เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทางโรงเรียนจัดกิจกรรมโชว์การแสดงของเด็ก ๆ ก็คงเพื่อส่งเสริมให้เด็กได้กล้าแสดงออก ฯลฯ อีกครั้งกับการที่ลูกแม่ดาวต้องรวบรวมความกล้า เพื่อจะขึ้นเวที ตั้งแต่เล็กมา การขึ้นแสดงบนเวทีเป็นอะไรที่ปวดใจสำหรับเขามาก อีกทั้งการเต้นเป็นสิ่งที่เขาคิดว่า “เขาไม่มีความสามารถ” รู้สึกว่าตัวเองเต้นไม่เก่ง เต้นได้ไม่ดี ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็เกิดจากความรู้สึกของเขาเอง รายนี้จะเรียกว่ายึดติดความสมบูรณ์แบบก็ว่าได้ คล้าย ๆ แม่ในอดีตฮ่าๆๆๆ
ก่อนหน้าจะถึงวันแสดงก็บ่นเรื่อย ๆ มาเป็นระยะ ๆ ว่าไม่อยากแสดงเลย ก็ค่อย ๆ ปรับใจคุยกันมาเรื่อย ๆ ทุกครั้งเวลาจะแสดงก็ต้องมีการทั้งจูงใจ โน้มน้าวใจกันสารพัดแบบนี้ตลอด และทุกครั้งใกล้วันแสดง วันแสดงก็จะบอกลูกว่า การแสดงกิจกรรรมเหล่านี้ เป็นกิจกรรมส่วนรวม ลูกเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการแสดงนี้ เหมือนจิ๊กซอจะขาดตัวใดตัวหนึ่งไปไม่ได้ มันไม่สมบูรณ์ และบอกลูกว่าแม่ไม่คาดหวังให้ลูกเต้นได้เก่ง ท่าได้เป๊ะ แค่อยากเห็นลูกเต้นอย่างมีความสุขแค่นั้น
เช้าวันนั้นดูจะเป็นวันที่ไม่ค่อยสดใสเท่าไหร่ คืนก่อนการแสดงน้องดีโด้ก็นอนดึกกว่าปกติ (ด้วยวันศุกร์จะขอดูละครเรื่องเซน ช่อง 5 ก่อน และวันเสาร์จะต้องดูเรื่องศีล 5 ก็ดูด้วยกัน) แต่จะตื่นเช้าผิดปกติกว่าเวลาไปเรียน ซึ่งเป็นปกติของเขา (วันปกติจะไม่ดูละครใด ๆ) วันหยุดจะตื่นเช้ามาก พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น ก็ลุกขึ้นมาเล่นแล้ว (นี่เป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ลูกจะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ กายไม่พร้อม ใจก็จะไม่พร้อมตามไปด้วย) บ่น ๆ ไม่อยากแสดง ไม่พร้อมจะแสดง ทวงสิทธิของความเป็นเด็ก บอกว่านี่มันวันหยุดของเด็กนะ ทำไมต้องไปแสดงด้วย วันหยุดเด็กก็ควรได้หยุดเล่นพักผ่อน ตามประสาเด็กขี้บ่น
การแสดงต้องไปถึง 11 โมง แม่ดาวก็มัวแต่วุ่นวายกับงานบ้าน อาบน้ำแต่งตัว รีบ ๆ รก ๆ ไม่ค่อยโล่ง ๆ โปร่ง ๆ เลย รู้สึกได้ ถึงจะบ่นว่าไม่อยากไป ไม่อยากแสดงแต่น้องดีโด้ก็ไป ไม่ร้องไห้ ก็แค่บ่น พอไปถึงงาน ซึ่งทางโรงเรียนไปเช่าพื้นที่จัดกิจกรรมนี้ที่ห้างสรรพสินค้า งานเข้า ลืมสนิท คือ “การย้ำเรื่องวัตถุประสงค์ คือไปเพื่อแสดงกับอาจจะมีทานข้าวด้วยเท่านั้น” พลาดเรื่องการย้ำเศร้าเลย ลูกก็พูดว่าไปจัดที่ห้างก็ดีจะได้ช้อปปิ้ง จ๊าก...... อันนี้เป็นนิสัยเก่าแม่ดาวฮ่าๆๆ แต่ปัจจุบันเปลี่ยนไปมากมาย ที่เปลี่ยนเพราะเห็นพฤติกรรมลูกนี่ล่ะ “อยากให้เขาพอเพียง ตัวเราก็ต้องรู้จักเพียงพอ” เมื่อไปถึงก็คิดไว้แล้วว่าเราจะไม่เดินผ่านจุดอันตราย คือจุดจำหน่ายพวกของเล่น และห้างนี้เราคุ้นเคยกันดี ผ่านจุดอันตรายไปได้อย่างปลอดภัย
แต่แล้วก็ต้องตะลึงอึ้งกิมกี่ ที่จัดกิจกรรมคือชั้นที่ไม่ควรจะมีของเล่นโดยปกติ แต่นี่คือผิดปกติ มาตั้งจุดขายจำหน่ายของเล่นกันดักหน้าทางเข้าประตู ตั้งกันเด่น ๆ กองกันเห็น ๆ และแล้ว.....
