สังคมยุคใหม่ดูชั่งน่ากลัวนะครับ เพราะมันมาในรูปแบบสื่อบันเทิง สื่อบำบัดความเครียด(ละคร) หรือสื่อปลอบใจในยามชีวิตที่เคียดจากการทำงาน แทนที่จะได้รับความบันเทิงแบบผ่อนคลาย แต่กลับมี(สื่อ)สารพิษมาด้วย โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน คนที่ขาดความรู้ กลโกงแบบแยบยลในสื่อยุคใหม่
ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากสื่อเหล่านี้ เช่น หนี้สิน ปัญหาสุขภาพ ความเครียด การตัดสินใจ ความเชื่อ ความฝัน อาชญากรรม พฤิตกรรมเลียนแบบ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ ล้วนได้รับอิทธิพลจากสื่อคำโฆษณา จากกรณีตัวอย่างในวีดิโอ ทั้งโดยตรงและทางอ้อม
ปัญหาที่ต้องถามคือ ผู้เสนอสินค้ามีเจตนเลวร้ายหรือไม่ คงไม่มีบริษัทไหนบอกว่า ตนเองมีจุดประสงค์ดังกล่าว ผลคือ เขาต้องการขายสินค้าให้ได้มากๆ โดยขาดมโนสำนึกด้านผลกระทบต่อผู้บริโภค หรือผู้เสพบริโภคเองขาดความรู้ ความเข้าใจในสินค้า แน่นอนว่า ผู้เสพไม่ได้ศึกษาหรือมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลของการโฆษณาได้ทั้งหมด ประกอบกับตัวเองได้รับความเชื่อมาผิดๆ หรือถูกกดดันในสังคม หรือตนเองขาดความมั่นใจในตัวเอง จึงต้องแสวงหาสิ่งเสริมจากโฆษณา
อาจเลยไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่ปล่อยให้ประชาชนรับกรรมไปตามคำโฆษณาและสื่อโฆษณาเอง อย. หรือ พรบ. คุ้มครองผู้บริโภค ฯ มีบทบาทต่อหน้าที่ของตนแค่ไหน ผลตามมาคือ รัฐต้องสูญเสียงบในการดูแลรักษาประชาชนที่เจ็บป่วยจากอิทธิพลของโฆษณาในโรงพยาบาลของรัฐมากแค่ไหน
จนกระทั่งส่งผลถึงประสิทธิภาพในการพัฒนาประเทศชาติ เกิดค่านิยม เกิดความเชื่อแบบใหม่ หรือหลงใหลไลฟ์สไตล์แบบตะวันตก ทำให้คุณภาพของพลเมืองระยะยาวแคระแกร็นและเจ็บป่วยมากขึ้น แล้วประเทศชาติจะเจริญได้อย่างไร แล้วรัฐต้องเสียงบไปมากเท่าไร
สังคมสมัยใหม่ล้วนโอบกอดไปด้วย "วาทกรรมอำพราง" (Hype) ตั้งแต่ท้องถิ่น ชุมชน สังคม สังคมเมือง ภาษาตามป้าย ตามโฆษณาในสื่อต่างๆ ภาษาที่เราอ่าน ฟัง เห็น อยู่ประจำทุกวันๆ จากสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต มือถือ ฯ เราจะเชื่อในคำโฆษณาเหล่านี้ได้แค่ไหน เราเคยฉุกคิดบ้างหรือไม่ หรือเรามีเงินพอ จึงสะดวกในการซื้อบริโภคกันจนเป็นหนี้เพิ่มขึ้น หรือชอบประเภท "ง่าย สะดวก เร็ว สบาย" แต่พาให้ตายผ่อนส่งละครับ
