..รับน้องปี ๒๕๕๕..
เมื่อศิษย์เก่า ออกไปสู่สังคมเเห่งการเรียนรู้ที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย หรือสังคมเเห่งการทำงาน ศิษย์เก่าได้ออกไป ศิษย์ใหม่ย่อมเข้ามาเเทนที่ โดยจะเป็นเช่นนี้อยู่ตลอดเวลา นักเรียนใหม่ที่เข้ามา ควรรู้บริบทของสังคม ประเพณีเเห่งการรับน้องถือกำเนิดขึ้นโดยที่มองว่านักเรียนใหม่ที่เข้ามานั้นจะมีความคิดเเละพฤติกรรมที่ดีที่เเสดงออกในสังคมของโรงเรียนเเห่งนี้ให้เป็นสังคมที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ที่น่าอยู่น่าเรียน มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเเละกัน ระหว่างเพื่อนด้วยกันเอง เเละระหว่างพี่กับน้อง การรับน้องของเรานี้มีมาทุกๆปี เเล้วในทุกปีนั้นมักจะไม่เหมือนกัน เเล้วเเต่ความคิดเห็นของส่วนต่างๆที่เป็นครูเเละนักเรียนเเกนนำ
การรับน้องในครั้งนี้กระผมเองได้รับบทบาทให้มาเป็นพี่เลี้ยงในการรับน้องของโรงเรียนเป็นครั้งเเรก ส่วนตัวรู้สึกตื่นเต้นมากพอสมควรเพราะเราไม่เคยเป็นพี่เลี้ยงในการรับน้อง ณ ที่เเห่งหนใดมาก่อน มาในคราวนี้ได้เป็นพี่เลี้ยงในการรับน้อง ซึ่งในครั้งนั้นกระผมเองกำลังขึ้น ม.4 เมื่อได้รับข่าวว่าได้เป็นพี่เลี้ยงของการรับน้องเเล้วนั้น ครูก็เรียกประชุมนักเรียนเเกนนำ โดยในครั้งนั้น ยังจำขึ้นใใจในประโยคสำคัญที่ครูบอกกับพี่คนหนึ่งว่า "จิตตปัญญา เป็นกระบวนการที่ดี ที่เราได้เรียนรู้มา เเต่ในคาวนี้เราจะปรับรูปแบบจากจิตปัญญาที่เป็นของเขานั้นมาปรับเป็นของเราเอง" ด้วยบริบทของเราเอง คำที่บอกว่าต้องปรับให้เข้ากับบริบทของเราเอง เป็นสิ่งที่ผมนั่งคิดเล่นๆอยู่ในหัวของตนเองอยู่เรื่อยมา ประชุมกันได้ข้อสรุป คือ การรับน้องม.1เเละม.4 ต้องอยู่คนละวันกัน เพราะด้วยพี่เลี้ยงของเราน้อย ตลอดจนดูเเลได้ยาก กระบวนการจิตตปัญญา ที่จะนำมาอยู่ในการรับน้องเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงบริบทของเราเอง ในครั้งนี้เราได้รับบทบาทของฝ่ายทั่วไป "เสื้อม่วง" เป็นเป็นฝ่ายร้องเล่นเต้น รำ ตามประสาเด็กๆ ส่วนอีกฝ่ายเป็น "เสื้อเเดง" ที่เป็นพี่ที่คอยลงโทษน้อง (ในขณะนั้น) ในคราวนี้รูปแบบของการรับน้องไม่เหมือนกับคราวก่อน ที่มีเน้นธรรมมะ ที่เน้นกิจกรรมฐาน มีเเป้งทาหน้า สีทาตัว เเต่ในครั้งนี้เป็นการใช่ครวญดูช้าๆ ที่เป็นอีกรูปเเบบที่เรารู้จักกันดีที่ชื่อว่า จิตตปัญญา ทุกคนอาจรู้จักสิ่งนี้ดี ที่เรียกว่าการใคร่ครวญ เเต่กระผมเองนอกจากที่จะมาเป็นพี่เลี้ยงเขาเเล้วก็ถือโอกาสมาเรียนรู้ การใคร่ครวญคิดนี้เสียเลย ในงานเดียว
ก่อนที่จะเริ่มกิจกรรม มีการคุยกันเป็นการใหญ่ ซ้อมกันในเรื่องของท่าเต้นท่าอะไรต่างๆนานา ตามประสาเด็กๆ เพลงที่ร้อง เกมที่เล่น ก้เป็นเพลงที่เราได้รับมาเเล้วเพียงทั้งสิ้นจากรุ่นพี่รุ่นก่อนๆ เเล้วมีการผสมเพลงหลายอย่างเข้าไว้ด้วยกันที่เป็นเพลงที่ไม่เคยเล่น มีการวางเเผนกันว่า ในตอนเเรก ในช่วงเช้า เมื่อน้องเข้ามาเเล้วก็จะพาน้องมาละลายพฤติกรรมให้เข้ากันเสียก่อน โดยจะอยู่ในลักษณะของฐานเล็กๆ ที่มีพี่อยู่เป็นกลุ่มๆ เเล้วค่อยเข้าหอประชุมทำกิจกรรมร่วมกันในเเบบใคร่ครวญ ของเด็กๆ
จากที่ได้ร้องเล่น เต้นระบำอยู่ภายนอกก็ปล่อยให้เด้กเข้ามาสู่ภายในของหอประชุมเป็นกลุ่มๆ เเล้วรอกันจนกว่าจะครบ กิจกรรมเเรกๆที่ให้ทำเป็นกิจกรรมการเรียกสมาธิ ที่ใช้โคยะเข้าช่วย เเล้วก็เข้าสู่กิจกรรมต่อๆมา มีความคาดหวังเล้กๆให้เเต่ละกลุ่มได้ทำกันในตอนนั้น ด้วยกระบวนกลุ่มว่า มีความคาดหวังอย่างไรต่อโรงเรียน มีกิจกรรมที่ปิดตาหาขวดน้ำที่อยู่ในลักษณะขอกลุ่มโดยคนหนึ่งปิดตาเเล้วคนที่อยู่ด้านหลังคอยบอกใบ้ให้ เเล้วก็เข้าสู่กิจกรรมต่อๆมา เเล้วหนึ่งวันก็ผ่านไปกับม.1 วันต่อมาเป็นม.4 ที่ต้องทำทำคล้ายๆกันเเต่ปรับเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับวัยที่สูงกว่า กิจกรรมของวันม.4 ก็ดำเนินผ่านไปด้วยความราบรื่นเหมือนกับช่วงม.1 ...
การรับน้องในครั้งนี้ เป็นครั้งเเรก เป็นประสบการเเรกที่กระผมเองได้มีโอกาส สำคัญได้มาเรียนรู้ว่าเป็นอย่างไร เขาทำกันอย่างไร การเรียนรู้ในครั้งนี้สิ่งสำคัญที่ได้เห้น คือ จำต้องมีผู้เดินเวลาที่คอยกระชับเวลา หรือผู้ย้ำเตือนเวลา เเล้วต้องมีความเชื่อในตัวของเพื่อนที่เป็นผู้นำกิจกรรมอยู่ เเสดงความอบอุ่นให้น้องได้เห็น.. ก้าวเเรกเเห่งประสบการณ์ด้านการรับน้องเกิดขึ้นเเล้ว...

