laww

อย่างที่ทราบกันดีว่า ประเทศไทยมีอาณาเขตที่ติดต่อกับหลายประเทศด้วยกันไม่ว่าจะเป็น ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศพม่า หรือ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งการปักปันเขตแดนกับประเทศเพื่อนบ้านหลายๆ ประเทศที่กล่าวมาข้างต้นยังมีปัญหาอยู่จนกระทั่งในปัจจุบัน นอกจากปัญหาเรื่องพรมแดนที่ว่านี้แล้ว ปัญหาในระบบการควบคุมคนเข้า-ออกเมือง ก็เป็นอีกประเด็นที่ทำให้คนจากประเทศเพื่อนบ้านหรือแม้แต่คนจากประเทศไทยเองสามารถลักลอบเข้าหรือออกเมืองได้โดยผ่านช่องทางที่ยังมีปัญหาเหล่านี้

การลักลอบเข้าเมืองไทยของคนจากประเทศเพื่อนบ้านอาจจะมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น เพื่อหนีภัยความตาย เพื่อเข้ามาทำงาน หรือเพื่อติดตามครอบครัวเข้ามา เป็นต้น แต่หากจะแบ่งประเภทของคนอพยพเหล่านี้ตามระยะเวลาของการเข้ามาอาศัยอยู่ใประเทศไทยแล้ว ก็อาจจะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มคนที่เข้ามานานแล้ว (Old Comers) และ กลุ่มคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ (New Comers)

กลุ่มคนที่เข้ามานานแล้ว[1] ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่หนีภัยความตายมาในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน รัฐไทยได้จัดการแก้ไขปัญหาคนเหล่านี้โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาสถานะบุคคล โดยการบันทึกในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยประเภทอยู่ชั่วคราว เมื่ออาศัยอยู่นานขึ้นก็สามารถขอสิทธิอาศัยถาวร และสามารถร้องขอสัญชาติไทยได้ตามลำดับ

ส่วนกลุ่มคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่[2]นั้น รัฐไทยไม่สามารถจัดการโดยใช้วิธีเดียวกันกับการแก้ไขปัญหาสำหรับกลุ่มแรกได้ ด้วย เหตุผลประการแรก คือ เป็นกลุ่มที่ส่วนใหญ่มิได้เป็นผู้หนีภัยความตายแต่หากเข้ามาเพื่อต้องการทำงาน และปรากฏชัดว่ายังสามารถกลับประเทศต้นทางได้ และ เหตุผลประการที่สอง คือ เป็นคนกลุ่มใหญ่จำนวนไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน[3] ที่อพยพมาจากประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา และอาจจะมีประเทศอื่นๆ ปะปน ดังนั้นการให้สถานะใดๆ อาจจะเป็นปัจจัยให้เกิดการหลั่งไหลเข้ามาของคนในลักษณะเดียวกันอีก ในช่วงที่ระบบการควบคุมเรื่องการเข้าหรือออกเมืองของประเทศไทยยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ดั้งนั้นการแก้ไขปัญหาสำหรับคนกลุ่มนี้ของรัฐไทย[4] คือ การบันทึกบุคคลเหล่านี้ไว้ในทะเบียนราษฎรประเภทหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า แบบรับรองรายการทะเบียนประวัติของคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักเป็นกรณีพิเศษ (ท.ร.38/1) และผ่อนผันให้อาศัยอยู่อย่างชั่วคราวในประเทศไทยและอนุญาตให้ทำงานได้ตามความเหมาะสม ระหว่างรอการเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติกับประเทศต้นทาง[5] เพื่อปรับสถานะแรงงานผิดกฎหมายให้กลายเป็นแรงงานถูกกฎหมายในที่สุด ซึ่งการดำเนินการเพื่อให้แรงงงานดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติกับประเทศต้นทางเป็นไปตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลของประเทศพม่า ประเทศลาว และประเทศกัมพูชาแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (Memorandum of Understanding on Cooperation in the Employment of Workers between the Thai government and the Government of Myanmar, Lao PDR, and Cambodia – MOU)