ดีโด้ แม่ครับ...ดีโด้อยากได้ของเล่น (ประโยคฮิตติดปากออกจากใจแบบไม่มีผ่านสมองส่วนหน้าเลย)
แม่ ของเล่นเยอะมากๆจริง ๆ เนอะ เด็ก ๆ เห็นก็ไม่แปลกที่จะอยากได้ ลูกครับแต่เรามาวันนี้เรามาเต้นนะ ของเล่นเมื่อวันเด็กแม่ก็ซื้อให้แล้ว เพิ่งผ่านมายังไม่ถึงเดือนเลย
ดีโด้ ขอดูใกล้ ๆ อย่างเดียวก็ได้
อันที่จริงก็พยายามยื้อกันให้เดินไปเข้าประตูเข้างาน แต่สู้แรงลูกไม่ได้ ลากแม่ไปจนถึงจุดเกิดเหตุ พลันสายตาก็ไปเห็นเหล่ากองทัพทหาร จ๊าก...งานเข้าแน่ ๆ
ดีโด้ ดีโด้จะเอาอันนี้ แม่ดูซิมันมี.............บรรยายโน้มน้าใจแม่สุดฤทธิ์
หลักการเดิมค่ะ “ใจดี แต่ไม่ใจอ่อน” หากเราทำสม่ำเสมอ ลูกจะรู้ว่าถึงอย่างไรซะ ก็ไม่มีทางจะได้แน่ ๆ และรู้ว่าแม่ไม่ได้ใจร้าย แต่แม่รัก แม่ดาวเชื่อ อาจมีบ่น ๆ โวยวาย ๆ บ้างก็เถอะ แม่ดาวยอมรับได้ และไม่หงุดหงิด แต่สามีดูจะอารมณ์ไม่ปกตินะ และแม่ดาวหากกับสามีจะมีความอดทนกับเขาต่ำ อารมณ์จะหงุดหงิดได้ง่าย เพราะคาดหวังความเป็นพ่อ ความเข้าใจจากสามีมากไป หากขาดสติ จะสติขาดและพลาดใจขุ่นเสมอ ๆ ตอนนั้นก็ดูใจตัวเอง รู้ว่า เริ่มกรุ่น ๆ เล็ก ๆ
หลายคนเวลาออกงาน อยู่ในที่สาธารณะ หากลูกโวยวาย งอแง อยากได้ของเล่น หรืออะไรก็แล้วแต่ อาจจะเกิดความโกรธลูก หากพิจารณาดี ๆ เราจะรู้ว่าความโกรธนั้นมันแฝงไปด้วยความรู้สึกอาจจะ อายคนอื่น รู้สึกเสียหน้า กลัวคนจะมองว่าตัวเองเลี้ยงลูกไม่ดี หรืออาจไม่พอใจที่ตั้งใจสอนมาอย่างดีก็ยังเป็นแบบนี้ อารมณ์เบื่อระอาฮ่าๆๆๆๆ หากเวลาเกิดเหตุการณ์คล้าย ๆ แบบนี้ ลองฝึกดูใจ ดูกาย ดูความคิดตัวเองกัน จะช่วยให้เรามีสติเนอะ พอมีสติจะเย็นได้ไม่ยากนัก
ผ่านเข้าไปในงาน แบบไม่มีน้ำตา ไม่มีของเล่น สักพักลูกก็ปรับอารมณ์เป็นปกติ วิ่งเล่น รอเวลาการแสดง จนใกล้เวลาการแสดง คุณย่ากับป้าของน้องดีโด้มาร่วมชมการแสดงของหลานด้วย ป้าของน้องดีโด้เขามาให้กำลังใจ และอยากจะจูงใจให้หลานตั้งใจแสดง
ป้า “เดี๋ยวดีโด้ตั้งใจแสดงนะ คุณย่ากับป้าตั้งใจมาดูการแสดงหนูเลย แสดงเสร็จแล้วคุณย่าจะมีรางวัลให้ เอาไปซื้อของเล่นได้ด้วย”
