ขวบ (ณ วันเดินทางเข้ามารับการรักษาพยาบาล) อาศัยอยู่  ชายแดนสองแผ่นดินมีเพียงแม่น้ำเมยกั้นแบ่งความเป็นรัฐ แต่มิได้กั้นความสัมพันธ์ของคนในสองประเทศนี้  ชาวบ้านมีการเดินทางไปมาหาสู่กัน บ้างก็มาซื้อของไปขาย  บ้างก็มาโรงพยาบาลยามเจ็บไข้ได้ป่วย ฯ การเดินทางข้ามมาประเทศไทยของพี่น้องปกากญอ ชายแดนเมียนม่าร์ – ไทย  เป็นเรื่องปกติธรรมดา พวกเขาสัญจรข้ามไปมาแทบตลอดทั้งวัน ทางเรือโดยสารที่คอยให้บริการข้ามฟากระหว่างสองประเทศ

น้องจอหนุแฮ เด็กน้อยปกากญอ จากหมู่บ้านจอเอทะ ประเทศเมียนม่าร์ เดินเท้าจากหมู่บ้านพร้อมแม่เพื่อมาขึ้นเรือข้ามฟากจากฝั่งชายแดนพม่า – ไทย ที่จุดผ่อนปรนบ้านต้าน อำเภอท่าสองยาง  จังหวัดตาก เพื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลท่าสองยาง ประมาณกลางเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๖  ด้วยอาการหอบ  ไอ แน่นหน้าอก  และหายใจไม่ออก  

จากการตรวจวินิจอาการของกุมารแพทย์พบว่าน้องเป็นโรค "วัณโรคปอด" ปัจจุบันแพทย์ได้ทำการรักษาโรคนี้ให้หายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่พบเชื้อของโรควัณโรคปอดในตัวน้องอีกหลังการรักษา แต่ใช่ว่าจะสิ่นสุดแค่นั้น เมื่อหมอตรวจพบว่า น้องเป็นปอดบวมตลอดเวลา ปอดโดนทำลายเพราะเชื้อวัณโรคปอดที่เล่นงานก่อนหน้านั้นเอง นี่เป็นผลข้างเคียงจากอาการของโรคที่ส่งผลต่อน้องตลอดชีวิตนับจากวันนี้ไปก็ว่าได้ 

ผลข้างเคียงของโรค ทำให้ทุกวันนี้น้องไม่สามารถถอดเครื่องช่วยหาใจได้ ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจเกือบตลอดเวลา 

จากการสอบถามคุณภัทร์วรัญญา  สุภาเสฎฐพงศ์ พยาบาลดูแลน้องจอหนุแฮ มาตั้งแต่เข้ารับการรักษาพยาบาล  เธอเล่าให้ฟังว่า อาการของน้องตอนนี้ไม่มีเชื้อวัณโรคปอดแล้วจากการตรวจของกุมารแพทย์  แต่ที่ไม่สามารถกลับบ้านได้ตอนนี้เพราะน้องจอหนุแฮไม่สามารถถอดออกซิเจนได้ ในระยะเวลานาน  น้องถอดออกซิเจนได้นานที่สุดไม่เกิน ๓๐ นาที การหายใจด้วยตัวเองของน้องจอหนุแฮจะหายใจเฉพาะช่วงที่มีความจำเป็นจริง ๆ ช่วงเข้าห้องน้ำ อาบน้ำ เท่านั้น ภารกิจทั้งหมดจะต้องทำให้เสร็จในเวลาอันรวดเร็วที่สุดและการหายใจด้วยตนเองทุกครั้งน้องจะเหนื่อยหอบ บางครั้งต้องใช้ยาพ่นร่วมด้วยถ้าอาการหอบทวีความรุนแรง

จากการสังเกตอาการที่สามารถมองเห็นได้ชัดคือ น้องจอหนุแฮจะมีอาการเหนื่อยหอบยามที่เราพูดคุยด้วย มีอาการมือสั่นตลอดเวลา มีการหายใจเข้าลึก ๆ เป็นบางครั้ง  แต่น้องยังมีแววตาและรอยยิ้มสู้ที่แจ่มใสให้เราได้ชื่นใจ