ประเด็นที่อยากชี้ให้เราเห็นและสังเกตคำโฆษณาในโทรทัศน์บ้านเราว่า "มีความจริงใจ มีความหวังดี มีเจตนาสาธารณ์ และมีความรับผิดชอบต่อสินค้าหรือผลที่เกิดขึ้นหรือไม่" เห็นแต่พวกเขาโหมกระหน่ำคำเว่อร์ๆ เกินจริงกว่าคุณภาพของสินค้าของตน อาศัยโอกาสได้สื่อตอกย้ำ ที่ซ้ำซากทุกๆวัน จนผู้ดูติดตา ติดใจ แถมมีของแถม ชิงโชค โปรโมชั่น ของฟรี รับประกัน รับรองคุณภาพ หรือแม้แต่ไม่ดีคืนเงินให้ ฯ
คำโฆษณา คำตอกย้ำ ภาพที่เว่อร์ๆ เกินจริง ที่ใช้ดารา นักร้อง พรีเซ็นเตอร์สวยหล่อ คนดัง ฯ เป็นตัวเร่งให้สินค้าติดตา ติดใจ (prompt) จากนั้นก็รอผลกำไร โดยไม่คืนกำไรให้ เป็นการแสวงหาผลประโยชน์ที่ถือว่า เอาเปรียบประชาชนหรือไม่ เรายังจะมืดมัว มืดมน ก้มหน้าให้เขาหลอกลวง ด้วยวาทกรรมเหล่านี้หรือครับ
ผู้เขียนสังเกตสินค้าและคำโฆษณาตามสื่อโทรทัศน์มักจะพบประโยคเหล่านี้เป็นเครื่องตอกย้ำทำลายสติปัญญาผู้เสพครับ
๑) ประเภทอาหาร เครื่องดื่ม ฯ มักจะพบคำว่า "เพิ่มพลัง อร่อย มีประโยชน์ต่อสุขภาพ บำรุงสมอง" จริงหรือที่อาหารเหล่านี้จะเป็นจริงในคำว่า "อร่อย มีคุณค่าที่แท้จริง" เช่น มาม่า เครื่องดื่มชูกำลัง ร้านอาหาร ฯ ภาพที่ตอกเติมคือ อร่อยๆๆๆๆ แซบๆๆๆๆๆ ผู้คนทั่วประเทศกินอาหารเหล่านี้เป็นประจำหรือไม่ละ
๒) ประเภทยานยนต์ น้ำมันเครื่อง มักจะเสริมเติมเว่อร์ด้วยคำว่า "แรง ทน อึด" เครื่องยนต์ทุกชนิดมีลิมิตในการทำงาน หากบรรทุกหรือทำงานลุยเหมือนที่โฆษณาจริง คงเสื่อมไปไม่นาน แถมมีค่าประกัน ของแถมรอลุ้นชิงโชคอีก บริษัทคงไม่โง่เสียสติให้โดยไม่หวังกำไรก่อนหรอกครับ
๓) ประเภทเครื่องมือสื่อสาร ป้อนคำว่า "รุ่นใหม่ ทันสมัย มีแอพมากมาย" เป็นสิ่งที่ดูแล้วทันคน ทันสมัยจริง แต่ไม่ต้องพูดถึงราคา มีของแถมมาด้วย โปรโมชั่น เน็ตฟรี ค่าโทรฟรี ฯ อาจมีลุ้นชิงโชคด้วย มันง่ายขนาดนั้นหรือครับพี่น้อง
๔) ประเภทที่อยู่อาศัย ก็ไม่น้อยหน้า มีคำว่า "หรูหรา ปลอดภัย สบาย อากาศดี ราคาเบา" ที่อยู่ บ้านให้ได้ แต่สิ่งอำนวยความสะดวกหาเอง พออยู่จริง ยังมีค่าสารพัดที่จะต้องจ่ายอีกเป็นรายเดือน ร้องเรียนก็เงียบ