นี่เป็นความตั้งใจดีจริง ๆ แต่มันมีรหัสจุดระเบิดอยู่ในประโยคนั้น “ของเล่น” พอได้ฟังก็พูดบ่นจะอาของเล่น จะซื้อของเล่น ถึงป้าจะย้ำว่า เต้นก่อนแล้วเดี๋ยวค่อยไปซื้อก็เถอะ แม่ดาวก็เข้าใจล่ะ การที่ลูกนอนไม่พอมันมีผลต่อการควบคุมอารมณ์มากทีเดียว เพราะหลายครั้งล่ะ ที่เกิดอาการสูญเสียการควบคุมเมื่อนอนไม่พอ หึๆๆ เมื่อสมองส่วนหน้าไม่ทำงาน สติขาด เอาสัญชาติญาณทำงานแทนที่ก็งอแง วุ่นวาย พร่ำบ่น แต่ไม่ร้องไห้ แค่เกาะแกะ ดีนะที่อยู่กับแม่ ส่วนสามีไปดูแลคุณย่า ทุกอย่างผ่านไปได้อีกครั้ง หากเรายังใจเย็นได้ ยิ้มได้ เข้าใจเข้าได้
พอถึงการตั้งแถวจะไปแสดงก็ไม่ยอมจะไป ขอให้แม่เดินไปส่ง แม่ดาวก็เดินตามไปส่งจนถึงจุดที่เข้าไปไม่ได้ ลูกก็เริ่มจะออกอาการล่ะ จะให้แม่เข้าไปด้วย ครูจึงช่วยกันพาตัวเข้าไป แม่ดาวคิดไว้ในใจว่า ร้องไห้แน่ ๆ ถึงจะบอกว่า แม่จะไม่ไปไหน แม่จะรอดูลูกอยู่ข้างหน้า ก็เถอะ (กลับมาบ้านถามลูก ลูกก็บอกว่าร้องไห้เยอะมากจริง ๆ )
เมื่อประกาศการแสดงชุดของลูก แม่ดาวก็ลุ้น ๆ ว่าจะร้องไห้ไป เต้นไปหรือไม่ คิดว่าอย่างไรเสียด้วยความเป็นเขา เขาต้องขึ้นแสดงแน่ ๆ เต้นแน่ ๆ และจริง น้องดีโด้เดินหน้าบึ้งออกมาหน้าเวลา เพลงขึ้น ก็ทำท่าเหมือนจะไม่อยากแสดง แต่ก็เต้นทุกท่า อ้อ...มีท่าหนึ่งไม่ยอมเต้น เขาบอกว่าทุกครั้งว่าท่านี้ไม่เต้นนะแม่ ท่ามันผู้หญิงมาก น่าอายเป็นที่สุด ฮ่าๆๆๆๆ แม่ดาวก็เข้าใจ บอกไม่เป็นไร แค่ท่านี้ท่าเดียวเนอะ แต่ก็ทำแบบไม่ส่ายเอว ระหว่างเต้น ๆ สักพัก ก็เริ่มปรับอารมณ์ได้ แต่ไม่ยอมยิ้ม เนื่องจากฟันหน้าด้านบนเพิ่งลาจากไปอาทิตย์ก่อนนี่เอง อายฟันหลอ ถึงเขาจะเข้าใจว่ามันธรรมดาของเด็ก แต่เขาก็ไม่ชอบที่ตัวเองฟันหลอ ช่วงฟันหลอมานี่ ถ่ายรูปจะไม่ยอมยิ้มเห็นฟันเลย
