สังคมมด..มุ่งมั่นขยันทำงาน เพื่อหาอาหาร..เมื่อพบกันมักทักทายกันเสมอ

                                              

                                                      ภาพจาก www.interiorsiam.com

            ได้ใช้ชีวิตในเมืองหลวงมาหลายปี เห็นความลำบากของคนเมืองที่ต้องต่อสู้กับ ธรรมชาติ ฝูงคน เครื่องยนต์ กลไก สื่อสาร พิษภัย อาชญากรรม การดิ้นรน แก่งแย่ง แข่งข่ม แข่งขาย หารายได้ เพื่อปากท้องของตนและคนรอบข้าง  จนรู้สึกว่า คนกรุงมีเป้าหมายแค่นี้หรือ

ความลำบาก ในเมืองใหญ่มีรูปแบบที่ต่างกันหลายระดับ โดยมีรัศมีความลำบากเหมือนกันคือ "ความแออัดและความเห็นแก่ตัว" อันแรกเป็นเหตุผลทางพื้นที่หรือปริมาณที่อยู่อาศัย เนื่องจากมีคนอพยพเข้าเมืองมากขึ้น อันหลังเป็นเหตุผลที่เกิดจากสภาพแวดล้อมเทียม สังคมพิษ กฎ กติกาที่ไร้มโนธรรม ฯ เป็นเครื่องกระตุ้นให้ผู้คนในเมืองกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว เน้นตัวกู ไม่รู้ตัวใคร

เคยเดินเที่ยวที่สนามหลวง เมื่อมีนกพิราบจำนวนมาก โดยมีพ่อค้าแม่ขาย นำอาหารใส่ถุง มาขายให้ผู้สัญจรไปมา ได้เลี้ยง เมื่อโยนหรือหว่านอาหารลงพื้น พวกนกจำนวนมาก ต่างกรูยื้อแย่ง อาหารกัน โดยไม่ห่วงความปลอดภัยของตน เพียงเพื่อให้ได้อาหารกินเท่านั้น ซึ่งอาการแย่งกันจนลืมสวัสดิภาพตนนั้น ชั่งไม่ต่างกับผู้คนเมืองใหญ่เสียจริง

นึกถึงคำพูดของหลวงพ่อพุทธทาส เราทั้งหลายคงได้ยินคำพูดของท่านที่ว่า "สังคมอุดมไปด้วย กิน กาม เกียรติ" ผู้เขียนอยากเติมให้เต็มอีกคือ "โกย โกง กรรม" เพราะหันไปทางไหนทุกคนเหมือนกำลังแสดงออกว่า ตัวเองจะอดตาย หรือไม่ได้เพื่อตนเอง จึงพยายามดิ้นรนหามาเพื่อตน โดยไม่สนว่าจะผิดศีลธรรมหรือไม่

เมื่อเรากินมากขึ้น สิ่งบริโภคก็ย่อมสูญเสียไป ร่อยหรอ พร่องไป จากอาหารกินตามดิน ตามป่า ท้องทุ่งนา หนองน้ำ กลับกลายเป็นอาหารในจาน และอาหารสำเร็จถุง จากที่หยิบกินด้วยมือเปล่า กลายเป็นหยิบกระดาษที่มีค่าว่าเป็นเงินแลกเปลี่ยนกัน อาหารคือ พลังงานที่สร้างกิจกรรมไม่หยุดหย่อน

เมื่อผู้เขียนเข้ากรุงใหม่ๆ เขตเมืองไม่ขยายขนาดปัจจุบัน ยังเห็นที่โล่ง ทุ่งนา ป่าละเมาะ เป็นสวนกล้วย สวนหมากพลู เห็นคูคลอง ลำปะโดง ดงต้นมะพร้าวมากอยู่ ยี่สิบกว่าปีผ่านมา ที่ดินก็ถูกถม สวนก็ถูกซื้อ นากลายเป็นคอนโด ผู้คนอย่างกะมด ถนนหนทางกลายเป็นคอนโดด้วย  ปริมาณคนมากขึ้น ต้องการที่อยู่มากขึ้น เมืองจึงขยายออกไปตามดีมานด์

คนมากขึ้นเพราะแต่งงานมากขึ้นหรือมีคนอพยพมาจากตจว.หรือมีผู้คนเสพกามกันพร่ำเพื่อมากขึ้น หรือแต่งงานอายุยังน้อย คนจึงทยอยเพิ่มขึ้น หรือว่ามีความต้องการด้านความต้องการในใจมากไม่หยุดหย่อน กามข้างในคือ แรงขับ ที่สนับสนุนให้ชุมชนคนเมืองมากขึ้นหรือไม่

จากนั้น เมื่อคนมากขึ้น อยู่ในที่ที่เชื่อว่าเจริญ (จรัญ แปลว่า เคลื่อนไป ไหลไป) ไปในทางทัศนะแห่งตัวตน กล่าวคือ ความสุภาพ ความเป็นมนุษย์ ความเป็นคนเมือง มีอารยธรรมที่เจริญ พูดจาเรียบร้อย มีสิ่งของเครื่องใช้ดีมีเกรด จึงไม่ชอบความป่าเถื่อน บ้านนอก หรือขาดรสนิยมสากล จึงกลายเป็นคนถือเกียรติ มีชนชั้น มีวรรณะหน้าตาระดับคุณหญิงคุณนาย ในรสนิยมสากลเว่อร์ ที่ผู้คนทั้งหลายต้องให้เกียรติ จนก้มลงต่ำไม่ได้นะ แต่นี่คือ อาการกายกรรมอำพรางหรือมายาหรือไม่ ความจริงปรากฏชัดไม่ขัดตานะ