๕) ประเภทเครื่องสำอาง ยิ่งร้ายที่ใช้พีอาร์มาหลอกลวงว่า "ใช้แล้วสวย เห็นผลทันตา เปล่งออร่า หน้ามีรัศมี" มันช่วยเร่งเร้าให้สาวขาดความั่นใจ ร้อนรนค้นหามาใช้ เมื่อใช้แล้วกลับไม่เห็นเหมือนพีอาร์อย่างว่า รู้ตัวก็เสียเงินทองไปแล้ว ผม ผิว ไม่เห็นเป็นที่โฆษณาเลย
๖) ประเภทผลิตภัณฑ์เกษตร ปุ๋ย อาหารเสริม ก็สรรหาแต่เกรดดีๆ มาเสนอต่อชาวนา ชาวสวน ให้ลืมตาอ้าปาก มีเงินทอง "ร่ำรวยเร็วขึ้น โตไว ให้ผลดี เพิ่มผลผลิต" จนชาวนา ชาวสวนอยากได้ อยากมี หลงกลพ่อค้าหน้าเลือด จนต้องซื้อหามาใช้บ้าง
๗) ประเภทธนาคาร ก็เสนอ "เงินกู้ง่ายดอกเบี้ยต่ำ เงินฝากดอกเบี้ยสูง" โฆษณาเว่อร์เร็วอย่างกะรถF-One พวกเขาจะบริการเราก็ต่อเมื่อเราถือเงินเข้าธนาคาร หรือยินดีต้อนเข้าห้องเมื่อเราอยากกู้มาก หารู้ไม่นั่นคือ ตัวสูบเลือดปูละ
๘) ประเภทยาสมุนไพร ก็เอากะเขาด้วย โดยการป้อนคำดีๆ ต่อสุขภาพของเรา แต่เป็นสมุนไพรสำเร็จรูปแบบใหม่ที่โฆษณาตามวิทยุชุมชน สื่อดาวเทียมฯ มิใช่แบบที่ชาวบ้านทำกัน บ้างก็ว่า "รักษาโรค แข็งแรง กินข้าวได้ นอนหลับสบาย" ฯ เชื่อง่ายหรือยาดีละครับ
๙) ประเภทสีทาบ้าน ก็สรรคำย้ำผล ว่า "สวยทน กันแดด กันฝน ทนเชื้อรา" ไม่มีผลเสียสักนิด ในเมืองที่เต็มไปด้วยมลภาวะพิษ สีทาจะทนได้เท่าไร ใครจะการันตีเมื่อทาแล้ว สีนั้นจะเสื่อมหรือสีเพี้ยน สายตาเราวัดได้แค่หยาบเรื่องสี แต่ถ้าวัดมาตรฐาน จะผ่านสีได้สักกี่เควินหนอ
๑๐) ประเทภประกันชีวิต นี่ก็สุดยอดโฆษณาน้ำตาร่วงมาแล้ว มีเหตุ มีผลในกลลวงคำสื่อ น่าเชื่อ น่าซื้อคำหวานผสมเหตุผลชีวิตคือ "เราดูแลท่าน อยู่เคียงข้างคุณ อบอุ่นใจ" แน่ละเมื่อเรามีเงินให้
นอกจากนี้ยังมีอีกมากมายในสื่อโฆษณาที่ปรากฏในสื่อโทรทัศน์ สื่อสิ่งพมิพ์ อินเตอร์เน็ต ป้ายฯ โดยรวมเพื่อโน้มน้าวให้เราเสียเงินเท่านั้น สิ่งที่เขาสื่อให้เราตายตา ตายใจคือ "สะดวก สบาย ร่ำรวย ดูแลท่าน อบอุ่น อิ่มอร่อย สวย ปลอดภัย ตอบสนองท่านฯ" คำเหล่านี้ เหมือนพี่น้องพูดจากัน ทำให้เราสบายใจ เหมือนถูกเอาใจ จนเหลิงในคำโหกเชิงโวหาร หวานแหว๋วจนลืมตัว นี่คือ ข้อเสนอ ยังมีของแถมอีกคือ ลุ้นรางวัล ของฟรี รับประกันให้ บริการหลังขายด้วย โอ้แม่เจ้า มันสุดยอด!
