C-R คืออะไร
Ellis (1993) พยายามทำให้ C-R ตรงกันข้ามกับกิจกรรมเพื่อการฝึกฝน (practice activities) ถ้าเราเชื่อว่าผู้เรียนที่ประสบผลสำเร็จมีแนวโน้มที่จะค้นหาความเป็นปกติ (regularities) ในข้อมูลภาษา และจะทำการสรุปความปกติอันนั้น มาในการใช้ภาษา ถ้าเราจะประสบผลสำเร็จในลักษณะอย่างที่ว่า เราไม่เพียงแต่จะต้องทำการสรุปที่เป็นการเฉพาะ (specific generalization) เกี่ยวกับเรื่องภาษาที่จะให้แก่ผู้เรียนเท่านั้น แต่ยังต้องพร่ำสอนนิสัยในการเรียนรู้เรื่องการสรุปที่เป็นการเฉพาะให้กับผู้เรียนเมื่อเขาต้องเรียนเรื่องภาษานั้นด้วย C-R จึงอาจอยู่ในประเภทการแก้ปัญหาที่มีตัวชี้แนะได้ (guided problem solving) ดังนั้นผู้เรียนจะถูกกระตุ้นให้สังเกตลักษณะทางภาษาที่มีลักษณะเฉพาะ พยายามสรุปจากสิ่งที่พวกเขาสังเกต และพยายามที่จะจัดการหรือจัดการทัศนะของพวกเขาโดยใช้การสรุปที่พวกเขาได้จากขั้นที่ 2 ด้วย สิ่งนี้ใกล้เคียงกับกระบวนการแบบทดลอง กระบวนการนี้เริ่มต้นด้วยคำว่า 1. สังเกต (observe) 2. ตั้งสมมติฐาน (hypothesize) 3. ทดลอง (experiment)
ผู้เรียนควรสังเกตอะไรเกี่ยวกับไวยากรณ์
ไวยากรณ์ที่เป็นศิลปะในการสอนส่วนใหญ่มีความไม่เท่าเทียมกัน หากเราไปดูที่เนื้อหาในหนังสือเรียน หรือไวยากรณ์สำหรับนักเรียน เราจะพบว่าจะมีการนำเอาวลีเกี่ยวกับกริยาขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะเรื่องกาลเวลา (tense) ส่วนองค์ประกอบที่สำคัญอันอื่น เช่น วลีที่เป็นคำนาม จะถูกมองข้ามไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเราจะต้องไปดูที่พฤติกรรมของคำเดี่ยวๆ (individual words) และคำที่เป็นกลุ่ม (classes of words) สรุปว่าเราจำเป็นต้องมีมุมมองเรื่องไวยากรณ์ที่มีส่วนผสมของทั้งไวยากรณ์และคลังคำ (lexis)
Willis (1993) ได้บ่งชี้เรื่องมุมมองในเรื่องไวยากรณ์ไว้จำนวนหนึ่ง ลักษณะบางอย่างของไวยากรณ์นั้นสามารถที่จะถูกอธิบายได้โดยระบบของกฎเกณฑ์บางอย่าง แต่ลักษณะอื่นๆไม่สามารถอธิบายด้วยระบบของกฎเกณฑ์ง่ายๆได้ ลักษณะอื่นนั้นเองจะต้องถูกจดไว้และเรียนรู้ มากกว่าที่จะอธิบายด้วยกฎง่ายๆเหล่านั้น นี่คือการสรุปย่อๆของมุมมองทั้ง 6 ที่มีอยู่ในภาษาอังกฤษ
เดี๋ยวค่อยมาดูกันว้นต่อไปว่าลักษณะไวยากรณ์พื้นฐานที่สมควรมีอะไรบ้าง
หนังสืออ้างอิง
Dave Willis and Jane Willis. Consciousness-raising activitieswww.willis-elt.co.uk/documents/7c-r.doc