แสดงจบลงมาจากเวที ก็วิ่งเข้ามากอด และไม่ยอมถ่ายรูปกับเพื่อน ๆ ขอกลับบ้านเลย และมุ่งตรงว่าจะไปซื้อของเล่นที่เล็งไว้หน้างาน คิดว่าต้องได้แน่ ๆ เต้นแล้วนี่ คุณย่าต้องให้รางวัลอยู่แล้ว แต่ด้วยอาการที่เขาแสดงออกคืองอแง ไม่อยากจะถ่ายรูปอะไรกับใคร แต่ก็ไม่ใช่จะไม่ยอมเลยมีถ่ายกับคุณย่าป้า แต่หน้าบึ้งตึง ปากก็บ่นจะไปซื้อของเล่น สามีก็คงหงุดหงิด และประโยคจุดระเบิดน้ำตา
สามี “ไม่ซื้อแล้วของเล่น เต้นก็ไม่ยิ้มแย้ม ดีโด้ไม่ตั้งใจเต้น ของรางวัลสำหรับเด็กที่ตั้งใจเต้นเท่านั้น” ประมาณนี้เนอะ จำประโยคเป๊ะ ๆ ไม่ได้
เท่านั้นล่ะ ดีโด้ระเบิดเสียง น้ำตาไหล เสียใจอย่างสุดซึ้ง แม่ดาวเองก็ปวดใจกับคำพูดที่ได้ยินมันจี๊ดใจมาก แม่ดาวเข้าใจลูกว่า เขาอดทนและต้องรวบรวมความกล้ามากแค่ไหน ถึงเขาไม่อยาก เขาก็ขึ้นไป เต้นจนจบเพลง แถมท่าเต้นก็เต้นถูกจังหวะ ถูกท่าด้วย เพียงแค่ไม่ยิ้ม ใจเต้นแรงขึ้นรู้เลยโกรธสามีที่มาตัดสินว่า “ลูกไม่ตั้งใจเต้น” จากนั้นก็แยกย้าย ข้าวปลาไม่ต้องกินล่ะ กลับบ้านเลย ออกไปจากจุดเกิดเหตุให้เร็วที่สุด เดินไปก็ร้องไห้ไป สามีก็ดึงแขนให้แม่ดาวเดินไปไม่ต้องสนใจ แต่จะไปได้ไงลูกเกาะแขนเกาะขาอยู่เช่นนี้ เดินกันไปจนถึงจุดจะลงบันได้เลื่อน แม่ดาวลงไม่ได้เพราะลูกก็ไม่ยอมไป จะกลับไปซื้อของเล่น สุดท้ายสามีก็มาอุ้มลูกไป น้องดีโด้ร้องไห้น้ำตาไหลตลอดทาง ร้องเสียงดัง โวยวาย เพราะเขามีความหวัง เพราะมีคุณย่าอยู่ เขารู้ว่าคุณย่าทนน้ำตาและเสียงร้องของเขาไม่ได้ และจริงคุณย่าให้เงินรางวัลหลาน อันที่จริงคุณย่าท่านก็รักเมตตาตั้งใจจะให้หลานอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเต้นดีหรือไม่ แต่มาติดที่ตรงคุณย่าเองก็เกรงใจในคำตัดสินของสามีแม่ดาวนี่แหละ คุณย่าให้และบอกว่าให้เชื่อฟังแม่กับพ่อนะ หมายถึง ให้เงินแต่ให้เคารพการตัดสินใจว่าไม่ซื้อของเล่นประมาณนี้
เมื่อดีโด้ได้เงินก็เงียบ น้ำตาหยุดไหล ใจพองขึ้นมา เขาไม่กลับไปซื้อของเล่น เพราะรู้ว่าสามีตัดสินไปแล้วว่าเขาไม่มีสิทธิ์ได้ของเล่น เดินไปขึ้นรถกลับบ้านและบอกแม่ว่า เดี๋ยวพอป๊าไปทำงาน แม่ช่วยพาดีโด้ไปซื้อของเล่นนะ เพราะแม่ไม่ได้ตัดสินพิพากษาว่าเขาไม่ตั้งใจ อีกทั้งตอนเขาลงมาเรากอดกันแม่ดาวก็ชมเขาตามจริง ของลูก ขอนำประโยคชมตามที่เห็นมาไว้เป็นตัวอย่างเนอะ เผื่อใครอยากชมลูกแบบตามจริงบ้าง