เมื่อถามถึงครอบครัว คุณภัทร์วรัญญา  แนะนำให้เราคุยผ่านล่าม  ล่ามสอบถามน้องจอหนุแฮและพี่สาว ตามที่เราป้อนคำถาม ล่ามแปลให้เราฟังว่า น้องจอหนุแฮมีพี่น้องร่วมบิดา  มารดาร่วมกัน๕คน น้องจอหนุแฮเป็นบุตรชายคนที่สองของครอบครัว  พ่อมีอาชีพทำนาแต่เป็นการทำนาบนผืนดินคนอื่นเพราะไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง ความเป็นอยู่ในครอบครัวค่อนข้างแร้นแค้น มีอดบ้างเป็นบางมื้อเพราะครอบครัวมีลูกมาก และการทำมาหากินที่ฝืดเคือง

ส่วนผู้เป็นแม่เสียชีวิตหลังจากข้ามแดนไทย - เมียนม่าร์ มาส่งน้องถึงมือหมอที่โรงพยาบาลท่าสองยางได้ไม่นานด้วยโรคอะไรไม่แน่ชัดภาระเลี้ยงดูน้องจอหนุแฮจึงตกเป็นภาระของพี่สาวคนโต วัย ๑๕ปี ที่ต้องข้ามแดน เมียนม่าร์ – ไทย มาดูแลน้องชาย ช่วงกลางวันพี่สาวไปรับจ้างที่ร้านก๋วยเตี๋ยวได้ค่าแรงวันละ ๑๐๐บาท ทำงานตั้งแต่ ๐๗.๐๐ น. ถึง ๑๖.๐๐น. เสร็จงานก็ต้องรีบมาเฝ้าน้องชายส่วนผู้เป็นพ่อไม่มีโอกาสได้มาเยี่ยมลูกชายคนนี้อีกเลยหลังจากแม่เสียชีวิต เพราะด้วยภาระเลี้ยงดูน้องอีก ๓ คนและภาระงานที่ต้องหารายได้เพื่อเลี้ยงปากท้องคนในครอบครัว

ด้านการศึกษาพี่สาวได้เรียนสูงสุดแค่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ และไม่ได้เรียนต่อเพราะด้วยฐานะและภาวะจำเป็นที่ต้องมาเฝ้าเลี้ยงดูน้องชายที่เจ็บป่วยในฝั่งไทย  ส่วนตัวน้องจอหนุแฮ และน้อง ๆ อีก ๓ คนไม่ได้เข้าเรียนในโรงเรียน เพื่อน ๆ รุ่นเดียวกันในหมู่บ้านส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เรียนหนังสือ โตมาก็ช่วยพ่อแม่ทำงานเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง

คุณภัทร์วรัญญายังเล่าอีกว่าวันไหนที่พี่สาวมาผิดเวลา หรือไม่เห็นพี่สาวเป็นเวลานาน น้องจอหนุแฮจะมีอาการซึมเศร้า บางครั้งก็ร้องให้ จนกว่าจะเจอหน้าพี่สาว  แต่เมื่อเห็นพี่สาวอาการเหล่านั้นจะหายเป็นปลิดทิ้ง 

เมื่อเราสอบถามต่อเรื่องอาการของน้องจอหนุแฮ  คุณภัทร์วรัญญา  เล่าว่าตัวน้องจอหนุแฮสามารถเดินทางกลับบ้านได้แล้ว หลังอาการของเชื้อวัณโรคปอดหาย แต่ต้องเอาถังออกซิเจนติดตัวไปด้วยขณะเดินทางและอาศัยอยู่ที่บ้าน

แล้วทำไมน้องถึงไม่กลับหละ ??