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่ได้จากการทำวิจัยอย่างยาวนานของทีมนักวิจัยปรากฏว่ากระบวนการในการพิสูจน์สัญชาติกับประเทศต้นทางตามบันทึกความเข้าใจฯ นั้นยังมีช่องว่างอันทำให้แรงงานต่างด้าวจำนวนมากไม่อาจเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติตามบันทึกความตกลงฯ ได้ ซึ่งจะส่งผลให้แรงงานต่างด้าวจำนวนหนึ่งต้องตกค้างอยู่ในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายและไร้สถานะบุคคลต่อไป แม้ว่าจะสิ้นสุดระยะเวลาการจ้างงานตามที่กำหนดไว้ในบันทึกความเข้าใจฯ แล้วก็ตาม กลุ่มแรงงานต่างด้าวดังกล่าวประกอบซึ่งไปด้วย กลุ่มที่หนึ่งคือ กลุ่มคนที่ตกหล่นจากการขึ้นทะเบียนแรงงาน (ท.ร.38/1) กับ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จึงกลายเป็นแรงงานไร้รัฐในประเทศไทย กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มคนที่ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว (ท.ร.38/1) กับกรมการปกครอง แต่ไม่ได้ขออนุญาตทำงานกับ กรมจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เนื่องจากเป็นกลุ่มแรงงานรับจ้างรายวันที่ไม่มีนายจ้าง ซึ่งแรงงานรับจ้างรายวันเหล่านี้ก็อาจจะไม่มีเงินเพียงพอที่จะไปขออนุญาตทำงาน กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มที่มาจากประเทศอื่นนอกเหนือจากประเทศพม่า ประเทศลาว และประเทศกัมพูชา เช่น แรงงานต่างด้าวจากประเทศเวียดนาม หรือ จากประเทศจีน เป็นต้น และกลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มบุตรหรือผู้ติดตามของแรงงานต่างด้าว

นอกจากนี้ จากการเปิดห้องเรียนด้านสิทธิและสถานะบุคคล[6]เพื่อให้ความช่วยเหลือบุคคลที่มีปัญหาสถานะบุคคลในพื้นที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ก็ทำให้พบข้อเท็จจริงที่ว่านี้เช่นเดียวกัน ในพื้นที่ชายแดนเช่นอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ พบแรงงานต่างด้าวที่ไม่อาจจะเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติกับประเทศต้นทางตามบันทึกความเข้าใจฯ ทั้ง 4 กลุ่มด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานไร้รัฐที่เดินทางเข้ามาจากประเทศพม่าเพื่อรับจ้างทำงานเพียงระยะเวลาสั้นๆ จึงไม่ได้ไปขึ้นทะเบียนแรงงานกับรัฐบาลไทย แรงงานรับจ้างรายวันที่ไม่มีนายจ้างประจำจึงขึ้นเพียงทะเบียนแรงงานแต่มิได้ขออนุญาตทำงาน แรงงานต่างด้าวที่มาจากประเทศเวียดนามที่จำเป็นต้องไปแสดงตนเป็นคนจากกัมพูชาเพื่อให้ได้ขึ้นทะเบียนแรงงานตามระบบที่เปิดเพียงแค่คนจาก 3 ประเทศเท่านั้น และบุตรของแรงงานต่างด้าวทั้งที่อพยพเข้ามาและที่เกิดในประเทศไทย

จากการตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแก่คนกลุ่มนี้ซึ่งกำลังตกอยู่ในสุญญากาศทางนโยบายของรัฐไทย ทางโครงการฯ จึงพิจารณาและเห็นควรทำการศึกษาแนวทางการพิสูจน์สัญชาติกับประเทศต้นทางในช่องทางอื่นนอกเหนือไปจากช่องทางตามบันทึกความเข้าใจฯ เพื่อแสวงหาความเป็นไปได้ในการสร้างทางเลือกในการแก้ปัญหาสำหรับคนกลุ่มนี้ และเพื่อพัฒนาให้เป็นแนวทางในการพิสูจน์สัญชาติกับประเทศต้นทางที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระดับต่อไปในท้ายที่สุด

ในการนี้ ทางโครงการฯ เลือกที่จะทำการศึกษาเชิงลึกไปที่แรงงานที่อพยพมาจากประเทศลาวก่อน เนื่องจากทางโครงการฯ ได้เล็งเห็นความเป็นไปได้ในการพัฒนาแนวทางการพิสูจน์สัญชาติโดยวีทางการทูต[7]กับประเทศลาว จากความร่วมมือของนักวิชาการด้านกฎหมายจากประเทศลาว (อาจารย์บุญมี ราชมีไชย อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งซาติลาวหนึ่งในทีมนักวิจัย ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมนักวิจัย) ประกอบกับความร่วมมือจากสถานทูตลาวประจำประเทศไทย

ดังนั้น รายงานการวิจัยและการพัฒนาฉบับนี้จึงเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของนักวิชาการฝั่งไทยและฝั่งลาว กล่าวคือ คณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว ร่วมกับ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ และ คลินิกกฎหมายชาวบ้านด้านสิทธิและสถานะบุคคล อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาช่องทางในการพิสูจน์สัญชาติลาวให้แก่กรณีศึกษาที่ไม่อาจเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติลาวตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (Memorandum of Understanding on Cooperation in the Employment of Workers between the Thai government and the Government of Lao PDR – MOU) ได้ โดยการพัฒนาแนวทางการพิสูจน์สัญชาติโดยวีธีทางการทูตดังที่ได้กล่าวมาในข้างต้น