แม่ ดีโด้เต้นตามจังหวะได้หมดเลยนะเนี้ย ไหนลูกว่าจำท่าไม่ค่อยได้ไง ที่แม่เห็นนี่เต้นได้ทุกท่า ยกเว้นท่าที่ลูกบอกแม่ไว้ แม่เห็นเลยว่าลูกทำหน้าแบบไม่อยากทำท่านี่ แต่ก็ทำแบบไม่ส่ายเอว
ลูก (อมยิ้ม) ก็ท่านั้นมันน่าอายจะตายไป
แม่ อืม...ลูกตั้งใจเต้น แถมไม่ร้องไห้สักนิด นี่ถ้ายิ้มสักหน่อยแม่จะดีใจชื่นใจกว่านี่อีกเยอะ แต่ที่ลูกทำวันนี้แม่ก็พอใจมากแล้วครับ
(การกอด การหอมลูก เป็นรางวัลที่ดีกว่าสิ่งอื่นใดว่าไหม)
ตอนเย็นวันนั้น เราไปร้านสะดวกซื้อหน้าบ้าน น้องดีโด้มักชอบมายืนดูของเล่นที่นี่ ดูแต่ไม่ได้ซื้อ จะได้ซื้อเมื่อมีวาระพิเศษ และครั้งนี้เขาก็เข้ามาถามเพื่อความแน่ใจ อันที่จริงเราไปซื้อน้ำ ขนมกัน เขาเดินหยิบของเล่นมา และถามว่าเขาขอซื้อด้วยเงินที่ได้มาจากคุณย่าได้ไหม ของเล่นชิ้นนี้เขาวนเวียนดูมาตั้งแต่ปีก่อนล่ะ แต่ไม่ได้ซื้อสักทีเป็นพวกรถทหาร เครื่องบินทหารที่เขาชื่นชอบมาก แม่ดาวยิ้มและตอบว่า “ได้ซิครับ ก็นี่เป็นเงินที่คุณย่าให้ลูกที่ลูกตั้งใจเต้นนี่นา ลูกตั้งใจเต้นแม่เห็น ลูกได้สิทธิ์นั้นเดี๋ยวนี้เลยครับ แต่ไม่ใช่จากแม่นะ” ตรงนี้เพื่อย้ำว่า ไม่ใช่แม่ที่ให้สิทธิ์การซื้อของเล่น" เพราะของเล่นจากแม่นั้นลูกได้ไปแล้วในวันเด็ก อันที่จริงก็ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ แต่ป้านำทางไว้แล้วแบบนั้นว่าซื้อของเล่นได้ และขอว่าเงินส่วนที่เหลืออยากให้ลูกเก็บไว้เป็นค่าเทอม มากกว่าจะซื้อของเล่นอื่น ๆ อีก เพราะของเล่นมีเยอะมากแล้วจริง ๆ เขายิ้มรับและเอาเงินทั้งหมดให้แม่ดาวเลย ไม่หยอดกระปุก แถมบอกว่า “ดีโด้ให้แม่ 1 พันบาท แบ่งให้แม่่ 1 ใบ อีกใบจ่ายค่าของเล่นที่เหลือไว้เป็นค่าเทอม” ผ่านไปอีกวัน ถึงเริ่มต้นจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็จบได้แบบอมยิ้มอิ่มสุขจริง ๆ เขาเข้ามากอดแม่ดาวและบอกว่า “รักแม่ แม่ใจดีที่สุดในโลก” อิอิ ประโยคสั้น ๆ แต่มันตื้นตันเป็นที่สุดจริงไหม