ท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าสองยาง  นายแพทย์ธวัชชัย  ยิ่งทวีศักดิ์ พาพวกเราไปดูพื้นที่ผ่อนปรนบ้านแม่ต้าน ที่น้องจอหนุแฮและคนอื่นใช้เป็นเส้นทางสัญจรไปมาระหว่างสองประเทศ (ไทย-เมียนม่าร์)  โดยใช้เรือเป็นยานพาหนะ ผู้คนในพื้นที่ชายแดนพม่า-ไทย เดินทางเข้ามารับการรักษาพยาบาลต่อปีในปริมาณที่สูงพอสมควร (ตัวเลขไม่แน่ชัด) บางคนพอมีรายได้ที่พอจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ก็ไม่มีปัญหา  แต่บางรายไม่มีแม้รายได้ พวกเขาเข้ามาเพื่อรับการรักษาพยาบาลให้หายจากโรคที่เป็น ด้วยจรรยาบรรณทางการแพทย์ไม่ว่าผู้ป่วยจะเป็นใคร มีฐานะหรือชนชาติใด ด้วยจรรยาบรรณทางการแพทย์ แพทย์ต้องให้การรักษาทุกคนอย่างเท่าเทียม  ดังคำกล่าว สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร์ อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชนก พระบิดาแห่งการแพทย์ไทย และพระบิดาแห่งการสังคมสงเคราะห์ ได้สั่งสอนนักเรียนแพทย์ให้ยึดมั่นในอุดมคติ ดังนี้

“ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นกิจที่สอง

ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง

ลาภทรัพย์และเกียรติยศจะตกมาแก่ท่านเอง

ถ้าท่านทรงธรรมแห่งวิชาชีพไว้ให้บริสุทธิ์”อ้างอิง 1

สิ่งที่เป็นปัญหาที่น้องจอหนุแฮ ไม่สามารถเดินทางกลับบ้านเพราะการเดินทางเข้าหมู่บ้านที่ทุรกันดาร ต้องเดินเท้าข้ามภูเขาเป็นลูกๆ ทางแพทย์และพยาบาลมีความเห็นคล้องกันว่า น้องจอหนุแฮต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลต่อจนถึงปัจจุบัน  เพราะถ้าทางโรงพยาบาลผลักดันให้น้องกลับประเทศหลังจากที่รักษาโรคหาย เท่ากับการส่งน้องไปตายเท่านั้นเอง และนี่คือคำตอบหลักที่ว่าเพราะเหตุใดน้องถึงไม่สามารถกลับบ้านได้ทั้งๆที่หมออนุญาติ

น้องต้องกลายเป็นคนไข้ติดเตียงที่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลมาแล้ว ๒๓๘ วัน รวมค่ารักษาพยาบาลทั้งสิ้น ๓๔๒,๘๕๙ บาท (สามแสนสี่หมื่นสองพันแปดร้อยห้าสิบเก้าบาทถ้วน)

บัดนี้น้องจอหนุแฮต้องจากแดนดินถิ่นกำเนิดเพื่อมารักษาอาการเจ็บป่วยต้องกลายเป็นเด็กไร้รัฐผืนดินไทย  และที่สำคัญน้องต้องจากแม่ผู้ให้กำเนิดอย่างไม่มีวันกลับ ด้วยวัยเพียง ๑๐ ขวบ เท่านั้น

ผู้ใหญ่ใจดีท่านใดสนใจช่วยเหลือน้องจอหนุแฮ สามารถติดต่อเพื่อช่วยเหลือน้องได้ที่โรงพยาบาลท่าสองยาง หรือร่วมสมทบทุนบริจาคได้ที่

" ธนาคารกรุงไทย  สาขาแม่สอด  

ชื่อบัญชีบัญชีกองทุนพระราชทานเพื่อสงเคราะห์คนไข้ยากจนในสมเด็กพระเทพรัตนราชสุดา  รพ.ท่าสองยาง   

เลขที่บัญชี 604-1-27906-4 "

..............................................................................................................

อ้างอิง

  1. www.slideshare.net/tarayasri/ss-15044จริยธรรมทางการแพทย์