 


[1] กลุ่มที่เข้ามานานแล้ว (Old Comers) ในที่นี้ หมายถึง คนที่หนีภัยความตายเข้ามาในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน และภายหลังได้รับการบันทึกในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยประเภทคนอยู่ชั่วคราว (ท.ร.13) และ ถือบัตรชนกลุ่มน้อย 16 กลุ่ม ดังต่อไปนี้ 1) ญวนอพยพ 2) อดีตทหารจีนคณะชาติ 3) จีนฮ่ออพยพ 4) จีนฮ่ออิสระ 5) ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (อดีตโจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา) 6) ลาวอพยพ 7) เนปาลอพยพ 8) ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า 9) ผู้หลบหนีเข้าเมืองจากพม่า (หลังวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2519) 10) ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทย 11) ไทยลื้อ 12) บุคคลบนพื้นที่สูง 13) ผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกง กัมพูชา 14) ผู้หลบหนีเข้าเมืองจากกัมพูชา 15) เผ่าตองเหลือง (มลาบรี) และ 16) ชุมชนบนพื้นที่สูง ซึ่งปัจจุบัน (หลังปี พ.ศ.2547) บุคคลเหล่านี้ได้เปลี่ยนมาถือ “บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย” และวงเล็บที่มาดั้งเดิมของบัตรแต่ละกลุ่มใน 16 กลุ่มนี้เอาไว้

[2] กลุ่มคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ (New Comers) ในที่นี้ หมายถึง คนต่างด้าวที่หลบหนีเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเพื่อทำงาน ส่วนหนึ่งเข้าสู่การจัดระบบการจ้างแรงงาน โดยการขึ้นทะเบียนแรงงาน (ท.ร.38/1) ตรวจสุขภาพ และขออนุญาตทำงาน ทำให้คนต่างด้าวกลุ่มนี้ได้รับการผ่อนผันให้มีสิทธิอาศัยชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับ ปัจจุบันบุคคลเหล่านี้จะถือ “บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย” และวงเล็บประเทศต้นทางเอาไว้ เช่น พม่า ลาว หรือ กัมพูชา

[3] ข้อมูลจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ.2553 ระบุว่ามีแรงงานต่าวด้าวจากประเทศพม่า ลาว และกัมพูชา มาขึ้นทะเบียนแรงงาน (ท.ร.38/1) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ.2553

[4] รัฐไทยเริ่มมีการจัดการปัญหาของคนกลุ่มหลัง (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า “แรงงานต่างด้าว” ) อย่างเป็นระบบเป็นครั้งแรกโดยมติคณะรัฐมนตรีว่าด้วยแนวทางการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทั้งระบบ เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2547

[5] หลักการและความพยายามของรัฐไทยในการเป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลให้แก่แรงงานต่างด้าวที่มีสถานะที่ผิดกฎหมายให้กลายเป็นแรงงานที่ถูกกฎหมาย โดยผ่านกระบวนการพิสูจน์สัญชาติกับประเทศต้นทางนี้ ถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมทางนิติรัฐศาสตร์ที่ก้าวหน้าเป็นอย่างมากที่ช่วยขจัดความไร้รัฐไร้สัญชาติให้แก่บุคคลที่มาจากประเทศอื่น

[6] กิจกรรมภายใต้โครงการต่อยอดองค์ความรู้คลินิกกฎหมายชาวบ้านด้านสิทธิและสถานะบุคคล อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ระยะที่ 3 โดยการสนับสนุนขององค์การยูนิเซฟประเทศไทย (UNICEF Thailand)

[7] เนื่องจากทีมนักวิจัยใช้การเจรจากับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการคุ้มครองคนลาวและมีอำนาจในการดำเนินการช่วยเหลือคนลาวที่มีปัญหาสถานะบุคคลในประเทศไทย อาทิ สถานทูตลาวประจำประเทศไทย เพื่อพัฒนางานวิจัยชิ้นนี้ จึงขอเรียกวิธีการให้ความช่วยเหลือด้านสถานะบุคคลแก่คนลาวที่ได้ทำการศึกษาในรายงานวิจัยฉบับนี้ต่อไปว่า “การพิสูจน์สัญชาติโดยวิธีทางการทูต”

 

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน vanthong



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

...ขอบคุณนะคะ