กลางคืนสามีกลับมา แม่ดาวก็ต้องเป็นคนกลางเจรจา ที่เหตุการที่ผ่านไปในวันนี้ สรุปเป็นข้อ ๆ และอธิบาย เพื่อความเข้าใจตรงกัน ส่วนหนึ่งเป็นการระบายความอัดอั้นในใจตัวเองด้วย ไม่อยากเก็บไว้ พูดเมื่อพร้อม และส่งข้อความไปว่า “ขอให้ฟัง และไม่ให้พูด” ฮ่าๆๆๆๆๆ
ชวนสามีทบทวนความคิดว่าที่รู้สึกไม่พอใจลูกนั้น แท้จริงเกิดจากสาเหตุใด คำตอบคือ รู้สึกว่าลูกมีพัฒนาไม่สมวัย งอแงไม่มีเหตุผล
ส่วนเหตุผลที่ว่าไม่มีแม่ดาวก็มานั่งชี้แจงแถลงไขเริ่มตั้งแต่
1. ลูกบอกว่าไม่พร้อม เพราะ ลูกรุ้สึกว่าตัเองยังจำท่าเต้นไม่ค่อยได้ เนื่องจากโรงเรียนนี้เขาเน้นเรียนเนอะ กิจกรรมไม่ค่อยเน้น แม่ดาวจะถามลุกตลอดว่า วันนี้ซ้อมเต้นไหม ทุกวัน น้อยครั้งมากจะได้ซ้อม ตลอดสัปดาห์ ลูกบอกว่าได้ซ้อมวัน ศุกร์นี่แหละ 2 รอบ เขาก็เลยรุ้สึกไม่พร้อมจะเต้น
2. ลูกนอนไม่พอ
3. ลูกฟันหลอ ข้อนี้สามีตั้งสมมุติฐานได้ตรง
4. นิสัยลูก ซึ่งปกติก็ไม่ได้ชอบการเต้น ไม่ชอบแสดงออกสักเท่าไหร่ อันนี้สามีรู้ดี
คือก่อนจะอธิบายเหตุผลของลูก ต้องขอความคิดเห็นส่วนตัวในมุมของพ่อก่อน ซึ่งสามีก็เข้าใจลูกอยู่บ้าง ไม่ใช่จะไม่เข้าใจอะไรเลย ซึ่งเป็นเรื่องน่าชื่นชม อีกทั้งเล่าเรื่องก่อนขึ้นเวทีลูกนั้นร้องไห้มากขนาดไหน แต่ลูกยังอดทน ไม่เต้นไปร้องไปได้ ซึ่งสามีก็แสดงความเข้าใจต่อเหตุการณ์ทั้งหมด นี่เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้สามีและแม่ดาวเรียนรู้ว่าอย่าด่วนตัดสินพิพากษา บางครั้งสิ่งที่เราเห็น อาจไม่ใช่สิ่งที่เราคิดไว้ก็ได้ เราควรใจเย็น ๆ มีสติ ค่อย ๆ ค้นหาความจริงเนอะ
สิ่งที่แม่ดาวขอบคุณตัวเอง คือ การมีสติ การมีสติไม่ได้หมายถึงการไม่รู้สึก ไม่มีอารมณ์ใด ๆ แต่หมายถึงการมีอารมณ์แล้วเรารู้ตัว เราควบคุมมันได้แบบนั้น เมื่อมีสติจะมีปัญญาที่จะค่อย ๆ จัดการแก้ไขปัญหาไปได้ให้ ครั้งนี้เป็นที่อีกครั้งที่รอดทั้งลูกและสามี ฮ่าๆๆๆๆๆ