ผู้เขียนรู้ว่า ตัวเองมิใช่คนกรุงแน่นอน ยังคงเป็นชาติเชื้อเครือควายอยู่ดี (เด็กเลี้ยงควาย) แต่มาเห็นท่านที่อยู่ในเมืองที่รุ่งเรืองด้วยรัศมีความงาม ความเจริญ เราก็ได้รับเอาไว้ในสมอง แต่เมื่อเสพสิ่งที่คนเมืองเสพเนืองๆ เราก็รู้สึกว่า "อิ่มจนเอียน" กระนั้นก็ไม่ยอมย้ายจากเมือง สงสัยกลิ่นไอสายเลือดเมืองครอบงำซะละ ในใจก็ยังอาลัยในอดีตที่เคยเป็นเสมอ แต่สิ่งที่ได้คือ ความคิด วิทยา ความสามารถที่เติมเต็มให้ตัวเอง

ด้วยเหตุนี้ จึงมองเห็นสองภาพระหว่างเมืองกับชนบท ลักษณะเช่นนี้คงมีอยู่มากในกรุง เพราะคนชนบททั้งนั้น เดือนที่ผ่านมาได้เดินทางออกไปบ้านนอก ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงไปมาก คนที่อยู่อาจไม่เห็นอาการนี้ เมื่ออยู่กรุงได้เครื่องมือในการคิด มุมมอง เปรียบเทียบจากกระบวนการศึกษา จึงอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบสองมุม คือ เมืองและชนบท

อยู่ในเมืองเวลาเราเก็บอาหารไว้นานๆ จะมีแขกพิเศษมาเยี่ยมเยียนเสมอนั่นคือ "มดน้อย" มันออกมาจากไหน ตึกปูน แผ่นคอนกรีต เมืองหาดินยากมันยังมุดเมืองหินมาได้ เพื่อหาอาหาร ที่ไม่ต้องซื้อ ดูดิ! เดินกันเป็นแถว มีระเบียบดีมาก สมกับที่อยู่เมืองหลวง ที่มีมหาวิทยาลัยสอนให้เยาวชนมดน้อยมีระบบระเบียบเรียบร้อยจริง เจ้ามดน้อย เจ้าชั่งกล้านะ เมืองหลวงมีรั้วกั้นสูง มียามอีก มีตำรวจก็มากมาย มีกุญแจล๊อคบ้านก็มาก แต่เจ้าก็เล็ดรอด ดอดมาได้ เก่งแท้ๆ เจ้าคงฉลาดและมีสมบัติในรังมากมาย ไม่อดหยากเป็นแน่ คงได้ชื่อว่า "มดเศรษฐี" แน่เลยเชียว

เมื่อเดินทางกลับบ้านนอก ก็เห็นฝูงมดเช่นกัน เลยถามมดเหล่านั้นว่า เจ้ามดน้อยอยู่นี่มีอาหารการกินพอมะ อยากเข้าไปหาในกรุงเทพไหมละ มันไม่ตอบสักคำ เดินทำงานอยู่ต่อไป มันกำลังหาอาหารอยู่ บ้างก็ขุดดิน บ้างก็ไต่ต้นไม้ มันคงไม่เคยไปเมืองและคงไม่รู้อาหารสากล คงรู้แต่อาหารบ้านนา ส่วนรังของมดบ้านนอกเห็นตามต้นไม้ เป็นรังใหญ่ๆ บ้างก็ขุดดินอยู่ รองเท้าก็ไม่มี รถราก็ไม่มีขี่ เปิดประตูบ้านเข้าไปดูก็ไม่มีสมบัติอะไร สงสัยเป็น "มดยากจน" มดรากหญ้า ธรรมดาๆ ไร้รสนิยม ไร้อารมณ์แบบสุนทรียะ คงมีแต่ความคิดว่า พรุ่งนี้จะเดินทางไปต้นไม้ใด

มดเมืองกับมดชนบท อาจเหมือนกันในแง่กายภาพ แต่รสนิยมและอารมณ์ คงแตกต่างกันเป็นแน่ อีกอย่างอาหารก็ต่างกันด้วย แต่มีสิ่งหนึ่งที่มดเมืองไม่มีคือ ความอิสระในการย้ายถิ่นหรือเคลื่อนไหว เพราะมดชนบทมีรัศมีที่ไปกว้างกว่ามดเมืองเป็นไหนๆ มดเมืองยังต้องเผชิญกับคอนกรีต รถรา ราคาค่าครองชีพ แถมเสี่ยงที่จะโดนฉีดยาฆ่ามดอีก ส่วนมดยากจน มดบ้านนอกอยู่อิสระ บางทีก็เห็นพวกมันร้องเพลง เต้นรำ ท่องเน็ต เล่นไลน์ด้วยเอ๊ะ! คงเป็นมดเริ่มพัฒนาตัวเองแล้วละพี่น้อง...

              อย่างไรก็ตาม มดก็คงมีหน้าที่สร้างสรรค์โลกให้มนุษย์ได้เสวยผลจากกิจกรรมของพวกมันอยู่ต่อไป ที่พวกมันเคยทำมาแล้วหลายล้านปี และคงไม่มีพฤติกรรมที่เรียกว่า "กิน กาม เกียรติ โกย โกง กรรม" เหมือนเราใช่มะครับมดน้อย เราควรตอบแทนมดยากจนหรือมดเมืองด้วย ความเมตตาและอารีย์นะครับ

---------------<ants>--------------------