นับจากวัยเด็กมาสู่วัยผู้ใหญ่และย่างเข้าสู่วัยชรา...
เมื่อก่อนฉันก็ไม่ค่อยได้คิด...แต่พอเมื่อวัยใกล้ลาลับจากโลกใบนี้ไปแล้วนั้น
ทำให้ฉันกลับมาย้อนคิดถึงวัยเด็ก...ส่วนใหญ่ที่ผ่าน ๆ มา
คนเราจะไม่ค่อยได้ถูกสอนให้รู้จักเรื่องราวของ "ชีวิต" กันมากนัก
เรียกว่า...แทบจะไม่ได้ใส่ใจกันเลยก็ว่าได้...
ส่วนมากจะไปเน้นกันในเรื่องของ "การศึกษา" มากกว่า
การเรียนให้จบปริญญาตรี โท เอก...เพราะการศึกษาของเมืองไทย
เป็นแบบนี้...สำหรับเรื่องการใช้ "ชีวิต" การมีชีวิตที่มีความสุข
น้อยมากที่เด็ก ๆ จะถูกสอนให้รู้จักกับคำว่า "การใช้ชีวิตที่มีความสุข"
แม้แต่ตัวของฉันเอง...พ่อ - แม่, ลุง - น้า ก็จะสอนว่า...
เป็นลูกผู้หญิงต้องเรียนให้สูง ๆ จะได้เป็นจ้าวคน - นายคน
ฉันไม่โทษท่าน เพราะในสมัยนั้น...เป็นแบบนั้นจริง ๆ
แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป...การบริหารภาครัฐปรับเปลี่ยน
ระบบราชการปรับเป็นระบบจ้างตามสัญญา...ความคิดที่ว่า
เรียนสูง ๆ เพื่อเป็นจ้าวคน - นายคน ต้องเปลี่ยน...
เพราะระบบสัญญาจ้าง ก็บอกตรง ๆ อย่างชัดเจนแล้วว่า...
เป็นระบบนายจ้าง - ลูกจ้าง...(ต้องว่ากันด้วยกฎหมาย)...
ระบบราชการปรับเปลี่ยนเป็นการให้บริการต่อประชาชน...
เมื่อเรียนจบปริญญาตรี โท เอก ก็ไม่ต้องพูดถึงว่า...
จะได้เป็นจ้างคน - นายคน...ถ้าผู้ที่ศึกษาระบบราชการจริง ๆ
จะเข้าใจและทราบความเป็นมา เป็นไปอย่างแท้จริงกับ
คำว่า "ราชการ"
เมื่อระบบราชการปรับเปลี่ยน การเรียนรู้ที่สูงขึ้น
ก็เพียงเพื่อใช้ในการประกอบวิชาชีพของตนเองมากกว่า...
ทำงานตามภาระหน้าที่ที่ได้มอบหมาย...บางคนเมื่อทราบ
ถึงกับ...หง่าว...เพราะลืมนึก ลืมคิดมาตั้งแต่เด็ก ๆ ว่า
การใช้ชีวิตในการทำงานนั้น เขาทำกันอย่างไร?...ยิ่งโลก
ปัจจุบัน เป็นโลกของการแข่งขันกันด้วยแล้วละก็...
สังคมการทำงานก็เสมือนการแข่งขันกัน...ใครดี ใครได้...
การสอนให้เด็กรู้จักคำว่า "การใช้ชีวิต" เพื่อการดำเนินชีวิต
ให้มีความสุขนั้น...ฉันคิดว่า มีความสำคัญมากต่อการให้การศึกษา
ต่อเด็กเล็ก ๆ เพราะเขาจะได้รับและมีภูมิคุ้มกัน...เตรียมพร้อม
รับมือกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับพวกเขาได้...
ซึ่งเรื่องชีวิตบางเรื่องก็สอนได้และสอนไม่ได้...
แต่ทุกคนต้องได้เรียนรู้และศึกษามันไว้เพื่อทำให้เกิด
ความเข้มแข็งต่อการดำเนินชีวิตของตนเอง...