ผลจากอิทธิพลของโฆษณษามีมากมายทั้งรูปธรรมและนามธรรม เช่น พฤติกรรมของเด็กเยาวชนที่ต้องการมาร์โฟนรุ่นใหม่ อยากสวยเหมือนที่โฆษณาเครื่องสำอาง อยากทานอาหารที่โฆษณา ละครก็มีส่วนเสริมช่วยกระตุ้นทางอ้อมด้วย การแต่งตัว ค่านิยมแบบตะวันตก การอยู่ การกิน ก็ออกสไตล์ต่างชาติ รวมไปถึงภาษาแปลกๆ ใหม่เกิดขึ้นมากมาย
ความกังวลเหล่านี้ ต้องการให้เรารู้เท่าทันกลลวงคำโม้ของสินค้าครับ ทั้งนี้ก็เพื่อมิให้เราตกเป็นเหยื่อโฆษณาครับ เพราะยุคใหม่นี้ ไม่มีคำว่า เมตตา คุณธรรม มีแต่ เงินตรา ครอบงำ อยู่ที่ว่า ใครจะยอมเป็นเหยื่อด้วยความสมัครใจหรือไม่ ปรากการณ์เหล่านี้ มิใช่มีแต่เฉพาะคนไทยเท่านั้น แม้แต่ต่างประเทศก็มีปัญหาเรื่องคำโฆษณาเช่นกัน มีคำที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจหรือมีผลต่อความเชื่อของผู้บริโภค ๑๐ คำ ดังนี้
๑) คำว่า "คุณ" (You) เป็นคำจำกัดที่เจาะจงที่ตัวคุณเป็นการเฉพาะ เหมือนเป็นคนพิเศษหรือลูกค้าวีไอพี ทำให้ผู้ซื้อสนใจรหรืออบอุ่นใจ จนเคลิบเคลิ้มได้
๒) คำว่า "ผลลัพธ์" (Result) เป็นคำที่ย้ำผลที่ปรากฏในสินค้าที่มีประโยชน์จริงเพื่อประสิทธิภาพงานของคุณ
๓) คำว่า "สุขภาพ" (Healthy) เป็นเรื่องที่สมเหตุ สมผลของผู้ขายสินค้าที่มักจะบอกว่า สินค้านั้นมีผลต่อสุขภาพของท่านเสมอ เพื่อให้เกิดผลต่อการตัดสินใจ
๔) คำว่า "รับประกัน" (Guarantee) เป็นการรับรองการซื้อสินค้า เมื่อหลังซื้อจะมีการบริการเสริมคือ ให้การประกันหรือรับประกันสินค้า ถ้าเสียหาย หรือบกพร่องจะมีการรับผิดชอบให้
๕) คำว่า "ค้นพบ" (Discover) เป็นคำที่น่าสงสัย น่าอยากรู้ อยากเห็นในกล่องของขวัญ ทำให้น่าตื่นเต้น ในการค้นพบสิ่งใหม่
๖) คำว่า "รัก" (Love) เนื่องจาก ความในใจของมนุษย์มีฟิลนี้ทุกคน ทำให้เกิดควารู้สึกถูกรัก เอาใจ เพิ่มจินตนาการได้ คล้ายกับคำว่า "ชอบ" ซึ่งอาจมีนัยที่ต่างกัน ในแต่ละคน
๗) คำว่า "พิสูจน์" (Proven) สินค้าที่เราอยากซื้อ ต้องแน่ใจได้ว่า ถูกพิสูจน์แล้ว รับรองมาแล้วว่า ดี ไม่ดี ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจซื้อได้
๘) คำว่า "ปลอดภัย" (safety) สินค้าทุกชนิดต้องประกันความปลอดภัย ไม่มีใครอยากได้สินค้าอันตราย ในการโฆษณาจึงมีคำนี้อยู่ในสินค้าแปะอยู่เสมอ
๙) คำว่า "ประหยัด" (Save) คำโฆษณานี้ก็เช่นกัน สินค้าที่ลูกค้าต้องการคือ ประหยัดเงิน ประหยัดเวลาได้ จึงมีสินค้าประเภทประหยัดด้วย