ลืมบอกอายุลูกไป ลูกชายแม่ดาว 6.7 ขวบล่ะ เรียนอยู่ชั้นป.1 ค่า สำหรับใครที่ไม่เคยอ่านเลยจะได้ทราบเนอะ จะได้มีข้อมูลเพิ่มเติมไว้ใช้พิจารณาในการอ่าน
ขอบคุณสำหรับบันทีกที่มีคุณค่า
หากถอดบทเรียนว่า
หากลูกต้องพบกิจกรรมพิเศษในวันรุ่งขึ้นต้องเตรียมความพร้อมให้ลูก
ให้ฟังลูกมากกว่า พูดให้ลูกฟัง
การฝึกเด็ก ผู้ใหญ่ทุกคนในบ้านควรมีทิศทางเดียวกัน และสม่ำเสมอ
ขาดหรือเกินแม่ดาวช่วยแก้ด้วยครับ
ขอบคุณสำหรับดอกไม้ทั้ง 2 ดอกนะคะ แอบเสียใจเก็บมาใส่ในแจกันไม่ได้ฮ่าๆๆๆ
ขอบคุณคุณจันทร์ยิ้ม สำหรับข้อความที่ส่งพลังมา บทความมีคุณค่าหรือไม่ก็แล้วแต่คนจะตีความเนอะ เช่นกันบทสรุปท้ายบทความ คิดว่าแต่ละคนที่ได้อ่านนั้นก็อาจต่างมุมมองความคิดที่ได้อาจต่างกันไปบ้าง แม่ดาวจึงไม่ได้อยากสรุปเองเออเองคนเดียว อิอิ เหมือนอ่านนิทานให้ลูกฟัง ไม่ต้องรีบอ่านสรุปให้ลูกฟังว่า นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่างไร เพียงถามลูกว่า ลูกคิดว่านิทานเรื่องนี้ ลูกคิดว่าลูกได้ข้อคิดอะไร ถึงบางครั้งก็ตีมึนบอกไม่รู้ ก็เถอะ
เห็นด้วยกับทุกข้อความที่คุณจันทร์ยิ้มสรุปนะคะ ส่วนตัวหากให้เพิ่มเติมตามความคิด คงขอเพิ่ม
"อย่าด่วนสรุปตัดสินตีความพิพากษาลูกจากสิ่งที่คุณเห็น เพราะมันอาจไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิด"
หรือหากท่านใดมีความคิดเห็นกับเรื่องนี้อย่างไร แบ่งปันกันได้นะคะ แม่ดาวเองก็อาจจะคิดไม่ถึง ถึงจะเป็นเรื่องของตัวเองก็เถอะ หลายหัวดีกว่าหัวเดียวจริงไหม ^^
แม่ดาว ควบคุมอารมณ์และสถานการณ์ได้ดีมากๆเลยอ่ะค่ะ
ไม่ใช่ทุกครั้งที่ทำได้หรอกค่ะ คุณนางฟ้า เพียงแต่หลัง ๆ มานี่หมั่นเจริญสติ ก็เลยพอจะรู้สึกตัว ตามอารมณ์ตัวเองได้ไวขึ้น พอมีสติ ก็จะมีปัญญาคิดแก้ไขอะไร ๆ ได้ดีกว่ามีอารมณ์ล้วน ๆ แม่ดาวก็แม่ธรรมดา ๆ นี่แหละค่า บางคนมักคิดภาพไปว่าเป็น แม่แบบนางฟ้าที่แสนใจเย็น จริตเก่านี่ไม่เป็นแบบนี้เลยฮ่าๆๆ ฝึกฝนและฝึกตน หากเผลอขาดสติ นิสัยเก่าก็ทำงาน ลด ละ แต่ยังเลิกไม่ได้สักทีค่ะ หลาย ๆ นิสัยที่ไม่ดีเนี้ย