(เขียนบันทึกนี้ยาม...ที่อยากบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับ "การศึกษาไทย")
ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติเข้ามาอ่านบันทึกนี้ค่ะ
บุษยมาศ แสงเงิน
๖ มีนาคม ๒๕๕๗
ขอบคุณค่ะ
เห็นด้วยพี่บุษครับ.. เนื่องจากว่า การศึกษาในเมืองไทย ทำให้เด็กดื้อและเด็กโง่ เพราะครูไม่สอน มัวแต่ทำผลงานหรือขาดจิตวิญญาณครูที่มีหน้าที่ สอน อบรม ช่วยเหลืออคนที่ไม่รู้ ให้รู้ (ครูดีๆก็มีมาก ขอชื่นชมเช่น ผอ. ชยันต์ครับ) อันที่จริงครูเองขาดจิตสำนึกของตน จึงสอนเพื่อให้สิ้นเดือน เพื่อรับเงินเดือนเท่านั้น ผลคือ เด็กอ่านไม่ออก ขาดทักษะการใช้ชีวิต จึงเห็นเด็กเสียคน เสียศูนย์ตั้งแต่ประถม.. พอเรียนจบก็ขาดแรงจูงในเรื่อง จิตสาธารณ์ จิตอาสา จิตสังคม จิตมีคุณธรรม จิตแห้งแล้ง กลายเป็นเด็กเห็นแก่ตัว..เด็กโตก็ก้าวร้าว ฯลฯ
ส่วนเรื่อง เรียนจบแล้วจะได้เป็นเจ้าคน นายคน นะยาก หากไม่มีเพื่อนหรือเงินทองเบิกทาง..ผู้ทำหน้าที่ "ราชการ" หมายถึง ทำหน้าที่แทนของพระเจ้าแผ่นดิน หรือรับงานจากพระเจ้าอยู่หัว จึงเรียกว่า งานของพระราชา แต่คตินี้ สูญหายไปแล้ว..เงิน คือ พระราชาของครูเหล่านั้นหมด ผลคือ เด็กจึงถูกสอนให้เน้นวิชาหากิน แทนสร้างจิตสำนึกในคำว่า มนุษย์และการพัฒนาปัญญากับคุณธรรม
ดังนั้น ปัญญาชนหรือชนชั้นกลางจึงชอบสอนลูกเอง เรียกว่า "โฮมสคูล" เพราะไม่อยากให้ลูกไปรับสิ่งไม่ดีใส่สมองหรือไม่ได้อะไรที่เป็นภูมิคุ้มกันแก่เด็กๆ ในอนาคต
ขอบคุณที่ต่อยอดให้คิดครับ
โตขึ้นเยอะเลยนะคะ นาน ๆ ทีเข้ามา G2K ได้แวะมาเยี่ยมเยียน เห็นหลานสาวตัวน้อย เลยถึงบางอ้อว่าหายไปนานทีเดียว มาอีกทีหลานสาวตัวโตขึ้นเยอะเลยค่ะ
......ยิ่งโลกปัจจุบัน เป็นโลกของการแข่งขันกันด้วยแล้วละก็...
สังคมการทำงานก็เสมือนการแข่งขันกัน...ใครดี ใครได้.......เป็นสภาพน่ากลัวนะคะ
ทำอย่างไรให้เป็นการแข่งกับตนเอง ทำงานของตนให้ดีขึ้น ๆ ถ้าสังคมที่ทำงานใดเป็นแบบ ใครดีใครได้ ที่นั้นคงมีแต่ความร้อนรน และเย็นชา... ไม่น่าอยู่ เปลี่ยนเป็นการทำงานเป็นทีม มีทีมสปิริต ต่างก็ส่งเสริมกันและกัน จริงใจต่อกัน เติบโตไปด้วยกัน จะทำให้ทุกคนมีความสุข และเกิดผลงาน บรรลุเป้าหมายแน่นอน
เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ
ขอขอบคุณทุก ๆ ท่านค่ะ และขอขอบคุณสำหรับดอกไม้กำลังใจจากทุก ๆ ท่านด้วยค่ะ
ก็พอมีบ้างครับทักษะชีวิตพื้นฐานแต่ก็ไม่จริงจังที่จะลงลึก เพราะติดที่ระบบหรือเปล่าผมไม่แน่ใจ