๑๐) คำว่า "สิ่งใหม่" (New) ลูกค้าส่วนมาก มักจะตามสินค้าประเภททันสมัย ใหม่ล่าสุด ทันโลก ไม่ตกยุคเช่น สมาร์โฟน คอม รถยนต์ ฯฝ่ายประชาสัมพันธ์จึงมีการโหมสินค้าใหม่ๆ ด้วยคำว่า "นิว" เสมอ
ส่วนสื่อที่เราเห็นสื่อคำเหล่านี้ปรากฏอยู่นี้คือ สื่อทีวี สื่อวิทยุ สื่ออินเตอร์เน็ต สื่อโทรศัพท์ สื่อป้ายโฆษณา สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออื่นๆ
ดังนั้น ต่างประเทศจึงมักจะพบคำเหล่านี้เสมอครับ มีเวบตัวอย่างที่ใช้คำอังกฤษในโฆษณาตั้ง ๑๐ คำ ๕๐ คำ ๑๐๐ คำ ข้างล่างนี้
๑) http://advertising.about.com/od/copywriting/a/The-10-Most-Powerful-Words-In-Advertising.htm 10โฆษณา
๒) http://biznik.com/articles/50-power-words-that-sell 50 คำโฆษณา
๓) http://www.wealthofknowledgebooks.com/articles/article/5233597/91147.htm 100 คำโฆษณา
๔)http://advertising-300.exteen.com/20100922/entry-4 ผลกระทบเด็ก เยาวชน
หลักในการเสพสื่อขั้นพื้นฐาน เพื่อมิให้เราตกเป็นเหยื่อหรือกลายเป็นเครื่องมือสื่อให้เขารวย มีหลักดังนี้
๑) มีความรู้ที่หลากหลาย ในยุคใหม่ เพื่อให้ทันโลก สังคม ชุมชน ทันคนคิดครอบงำ
๒) เชื่อมั่นในตนเอง ต้องหัวแข็งไว้ก่อน ถือสิทธิของตนเองไว้ก่อน
๓) คิดหาเหตุ หาผลในกลไกของการโฆษณาว่า เขาหวังอะไร เขาให้อะไร ใครเสีย ใครได้
๔) คิดเสมอว่า เราถูกหลอกหรือไม่หรือ เขาหลอกเราหรือไม่ สงสัย ไว้ก่อน
๕) คิดวิเคราะห์ มองโลกให้กว้าง มองอดีต ปัจจุบันและอนาคตให้ออก
นี่คือ คำโฆษณาหลอกลวงหรือเกินจริง
http://www.jozho.net/webboards.html 10 โฆษณาแหกตา
้้้้้http://pantip.com/topic/30104068 โพสต์ประเด็นคำโฆษณาเกินจริง
เวบนี้เป็นเวบที่บอกกฎหมายการโฆษณาผิดพรบ.อย่างไรบ้าง
http://www.kodmhai.com/m4/m4-2/H24/m22-29.html พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค
หากมีปัญหาปรึกษาด้านโฆษณาแจ้งได้ที่ เบอร์ ๑๕๕๖ นะครับ
ปล. ให้ตั้งขอสังเกตคำโฆษณาทุกครั้งเมื่อดูโทรทัศน์นะจ๊ะ
--------------------<over ad>---------------------

สิบข้อ..อย่าเชื่อ..ใช้ได้และทันสมัยเสมอ..นะเจ้าคะ..ในวิถีพุทธ...
ในทีวีดาวเทียมและรายการวิทยุมีเยอะมากๆ และชาวบ้านส่วนหนึ่งก็เชื่อเสียด้วยนะครับ ....งงมากๆ เลย